การบริหารงานแนะแนวในโรงเรียน
โครงสร้างของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนแบ่งออกเป็น2ลักษณะคือกิจกรรมแนะแนวและกิจกรรมนักเรียน
กิจกรรมแนะแนวเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมและพัฒนาความสามารถของผู้เรียนให้เหมาะสมตามความแตกต่างระหว่างบุคคล สามารถค้นพบและพัฒนาศักยภาพของตนเสริมสร้างทักษะชีวิตวุฒิภาวะทางอารมณ์การเรียนรู้ในเชิงพหุปัญญาและการสร้างสัมพันธภาพที่ดีซึ่งผู้สอนทุกคนต้องทำหน้าที่แนะแนวให้คำปรึกษาด้านชีวิต การศึกษาต่อและการพัฒนาตนเองสู่โลกอาชีพและการมีงานทำ (กรมวิชาการ 2544 : 6)
บริการแนะแนวในโรงเรียน
1. บริการสำรวจนักเรียนเป็นรายบุคคล (Individual Inventory Service)
2. บริการสนเทศ (Information Service)
3. บริการให้คำปรึกษา (Counseling Service) เป็นหัวใจของการแนะแนว
4. บริการจัดวางตัวบุคคล (Placement Service)
5.บริการติดตามผลและวิจัย(Follow-Up and Research Service)
(ลักขณา สริวัฒน์ ,2552)
ครู.... ความจำเป็นที่ต้องเป็นผู้ให้คำปรึกษา
- ครูที่ปรึกษา เป็นบุคคลสำคัญในการดูแล ช่วยเหลือ ส่งเสริม พัฒนาผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง
- ครูที่ปรึกษาเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดนักเรียนมากที่สุด
- ผู้เรียนคาดหวังให้ครูที่ปรึกษาเป็นที่พึ่งทางใจ ให้ความอบอุ่นและสามารถให้คำปรึกษาได้
- นอกจากพ่อแม่ ผู้ปกครองแล้ว ผู้เรียนคิดว่าครูที่ปรึกษาจะเป็นอีกคนหนึ่งที่พึ่งได้
- ครูที่ปรึกษาจะช่วยให้ผู้เรียนรู้จักรักและเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น มีทักษะชีวิต และทักษะทางสังคมได้อย่างเหมาะสม
|
4 |
ความหมายของการให้คำปรึกษา
การให้คำปรึกษา หมายถึง กระบวนการให้ความช่วยเหลือที่เกิดจากสัมพันธภาพของบุคคลอย่างน้อย 2 คน คือผู้ให้และผู้รับการปรึกษา โดยผู้ให้คำปรึกษาในที่นี้หมายถึงครูที่มีลักษณะส่วนบุคคลที่เอื้อต่อการให้คำปรึกษา มีความรู้และทักษะในการให้คำปรึกษา ทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้รับการปรึกษาหรือนักเรียน ซึ่งเป็นผู้ประสบความยุ่งยากใจหรือมีความทุกข์หรือต้องการความช่วยเหลือให้เข้าใจตนเอง เข้าใจสิ่งแวดล้อม มีทักษะการตัดสินใจ ทักษะการแก้ปัญหาและหาทางออก เพื่อลดหรือขจัดความทุกข์ ความยุ่งยากใจ ด้วยตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถพัฒนาตนเองไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ (มัลลวีร์ อดุลวัฒนศิริ, 2547 ; วัชรี ทรัพย์มี, 2546)
ความรู้พื้นฐานทางจิตวิทยาที่ครูผู้ให้คำปรึกษาควรทราบ
1. ธรรมชาติของมนุษย์
2. ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์
3. พฤติกรรมมนุษย์
ธรรมชาติของมนุษย์
- มนุษย์อยู่ตามลำพังคนเดียวไม่ได้จะต้องอยู่ร่วมกันเป็นสังคม
- มนุษย์มีความแตกต่างระหว่างบุคคล
- ทางร่างกาย
- ทางอารมณ์
- ทางสติปัญญา
- พฤติกรรมทุกอย่างย่อมมีสาเหตุ
- มนุษย์มีเกียรติและศักดิ์ศรี
- มนุษย์มีอารมณ์และเหตุผล
- มนุษย์ย่อมเห็นประโยชน์ส่วนตัว
- มนุษย์มักจะกล่าวโทษผู้อื่น
- มนุษย์ชอบความแปลกใหม่
- มนุษย์ชอบเปรียบเทียบ
- มนุษย์มีความคาดหวัง
ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์
มาสโลว์ (Maslow) ได้เสนอลำดับความต้องการพื้นฐานของ
มนุษย์ไว้ 5 ขั้น ดังนี้
ขั้นที่ 1 ความต้องการทางด้านร่างกาย อาหาร เสื้อผ้า การออกกำลังกาย ความต้องการทางเพศ ฯลฯ
ขั้นที่ 2 ความต้องการความมั่นคง ปลอดภัย ความปลอดภัยทางร่างกาย
ความมั่นคงทางการเงิน สวัสดิการต่าง ๆ ความเชื่อมั่นในตนเอง และความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
ขั้นที่ 3 ความต้องการความรักและการมีส่วนร่วม ความรัก ความผูกพันจากครอบครัว เพื่อนหรือบุคคลทั่วไป
ขั้นที่ 4 ความต้องการเห็นคุณค่าในตนเอง การยอมรับนับถือจากตนเองและผู้อื่น
ขั้นที่ 5 ความต้องการบรรลุภาวะสัจจการแห่งตนเอง การพัฒนาตนเองอย่างเต็มขีดสูงสุดของความสามารถ
พฤติกรรมของมนุษย์
พฤติกรรมของมนุษย์ เกิดจากการเรียนรู้ที่ได้รับการเสริมแรง จะแสดงออกทั้งพฤติกรรมที่พึงประสงค์และไม่พึงประสงค์ เช่น
พฤติกรรมที่พึงประสงค์
- ตั้มส่งงานตามกำหนดเวลา ครูชม ตั้มจึงทำงานส่งตรงตามกำหนดต่อไป
- ปูขยันทบทวนบทเรียนที่บ้าน แม่ชม ปูก็จะขยันทบทวนบทเรียนอย่างสม่ำเสมอ
- ออมแต่งกายเรียบร้อย ครูชมว่า แต่งกายดี ออมก็จะแต่งกายเรียบร้อยต่อไป
พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์
- อาร์มหนีเรียน เพื่อนชมว่า กล้าหาญ อาร์มจึงหนีเรียนอีก
- วิโรจน์ ขับมอเตอร์ไซด์ซิ่ง เพื่อนยกย่องว่าเก่ง วิโรจน์จึงขับรถเร็ว ต่อไป
- กบสูบบุหรี่ เพื่อนชมว่าเท เป็นชายชาตรี กบจึงสูบบุหรี่เป็นประจำ
- ภาณี คบเพื่อนผู้ชายหลายคน เพื่อนบอกว่าเสน่ห์แรง ภาณีภาคภูมิใจจึงคบผู้ชายมากยิ่งขึ้น
|
8 |
ลักษณะเฉพาะของการให้คำปรึกษา
จีน แบรี่ (2537) กล่าวถึงลักษณะเฉพาะของการให้คำปรึกษาไว้ว่า ในกระบวนการให้คำปรึกษา จะต้องมีการพบกันของบุคคลอย่างน้อยสองคน ที่มีความสามารถติดต่อสื่อสารกันด้วยวาจาและกิริยาท่าทาง โดยทั้งสองฝ่ายรับรู้ถึงสถานการณ์ของการปรึกษา และมีความตั้งใจที่จะติดต่อกันโดยวิชาชีพ ดังนั้นการให้คำปรึกษาจึงมีลักษณะที่แตกต่างจากการให้บริการอื่นๆ ดังนี้ (กรมสุขภาพจิต, 2540)
1.2.1 เป็นกระบวนการให้ความช่วยเหลือแก่คนปกติในเรื่องส่วนตัว สังคม อาชีพการงาน และการศึกษา โดยเน้นในเรื่องของความคิด ความเชื่อ อารมณ์ และพฤติกรรมของบุคคลที่ต้องการความช่วยเหลือ
1.2.2 มีหลักการให้คำปรึกษาที่เน้นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ การยอมรับศักยภาพของผู้อื่นว่า สามารถตัดสินใจ และแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง
1.2.3 มีทฤษฎี กระบวนการและเทคนิคการให้คำปรึกษาให้ได้เลือกใช้ได้ ตามความเหมาะสมกับลักษณะของปัญหาและธรรมชาติของนักเรียน
1.2.4 เป็นกระบวนการที่มีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนปลง โดยมีขั้นตอนของความช่วยเหลือ และแต่ละขั้นตอนมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป ขั้นตอนอาจเรียงตามลำดับหรือไม่ก็ได้ บางขั้นตอนอาจต้องทำซ้ำหลายครั้ง จนกว่าจะแก้ไขปัญหาได้เป็นที่น่าพอใจ
1.2.5 เน้นสัมพันธภาพที่ดีระหว่างครูผู้ให้และนักเรียนผู้รับคำปรึกษา เพื่อให้นักเรียนเกิดความรู้สึกไว้วางใจและกล้าเปิดเผยตนเอง ซึ่งจะช่วยให้การให้คำปรึกษาดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้การสนทนาหรือการสื่อสารสองทางระหว่างครูกับนักเรียน เป็นเครื่องมือสำคัญของการให้คำปรึกษา
1.2.6 เน้นปัจจุบัน เพื่อให้นักเรียนอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง และสามารถหาแนวทางแก้ไขที่เป็นไปได้ในปัจจุบัน
1.2.7 ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปตายตัว เพราะการให้คำปรึกษาเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ วิธีการแก้ปัญหาในแต่ละกรณีจะไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และสภาพปัญหา โดยนักเรียนจะเป็นผู้ตัดสินใจเลือกแนวทางแก้ปัญหาด้วยตนเอง
1.2.8 ครูผู้ให้คำปรึกษาต้องให้เกียรติ และยอมรับนักเรียนที่มาขอรับคำปรึกษาอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ตัดสิน ไม่ประเมิน และไม่วิพากษ์ วิจารณ์ หรือตำหนินักเรียน
|
10 |
|
|
|
|
วัตถุประสงค์ของการให้คำปรึกษา
การให้คำปรึกษาแก่นักเรียนมีวัตถุประสงค์ เพื่อช่วยนักเรียนในเรื่องต่อไปนี้ (มัลลวีร์ อดุลวัฒนศิริ, 2547)
2.3.1 สำรวจตนเองและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ และเข้าใจในตนเองและสิ่งแวดล้อม
2.3.2 ลดระดับความเครียด และความไม่สบายใจที่เกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
2.3.3 พัฒนาทักษะทางสังคม ทักษะการตัดสินใจ และทักษะการจัดการกับปัญหาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
2.3.4 เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทิศทางที่พึงประสงค์ เช่น มีความรับผิดชอบในหน้าที่ต่างๆ มากขึ้น มีพฤติกรรมการเรียนที่ดี และสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นได้ดีขึ้น
ประเภทของการให้คำปรึกษา
การให้คำปรึกษาสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ (มัลลวีร์ อดุลวัฒนศิริ, 2547 ; วัชรี ทรัพย์มี, 2546)
2.4.1 การให้คำปรึกษารายบุคคล คือ การให้ความช่วยเหลือแก่นักเรียนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงครั้งละ 1 คน
2.4.2 การให้คำปรึกษากลุ่ม คือ การให้ความช่วยเหลือแก่นักเรียนจำนวนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปที่มีพฤติกรรมเสี่ยงในเรื่องที่คล้ายคลึงกัน หรือมีความต้องการที่จะพัฒนาตนในเรื่องเดียวกันโดยใช้ความสัมพันธ์ และอิทธิพลของกลุ่มในการช่วยเหลือสมาชิกในด้านกำลังใจความเห็นอกเห็นใจ การให้ข้อมูลย้อนกลับ และข้อเสนอแนะ เพื่อให้สมาชิกเข้าใจตนเอง เข้าใจปัญหา ได้แนวทางแก้ไขปัญหา หรือพัฒนาจากการพูดคุยและพิจารณาร่วมกันในกลุ่ม จำนวนสมาชิกในกลุ่ม ควรอยู่ระหว่าง 8 – 12 คน ซึ่งจะจะทำให้การให้คำปรึกษามีประสิทธิภาพ เพราะสมาชิกมีโอกาสสร้างปฏิสัมพันธ์กันได้ทั่วถึง และมีส่วนร่วมในการรับและให้ความช่วยเหลือในกลุ่มได้อย่างเต็มที่
บทบาทของครูผู้ให้คำปรึกษา
บทบาทของครูผู้ให้คำปรึกษามีดังนี้ (มัลลวีร์ อดุลวัฒนศิริ, 2547)
2.5.1 ช่วยนักเรียนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงให้เข้าใจปัญหา และความทุกข์ของตนเอง รวมทั้งสามารถหาแนวทางปรับลด หรือแก้ไขได้ด้วยตนเอง
2.5.2 ช่วยสนับสนุนด้านกำลังใจ ข้อมูล หรือความรู้ต่างๆ แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับนักเรียนที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น พ่อ แม่ ครู เพื่อน เกี่ยวกับการปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมต่อนักเรียนเหล่านั้น
2.5.3 ติดต่อประสานงานกับหน่วยงาน องค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับนักเรียนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงในการให้ความช่วยเหลือ ป้องกันและพัฒนา
2.5.4 ปรับปรุงและพัฒนาความสามารถในการให้คำปรึกษาอยู่เสมอ โดยการเข้ารับการอบรม สัมมนา หรือการศึกษาต่อ
คุณสมบัติของผู้ให้คำปรึกษา
- มีบุคลิกภาพที่อบอุ่นและเป็นมิตร
- มีลักษณะที่น่าไว้วางใจ น่าเคารพ น่าเชื่อถือและรักษาความลับได้
- มีความสนใจในการช่วยเหลือผู้อื่น มีคุณธรรมเมตตาธรรมและเสียสละ
- รู้จักพูด เพื่อให้ผู้ขอรับคำปรึกษารับทราบปัญหาที่แท้จริงและช่วยให้แก้ปัญหาด้วยตนเองได้
- รู้จักฟังและฟังเป็นจับประเด็นได้ไวและกระจ่างชัด มีความอดทนต่อการรับฟัง
- สามารถอธิบายและคลี่คลายปมประเด็นตางๆ ให้ชัดเจนและเข้าใจได้ง่าย
- สามารถที่จะช่วยให้ผู้รับคำปรึกษารับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตนเอง โดยผู้ให้คำปรึกษาจะไม่ตัดสินใจแทน
- มีสุขภาพจิตดี มีอารมณ์มั่นคง
กระบวนการให้คำปรึกษา
กระบวนการให้คำปรึกษาเป็นวิธีดำเนินการหรือขั้นตอนของการปรึกษาสำหรับครูในการช่วยเหลือนักเรียน ให้สามารถบรรลุตามวัตถุประสงค์ของการให้คำปรึกษา เพราะกระบวนการให้คำปรึกษาเป็นตัวกำหนดแนวทางให้ครูปฏิบัติตาม ซึ่งจะช่วยให้การให้คำปรึกษา ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภา
มี 5 ขั้นตอน คือ
ขั้นที่ 1 สร้างสัมพันธภาพ
ขั้นที่ 2 สำรวจปัญหา
ขั้นที่ 3 เข้าใจปัญหา สาเหตุ และความต้องการ
ขั้นที่ 4 วางแผนแก้ปัญหา
ขั้นที่ 5 ยุติการให้คำปรึกษา
ขั้นที่ 1 สร้างสัมพันธภาพ
การเริ่มต้นพบกันครั้งแรกของครูผู้ให้คำปรึกษา และนักเรียนผู้รับคำปรึกษา เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะการเริ่มต้นพบกันที่เป็นไปด้วยความอบอุ่นเป็นกันเอง จะช่วยให้นักเรียนเกิดความรู้สึกประทับใจและไว้วางใจ พร้อมที่จะเปิดเผยเรื่องราวของตนเอง และร่วมมือในการให้คำปรึกษา ทำให้การให้คำปรึกษา บรรลุวัตถุประสงค์ได้ง่ายขึ้น
วัตถุประสงค์
1) เพื่อลดความประหม่าและความวิตกกังวลของนักเรียนผู้รับคำปรึกษา
2) สร้างความรู้สึกคุ้นเคย และเป็นกันเองระหว่างครูผู้ให้คำปรึกษา และนักเรียนผู้รับคำปรึกษา
3) สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการให้คำปรึกษา
4) ให้นักเรียนผู้รับคำปรึกษาเกิดความมั่นใจต่อการให้คำปรึกษา และไว้วางใจผู้ให้คำปรึกษา
แนวทางปฏิบัติ
1) ยิ้มแย้มแจ่มใส
2) การลุกขึ้นต้อนรับหรือเดินไปรับ
3) เชื้อเชิญให้นั่ง
4) แนะนำรายละเอียดของตัวเองสั้นๆ เช่น ชื่อ งานหรือความรับผิดชอบ
5) ขอให้นักเรียนผู้รับคำปรึกษาแนะนำข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญ เช่น ชั้นเรียนที่กำลังศึกษา
6) พูดคุยเรื่องทั่วไป เช่น สภาพดินฟ้าอากาศ กิจกรรมที่กำลังเป็นที่นิยม การเรียนการสอน
7) ให้นักเรียนผู้รับคำปรึกษาเล่าสาเหตุที่มารับคำปรึกษา
8) แจ้งขอบข่าย ลักษณะ กระบวนการให้คำปรึกษา ตลอกจนบทบาทหน้าที่ของครูผู้ให้คำปรึกษาและนักเรียนผู้รับคำปรึกษา ตามความเหมาะสม
9) เน้นเรื่องรักษาความลับ
10) ฟังและใส่ใจนักเรียนผู้รับคำปรึกษา
ขั้นที่ 2 สำรวจ ทำความเข้าใจปัญหา ความต้องการของผู้รับคำปรึกษา และกำหนดเป้าหมายที่เป็นจริงได้
ในขั้นที่ 2 นี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญ และอาจต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก เนื่องจากนักเรียนผู้รับ
คำปรึกษา ส่วนใหญ่มีความสับสนทางอารมณ์หรือมีการรับรู้ที่บิดเบือนจากความเป็นจริง เช่น อคติเข้าข้างตนเองหรือกลไกป้องกันตนเองสูง ในบางกรณีจึงอาจต้องใช้เวลา เพื่อดำเนินการในขั้นนี้มากกว่าหนึ่งครั้ง
|
14 |
วัตถุประสงค์
1) ค้นหาปัญหาที่แท้จริง รวมทั้งสำรวจสถานการณ์ของปัญหา
2) หาสาเหตุของปัญหา
3) ให้นักเรียนผู้รับคำปรึกษาตระหนักรู้และเข้าใจถึงปัญหา และสาเหตุที่แท้จริงและเป็นปัจจุบันรวมทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้น
4) ให้นักเรียนผู้รับคำปรึกษารู้ความต้องการและตั้งเป้าหมายที่สามารถทำได้จริง
5) สร้างความหวังและความมั่นใจในการแก้ไขปัญหา
แนวทางปฏิบัติ
1) กระตุ้นนักเรียนผู้รับคำปรึกษา ให้เล่าระบายความรู้สึกและเรื่องราวของตนเอง ผลกระทบที่ได้รับในปัจจุบัน และในอนาคต จากปัญหาที่เกิดขึ้น
2) ให้นักเรียนผู้รับคำปรึกษากำหนดเป้าหมายที่เป็นไปได้ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
3) เงียบ ฟัง สังเกตและใส่ใจ
4) ทวนซ้ำ สะท้อนกลับ สรุป ให้กำลังใจ แสดงความเห็นอกเห็นใจ
ขั้นที่ 3 แนวทางแก้ไขปัญหา
แนวทางแก้ไขปัญหาที่กำหนดโดยนักเรียนผู้รับคำปรึกษา จะช่วยให้นักเรียนผู้รับคำปรึกษาเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง ดังนั้นครูผู้ให้คำปรึกษาควรสนับสนุนให้นักเรียนผู้รับคำปรึกษา คิดเองให้มากที่สุด และให้สามารถตัดสินใจเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุด
วัตถุประสงค์
1) ให้นักเรียนผู้รับคำปรึกษา มีแนวทางที่เหมาะสม ทำได้จริง
2) หาข้อดีข้อเสีย ของแนวทางแก้ไขปัญหา
3) ตัดสินใจเลือกแนวทางที่เหมาะสม
แนวทางปฏิบัติ
1) กระตุ้นให้นักเรียนผู้รับคำปรึกษา คิดวิธีแก้ไขปัญหาหลายๆวิธี
2) เสนอแนะวิธีแก้ไขปัญหาเพิ่มเติม
3) ให้นักเรียนผู้รับคำปรึกษา บอกข้อดี ข้อเสีย ของวิธีการแก้ไขปัญหาแต่ละวิธีที่คิดได้ รวมทั้งที่ครูผู้ให้คำปรึกษาช่วยคิด
4) ให้ข้อมูล ชี้แจงผลที่ตามมา จากวิธีแก้ไขปัญหาแต่ละวิธีเพิ่มเติม
5) ให้นักเรียนผู้รับคำปรึกษา สรุปวิธีแก้ไขแต่ละวิธีพร้อมทั้งข้อดี ข้อเสีย โดยครูผู้ให้คำปรึกษาช่วยเพิ่มเติมส่วนที่ยังไม่สมบูรณ์
6) ให้นักเรียนผู้รับคำปรึกษา เปรียบเทียบ วิธีการแก้ไขปัญหาและเลือกวิธีที่เหมาะสม
ขั้นที่ 4 วางแผนเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ
แผนการปฏิบัติตามแนวทางแก้ไขปัญหาที่นักเรียนผู้รับคำปรึกษา ตัดสินใจเลือกไว้ในขั้นที่ 3 เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การให้คำปรึกษามีคุณค่า และจะเป็นประโยชน์มากขึ้น ถ้ามีการทำข้อตกลงกับนักเรียนผู้รับคำปรึกษา เพราะจะช่วยให้นักเรียนผู้รับคำปรึกษา เกิดความตั้งใจ และพร้อมที่จะลงมือปฏิบัติตาม ดังนั้นโอกาสที่นักเรียนผู้รับคำปรึกษา จะจัดการกับปัญหาได้สำเร็จก็เป็นจริงได้มากยิ่งขึ้น
วัตถุประสงค์
1) กำหนดขั้นตอนและรายละเอียดของการปฏิบัติ เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางการแก้ไขปัญหาที่นักเรียนผู้รับคำปรึกษา เลือกไว้
2) กำหนดระยะเวลาที่จะใช้ในการแก้ไขปัญหา
3) กำหนดแนวทางการประเมินผลการแก้ไขปัญหา
4) สร้างความมั่นใจในการแก้ไขปัญหา
แนวทางปฏิบัติ
1) กระตุ้นให้นักเรียนผู้รับคำปรึกษา ให้กำหนดขั้นตอนและรายละเอียดของการปฏิบัติในการแก้ไขปัญหา
2) ให้กำลังใจให้ข้อมูลย้อนกลับ
3) ชักชวนให้ทำข้อมูลผูกมัด เป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะปฏิบัติตามแผน
ขั้นที่ 5 ยุติการให้คำปรึกษา
เมื่อการให้คำปรึกษาดำเนินไปจนหมดเวลาที่กำหนดไว้ในแต่ละครั้ง ในแต่ละราย หรือ นักเรียนผู้รับคำปรึกษามีท่าทีต่อต้าน หรือไม่ร่วมมือในการปรึกษา ก็ให้ยุติการให้คำปรึกษา โดยให้ดำเนินการด้วยความอบอุ่น เป็นมิตร และแสดงความพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือต่อไป
วัตถุประสงค์
1) ยุติการให้คำปรึกษาในแต่ละครั้งหรือแต่ละราย
2) ให้กำลังและความมั่นใจแก่นักเรียนผู้รับคำปรึกษา
แนวทางปฏิบัติ
1) ส่งสัญญาณว่าหมดเวลา เช่น ดูนาฬิกา บอกจำนวนเวลาที่เหลือตามที่ได้กำหนดไว้ เมื่อเหลือเวลาประมาณ 5 – 10 นาที
2) สรุปปัญหา สาเหตุ วิธีแก้ไข
3) เปิดโอกาสให้นักเรียนผู้รับคำปรึกษา นัดหมายกำหนดการให้คำปรึกษาครั้งต่อไป
4) ส่งตัวนักเรียนผู้รับคำปรึกษา ไปยังครูผู้ให้คำปรึกษา คนอื่น โดยให้ข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจของนักเรียนผู้รับคำปรึกษา ในการขอรับคำปรึกษาจากครูผู้ให้คำปรึกษาคนอื่นต่อไป
5) ให้กำลังใจและแสดงความมั่นใจว่า นักเรียนผู้รับคำปรึกษาจะจัดการกับปัญหาได้
เทคนิคและทักษะการให้คำปรึกษา
ภาษาท่าทางที่ครูควรใช้เพื่อช่วยให้การให้คำปรึกษาแก่นักเรียนมีประสิทธิภาพ หรืออาจเรียกว่า ทักษะการใส่ใจด้วยภาษาท่าทาง มีแนวทางปฏิบัติดังต่อไปนี้
1. การหยุดทำงานอย่างอื่น ขณะพูดคุยกับนักเรียนผู้รับคำปรึกษา
2.มองหน้าและสบตานักเรียนผู้รับคำปรึกษาด้วยแววตาที่อ่อนโยน เป็นมิตร
3.ผงกศีรษะเพื่อเป็นการตอบรับตำพูดของนักเรียนผู้รับคำปรึกษาบ้างเป็นบางครั้งคราว โดยอาจตอบรับสั้นๆ เช่น “ค่ะ/ครับ” หรือ “อืม” ไปพร้อมกับการผงกศีรษะ
4. ยิ้มแย้มแจ่มใส มีชีวิตชีวา กระตือรือร้น
5. มีท่าทางผ่อนคลายเป็นกันเอง โดยอาจใช้มือประกอบกับการพูดบ้างตามสมควร
6. โน้มตัวเข้าหานักเรียนเล็กน้อย อาจมีการสัมผัสนักเรียนบ้างตามโอกาสอันควร เช่น ตบไหล่เบาๆ บีบมือ เพ่อให้กำลังใจ หรืแสดงความเห็นใจ
7. รักษาระยะห่างจากตัวนักเรียนให้เหมาะสม คือประมาณ 3 – 5 ฟุต เพื่อแสดงความใส่ใจ
8. ใช้น้ำเสียงในระดับเดียวกับน้ำเสียงของนักเรียน และรักษาจังหวะการพูดให้อยู่ในระดับปานกลาง
ภาษาท่าทางที่ครูควรหลีกเลี่ยง ที่จะปฏิบัติขณะให้คำปรึกษาแก่นักเรียน มีดังนี้
1. มองไปที่อื่น หรือมองนักเรียนด้วยสายตาไม่เป็นมิตร
2. หน้าบึ้ง เม้มปาก หาว หลับตา
3.นั่งห่างไกลจากนักเรียนเกิน 5 ฟุต
4. พูดด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตร พูดเร็วหรือช้าเกินไป
5. มีท่าทางลุกลี้ลุกลน ไม่นิ่ง เคาะโต๊ะ สั่นขา
การสื่อสารด้วยคำพูดกับนักเรียน ครูควรพยายามสื่อให้นักเรียนรับรู้ได้ว่า
1. ครูกำลังฟังเขาด้วยความเข้าใจในตัวเขา และเข้าใจการรับรู้ของเขา
2. ครูให้เกียรติ ยอมรับและใส่ใจในตัวเขาและมีความสามารถที่จะช่วยเขาได้
3. ครูจะช่วยให้เขาเข้าใจตัวเอง เข้าคนอื่นและสิ่งแวดล้อมได้
ภาษาพูดของครูที่เอื้อต่อการให้คำปรึกษามีประสิทธิภาพ มีแนวทางปฏิบัติดังนี้
1.เรียกชื่อเล่นของนักเรียน หรือใช้สรรพนามแทนตัวนักเรียนว่า “หนู” หรือคำอื่นที่สื่อถึงความเป็นกันเองตามวัฒนธรรมท้องถิ่น
2.ใช้คำพูดเพื่อเสริมแรงหรือกระตุ้นให้นักเรียนได้เล่าระบายความรู้สึกมากขึ้น เช่น “อืม” “ใช่” “ค่ะ/ตรับ” “เหรอ” “ครูเข้าใจ”
 
สวัสดีค่ะ
บันทึกนี้เป็นบันทึกที่เรียกว่าสมบรูณ์ในตัวเองครบครัน
พี่ดีใจมากค่ะ ที่ได้มีโอกาสอ่านบันทึกงานแนะแนว
ครูแนะแนวทำหน้าที่เสมือนพ่อแม่
และดูจะมีบทบาทสำคัญชี้นำทางชีวิตให้กับผู้เรียน
เป็นที่พึงทางใจให้นักเรียนได้เป็นอย่างดี
หลายชีวิตประสบความสำเร็จได้เพราะครูแนะแนวนะคะ
ยิ่งในยุคนี้แล้ว
ปัญหาทางเศรษฐกิจ และภาวะทางสังคมในปัจจุบัน
ทำให้เกิดช่องว่างภายในครอบครัวและสังคมมากขึ้น
ขอบคุณคะที่นำสิ่งดีงามมาแบ่งปัน
และถ้ามีเวลาขอเชิญพักผ่อนที่บันทึกข้างล่างนะคะ คลิ๊กได้เลยค่ะ
http://gotoknow.org/blog/krutoiting/347204
ขอบคุณค่ะ