การจัดการสิ่งแวดล้อมของศูนย์การเรียนรู้ชุมชน
“การจัดการสิ่งแวดล้อม” ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญ ที่ทางชุมชนต้องตระหนัก และเรียนรู้ร่วมกันถึงวิธีการจัดการให้เหมาะสมกับสภาพของชุมชนตนเอง ชุมชนในจังหวัดน่านมีอีกหลายชุมชนที่กำลังเริ่มต้นเส้นทางแห่งการเรียนรู้การจัดการสิ่งแวดล้อมในชุมชนโดยผ่านศูนย์การเรียนรู้ชุมชน
โครงการพัฒนาศักยภาพชุมชนในการจัดการสิ่งแวดล้อมศึกษา จังหวัดน่าน สนับสนุนโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ดำเนินงานภายใต้มูลนิธิฮักเมืองน่าน ได้มองเห็นถึงความสำคัญในการจัดการสิ่งแวดล้อมของชุมชน จึงได้เข้ามาหนุนเสริมการทำงานของศูนย์การเรียนรู้ 7 ศูนย์ ให้การจัดการสิ่งแวดล้อมภายในชุมชนเกิดความต่อเนื่อง และยั่งยืน รวมทั้งยังนำองค์ความรู้ที่มีอยู่ในศูนย์มาจัดทำเป็น“หลักสูตร” สำหรับถ่ายทอด ขยายผลให้กับคนในชุมชน นอกชุมชนต่อไป
การจัดการสิ่งแวดล้อม เริ่มต้นทำกันในชุมชน หากต้องการความต่อเนื่อง ยั่งยืนและเกิดการขยายผลต่อ ต้องอาศัยความเข้าใจ ความร่วมมือของหลายๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่น ทางโครงการจึงได้จัดเวทีถ่ายทอดหลักสูตรการจัดการสิ่งแวดล้อมของ 7 ศูนย์การเรียนรู้ โดยให้แกนนำของศูนย์ได้เป็น “ผู้บอกเล่าเรื่องราว” ของศูนย์ และหลักสูตรในการจัดการสิ่งแวดล้อม กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วม เน้นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในท้องถิ่น อาทิเช่น องค์การบริหารส่วนตำบล โรงเรียน ผู้นำชุมชนทั้ง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล เกษตรตำบล ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนระดับตำบล นอกจากนั้นยังมีหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในระดับอำเภอ และระดับจังหวัดเป็นอีกกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญในการเข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเวที
เวทีแรกได้เริ่มต้นที่ “ศูนย์การเรียนรู้กลุ่มออมทรัพย์วังฆ้อง” โดยได้จัดกันในวันศุกร์ ที่ 5 มีนาคม 2553 สถานที่ในการถ่ายทอดได้ใช้บริเวณภายในศูนย์การเรียนรู้กลุ่มออมทรัพย์วังฆ้อง หมู่ที่ 3 ตำบลถืมตอง อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ผู้เข้าร่วมในเวที อาทิเช่น ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล นายกองค์การบริหารส่วนตำบล เกษตรตำบล ตัวแทนเกษตรจังหวัดน่าน ตัวแทนเกษตรและสหกรณ์จังหวัดน่าน ปลัดเทศบาลเมืองน่าน และที่สำคัญในงานนี้คือ นายอำเภอเมืองน่าน ได้เป็นประธานในพิธีเปิด
บทเริ่มต้นของการเรียนรู้
“นายนิวัตน์ ศรีบุญนาค” นายอำเภอเมืองน่าน
นายอำเภอเมืองน่านได้กล่าวกับผู้เข้าร่วมถึงความยินดีที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิด ยังกล่าวต่อไปถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวบ้าน ต้องมีหลากหลายด้าน ที่สำคัญต้องพึ่งตนเองได้ ภายใต้ของการมีพุทธศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ มีความเข้มแข็ง มีฐานเศรษฐกิจที่ดี (เศรษฐกิจดี หมายถึง ความพอเพียง) และมีสิ่งแวดล้อมที่ดี
สำหรับศูนย์การเรียนรู้ชุมชนที่กำลังทำเกี่ยวกับการจัดการสิ่งแวดล้อม อย่างเช่นที่ ศูนย์การเรียนรู้กลุ่มออมทรัพย์วังฆ้องทำเรื่อง การปลูกถั่วเหลืองอินทรีย์ และการจัดการขยะ ถือเป็น “การรณรงค์ครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษย์” เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม และทำให้ระบบนิเวศกลับคืนมา
นอกจากนั้นยังกล่าวถึงแนวทางการหนุนเสริมศูนย์การเรียนรู้อีกว่า กำลังปรับวิธีการทำงาน โดยต่อไปจะใช้ศูนย์การเรียนรู้เป็นศูนย์กลาง เป็นจุดประชาคม เพื่อเน้นการมีส่วนร่วม คิด ทำ ใช้ประโยชน์ภายในชุมชน ซึ่งต่อไปการพิจารณาสนับสนุนงบประมาณในการทำกิจกรรมต่างๆ ต้องผ่านการทำประชาคมในศูนย์การเรียนรู้ชุมชน และท้ายสุดได้กล่าวถึงความยินดีที่จะหนุนเสริมการทำงานของศูนย์การเรียนรู้ชุมชนต่อไป
การถ่ายทอดหลักสูตรของศูนย์
“หลักสูตรการจัดการขยะ”
เริ่มต้นที่พี่อุบล ไชยศรี ได้บอกเล่าถึงหลักสูตร “การจัดการขยะ” ว่าเกิดมาจากการจัดเวทีชาวบ้านเพื่อค้นหาปัญหาในชุมชน จึงพบว่ามี 3 ปัญหา คือ น้ำดื่ม สารเคมี และขยะ หลังจากนั้นมาจึงได้พูดคุยกันกับแกนนำเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา ในเรื่องของขยะได้จัดทำโครงการเพื่อรณรงค์ให้เกิดการคัดแยกขยะในครัวเรือน ซึ่งในขณะนั้นก็ได้มีทางองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น สนับสนุนงบประมาณในการจัดกิจกรรมของทุก 8 หมู่บ้านในตำบลถืมตอง ในส่วนของบ้านวังฆ้อง หมู่ที่ 3 หลังจากที่รณรงค์การคัดแยกขยะแล้ว ก็ได้มีการนำมาจัดการต่อ โดยได้มีคณะกรรมการของหมู่บ้านนัดพ่อค้ามารับซื้อขยะ แล้วนำเงินเข้ากองทุน เมื่อดำเนินงานได้ไประยะหนึ่งแล้ว ก็พบว่าพ่อค้าขยะคนกลางรับซื้อขยะในราคาที่ถูก ของบางอย่างก็ไม่รับซื้อ ทางคณะกรรมการจึงได้มานั่งพูดคุยสรุปบทเรียน จึงได้ทำ“ตลาดนัดขยะ” โดยทางคณะกรรมการหมู่บ้านจะเป็นคนรับซื้อเอง ซึ่งต้องมีกระบวนการคัดแยกขยะที่ค่อนข้างละเอียด แต่สามารถขายได้ราคาดี เมื่อเทียบกับเมื่อก่อนที่ขายให้พ่อค้าคนกลาง ตลาดนัดขยะนี้จะมีขึ้นในวันเสาร์แรกของทุกเดือน
ระหว่างการดำเนินการจัดการขยะ ได้มี ศูนย์การเรียนรู้ครอบครัวเข้มแข็ง จังหวัดน่าน ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิฮักเมืองน่าน ได้เข้ามาจัดกระบวนการเรียนรู้ของครอบครัวบ้าน แกนนำได้ใช้ประเด็นขยะมาเป็นประเด็นเรียนรู้ ซึ่งในเวทีนี้เองได้เกิด “สารวัตรขยะ” ขึ้นมา โดยมีซอยละ 1 คน มีหน้าที่คอยกำกับดูแล การคัดแยก การจัดการขยะในซอยของตนเอง
นอกจากนั้น ทางแกนนำบ้านวังฆ้องก็ได้เรียนรู้การแปรรูปขยะ ซึ่งเป็นอีกวิธีการหนึ่งในการจัดการขยะ ได้นำเอาเศษกระดาษ กล่องนม กล่องเครื่องดื่ม ถุงพลาสติก ฯลฯ นำมาทำเป็นของใช้ประเภทต่างๆ สำหรับใช้ในครัวเรือน และชุมชน
พี่สมศักดิ์ ไชยศรี แกนนำอีกคนหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการขยะบ้านวังฆ้อง ได้กล่าวถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดความสำเร็จในการจัดการขยะอีกว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากที่คณะกรรมการขยะบ้านวังฆ้องได้เริ่มทำเป็นตัวอย่าง เป็นต้นแบบก่อน ซึ่งเริ่มแรกทำได้ 20 ครอบครัว หลังจากนั้นมาได้เริ่มขยายไปทั่วทุกครอบครัวในบ้านวังฆ้อง
“ของใช้จากขยะ”



“สถานที่รับซื้อขยะบ้านวังฆ้อง”


“หลักสูตรการผลิตถั่วเหลืองอินทรีย์”
พี่จำเนียร ใจคง และพี่ดาบตำรวจสถิตย์ เสาร์แดน ได้พูดถึงหลักสูตรการผลิตถั่วเหลืองอินทรีย์ที่ทางแกนนำศูนย์ได้ทดลองทำกันอยู่
การเริ่มเข้ามาของถั่วเหลืองในตำบลถืมตอง
ประมาณปี พ.ศ.2526 เกษตรกรในตำบลถืมตองได้ทดลองนำเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองเข้ามาปลูกในนาหลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าว ต่อมาในปี พ.ศ.2535 เกษตรกรได้ร่วมมือกับศูนย์วิจัยพืชไร่จังหวัดเชียงใหม่ กับศูนย์ขยายพันธ์พืชที่ 14 จังหวัดแพร่ และศูนย์วิจัยของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการปลูกทดลองปลูกถั่วเหลือง แล้วมีการบันทึกข้อมูล ในการปลูกทดลองนี้ได้เริ่มต้นจากเกษตรกร ประมาณ 3-4 คน และต่อมามีเกษตรกรที่สนใจหันมาปลูกถั่วเหลืองในนาหลังฤดูเก็บเกี่ยวเพิ่มมากขึ้น และต่อมาได้รวมกลุ่มกันขึ้นมาโดยตั้งชื่อว่ากลุ่ม “ปู่ฮุ้ง”
จากเดิมเกษตรกรยังไม่มีความรู้ในการปลูกถั่วเหลืองและการคัดเมล็ดพันธุ์ ส่วนมาจะใช้เมล็ดพันธุ์ที่ซ้ำกัน ทำให้ผลผลิตต่ำ เมล็ดพันธุ์ที่ใช้ส่วนมากจะเป็นพันธุ์ สจ.4, สจ.5, OCB, สุโขทัย 1, สุโขทัย 2 , มข.35, เชียงใหม่ 60 ซึ่งแต่ละพันธุ์จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป
พันธุ์ สจ.4, สจ.5 มีลำต้นสูง ผลผลิตต่ำ การเก็บเกี่ยวไม่พร้อมกัน ตลาดไม่ต้องการ
พันธุ์ OCB มีคุณสมบัติเหมือนกับ พันธุ์ สจ.4 สจ.5 แต่จะแห้งเร็วกว่าฝักถั่วจะแตกเร็ว ได้ผลผลิตต่ำ อายุสั้น ประมาณ 70 วัน
พันธุ์สุโขทัย 1,2 เมล็ดพันธุ์จะแตก และแห้งไม่พร้อมกัน
มข.35 ต้นสูงใหญ่ แห้งช้า เก็บเกี่ยวยาก ใช้ระยะเวลาปลูกนาน ได้ผลผลิตน้อย นำผลผลิตไปสกัดเป็นน้ำมันพืช แต่มข.35 ไม่มีน้ำมันมากนัก ทำให้ตลาดไม่นิยม
เชียงใหม่60 (ชื่อเดิมคือ เชียงใหม่1 แต่ต่อมาได้ตั้งให้ตรงกับพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี) ผลผลิตสูง มีน้ำมันมาก เกษตรกรนิยมปลูก ตลาดต้องการ แต่มีความงอกต่ำ
ซึ่งพันธุ์ที่ผู้ปลูกถั่วเหลืองในตำบลถืมตองนิยมกันคือ เชียงใหม่ 60
ในปี พ.ศ. 2550 ทางศูนย์การเรียนรู้กลุ่มออมทรัพย์วังฆ้อง ได้เข้าร่วมทำกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมกับโครงการพัฒนาศักยภาพชุมชนในการจัดการสิ่งแวดล้อมศึกษา จังหวัดน่าน จึงได้ใช้ถั่วเหลืองเป็นประเด็นเรียนรู้ร่วมกันในด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม เนื่องจากการปลูกถั่วเหลืองต้องมีการใช้ปุ๋ย ยา สารเคมีมาก ซึ่งเกิดผลกระทบกับสุขภาพของผู้ปลูก ทางแกนนำจึงอยากเริ่มต้นในการทดลองผลิตถั่วเหลืองแบบไม่ใช้ปุ๋ยใช้ยา โดยมีแกนนำอาสานำพื้นที่นามาทดลองปลูก คือ ดาบตำรวจสถิตย์ เสาร์แดน นายจำเนียร ใจคง และนายจเด็จ เสริฐศรี ซึ่งแต่ละคนมีวิธีการทดลองแตกต่างกัน คือ
ดาบตำรวจสถิตย์ เสาร์แดน ทดลองทำใน 3 แบบ คือ แบบที่ 1 ไม่เผาตอซังข้าว แบบที่ 2 เผาตอซังข้าว ใช้ฟางกลบแปลงถั่วเหลือง แบบที่ 3 เผาตอซังข้าวไม่ใช้ฟางกลบ โดยทั้ง 3 แบบใส่ปุ๋ยชีวภาพ พ่นฮอร์โมนรกหมู ใช้น้ำส้มควันไม้ในการไล่แมลง
นายจำเนียร ใจคง ใช้วิธีการตัดตอซังข้าว ตากซังข้าวให้แห้ง แล้วใช้ฟางข้าวปูกลบตอซังข้าว แล้วก็เผา และไถยกร่อง
นายจเด็จ เสริฐศรี ใช้วิธีการตัดตอซังข้าว เผาและยกร่องแปลง มีการใช้สารเคมีผสมกับชีวภาพ
“แบบไม่เผาตอซังข้าว”
“แบบเผาตอซังข้าว”
ในเวทีมีการพูดคุยกันถึงสถานการณ์การปลูกถั่วเหลืองโดยทั่วไปในพื้นที่ถืมตอง ซึ่งได้เกิดวิกฤตใน 2 เรื่อง คือ ไม่มีแหล่งขายเมล็ดพันธุ์ และขาดแคลนน้ำ ซึ่งการขาดเมล็ดพันธุ์ ทางเกษตรตำบลถืมตองได้บอกว่า เป็นแนวทางที่จะให้ชุมชนเกิดการผลิตเมล็ดพันธุ์ใช้เอง ส่วนเรื่องของน้ำ ข้อมูลจากทางอบต.ถืมตองคือ ในปี 2553 นี้ได้ใช้งบประมาณในการสูบน้ำให้เกษตรกรที่ปลูกถั่วเหลืองไปค่อนข้างมาก ทางแกนนำศูนย์จึงได้มีการเปรียบเทียบวิธีการปลูกแบบใช้ตอซังข้าวคลุม กับวิธีการปลูกของชาวบ้านทั่วไปที่เผาตอซังข้าวแล้วไม่คลุม ซึ่งวิธีใช้ตอซังข้าวคลุมสามารถเก็บความชุ่มชื้นในดินได้มากกว่าที่ไม่คลุม ซึ่งทำให้สามารถที่จะลดค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำได้
แนวทางความร่วมมือในการจัดการสิ่งแวดล้อมในศูนย์
การจัดการขยะ
- ขยายผลกระบวนการจัดการขยะของบ้านวังฆ้อง ไปยังหมู่บ้านอื่นๆ ในตำบล โดยใช้ชุดคณะกรรมการบ้านวังฆ้องเป็นทีมพี่เลี้ยง
- ทางองค์การบริหารส่วนตำบลหนุนเสริมการทำงานของชุมชน
การผลิตถั่วเหลืองอินทรีย์
- มีกระบวนการเรียนรู้เรื่องของการผลิตถั่วเหลือง “โรงเรียนชาวนาถั่วเหลือง” ซึ่งทางเกษตรตำบลถืมตองได้ให้ความสนใจในการเข้าร่วมกระบวนด้วย
- มี “ธนาคารถั่วเหลือง” ในชุมชน อาจจะอยู่ในรูปแบบของการขาย ให้ยืม หรือแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองเพื่อใช้เป็นพันธุ์ในการปลูก
- ประกาศเป็นนโยบายตำบล “ไม่เผาตอซังข้าว” แล้วใช้งบประมาณภัยแล้งมาเป็นรางวัลจูงใจให้กับชาวบ้าน
- สำหรับทางองค์การบริหารส่วนตำบลถืมตองยินดีที่จะหนุนเสริมให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ เพียงแต่ขอให้ทางชุมชนคุยกันเอง แล้วนำเข้าสู่แผนชุมชน
***********************************************************
ประวัติศาสตร์ชุมชนวังฆ้อง
บ้านวังฆ้อง เดิมชื่อบ้านท่าขี้เหล็ก ( ท่าขี้เหล็ก เป็นชื่อของวังน้ำด้านหลังหมู่บ้านหรือลำน้ำสมุนในปัจจุบันซึ่งมีต้นไม้ขี้เหล็กขนาดใหญ่ล้มอยู่ ชาวบ้านจึงเรียกว่าท่าขี้เหล็ก ) ส่วนชื่อวังฆ้อง มาจากการที่แบ่งเขตหมู่บ้านตั้งแต่วังน้ำ ที่อยู่ติดกับโรงฆ้อง ของวัดถืมตองซึ่งวังน้ำนี้เรียกว่าวังฆ้อง
การแบ่งเขตการปกครอง เริ่มต้นในปี พ.ศ.2499 สมัยของพ่อกำนันวงค์ ศรีทิพย์ ซึ่งตอนนั้นบ้านวังฆ้อง เป็นหมู่บ้านถืมตอง หมู่ที่ 1 ตำบลถืมตอง ( เป็นหมู่เดียวกันทั้ง 4 หมู่บ้าน คือบ้านถืมตอง ,บ้านกลางหรือท่าขี้เหล็ก ปัจจุบันคือบ้านวังฆ้อง ,บ้านหัวดง หรือบ้านสวนหลวง ปัจจุบันคือบ้านนาท่อเด่น ,บ้านหล่ายทุ่งหรือบ้านกิ่วป่าห้าในปัจจุบัน) โดยตำบลถืมตองในขณะนั้นมีทั้งหมด 9 หมู่บ้าน นายขัติยศ สารจักร ได้รับเลือกตั้งเป็นกำนันตำบลถืมตอง ต่อจากนายวงค์ ศรีทิพย์ และมีการแบ่งเขตการปกครองใหม่ ได้แยกบ้านถืมตอง หมู่ที่ 1 ออกไปอีก 3 หมู่บ้าน รวมทั้งหมด 4 หมู่บ้าน คือ บ้านหล่ายทุ่ง กลายเป็นบ้านกิ่วป่าห้า หมู่ที่ 10 บ้านหัวดง เป็นหมู่บ้านนาท่อเด่น หมู่ที่ 11 และบ้านกลางเป็นหมู่บ้านวังฆ้อง หมู่ที่ 12
นายศรีวัย ขันตี เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรกของบ้านวังฆ้อง ต่อมาตำบลถืมตองได้มีหมู่บ้านเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ รวม 17 หมู่บ้าน จนถึงปี พ.ศ. 2529 และนายสว่าง อินน้อย เป็นกำนันตำบลถืมตอง ได้จัดให้มีการประชุมในนามสภาตำบลถืมตอง เสนอให้มีการแยกตำบลถืมตองออกเป็น 2 ตำบล คือ แยกออกเป็นตำบลสะเนียน 10 หมู่บ้าน และตำบล ถืมตองเดิม 7 หมู่บ้าน ตั้งแต่นั้นมา บ้านวังฆ้อง หมู่ 12 ก็เปลี่ยนเป็นหมู่ 3 ของตำบลถืมตอง จนถึงทุกวันนี้
ประวัติศูนย์การเรียนรู้กลุ่มออมทรัพย์วังฆ้อง
ศูนย์การเรียนรู้กลุ่มออมทรัพย์วังฆ้อง เดิมเป็นศูนย์การเรียนรู้ของกลุ่มออมทรัพย์บ้านวังฆ้องซึ่งตั้งอยู่ในอาณาเขตของสถานีอนามัยตำบลถืมตอง อาคารที่ทำการเป็นอาคารของสถานีอนามัยหลังเก่า ซึ่งอนุญาตให้กลุ่มออมกลุ่มทรัพย์ปรับปรุงเป็นที่ทำการของกลุ่ม นอกจากจะเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับกิจกรรมการออมทรัพย์แล้ว ยังเป็นศูนย์รวมของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกิจกรรมครอบครัวเข้มแข็ง ,ครอบครัวอบอุ่น ,การใช้จุลินทรีย์ท้องถิ่น การทำน้ำยาเอนกประสงค์ และเป็นศูนย์การเรียนรู้เรื่องการเกษตร เช่น ข้าว ถั่วเหลือง และเป็นที่รวบรวมข้อมูลของบ้านวังฆ้องทั้งหมดอีกด้วย
เล่าเรื่องโดย....บัวตอง ธรรมมะ
เวทีถ่ายทอดหลักสูตรการจัดการสิ่งแวดล้อมศูนย์การเรียนรู้ชุมชน
5 มีนาคม 2553
ขอขอบคุณ
- แกนนำศูนย์การเรียนรู้กลุ่มออมทรัพย์วังฆ้องทุกคน ที่ได้ร่วมกันแบ่งปันความรู้
- แกนนำชุมชนทุกท่าน เกษตรตำบลถืมตอง อบต.ถืมตอง และหน่วยงานที่เข้าร่วม ที่ได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเวที
- ทีมมูลนิธิฮักเมืองน่าน ที่ได้ร่วมกันจัดกระบวนการให้เกิดการแบ่งปันความรู้
ผมอยู่ใกล้ ๆ แถวนั้นครับ สักวันจะแวะเวียนไปศึกษาหาข้อมูลด้วยคนนะครับ