วันนี้รู้สึกว่าชื่อบันทึกออกแนวสยองขวัญซักนิดนะคะ แล้วผีปอบจะมาเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยมะเร็งได้อย่างไร มาดูกันค่ะ
          เมื่อช่วงสายๆวันนี้เองค่ะน้องใน ward โทรมาแจ้งว่ามีผู้ป่วยหญิงรายหนึ่ง ยืนยันจะไม่ฉายแสงต่อ ไม่ตีเส้นเพิ่ม ยังไงก็จะขอกลับบ้านให้ได้เลยค่ะ ทั้งที่ฉายแสงไปได้เกือบครบคอร์สแล้ว เหลืออีกแค่ 10 ครั้งเท่านั้นค่ะ น้องใน ward คุยแล้วหลายรอบ แต่ผู้ป่วยยืนยันปฏิเสธเสียงแข็งเลยค่ะ น้องจึงส่งผู้ป่วยมาที่ OPDรังสี เพื่อ counselling ก่อนที่จะตัดสินใจเซ็นต์ไม่สมัครใจรักษาค่ะ
          ผู้ป่วยรายนี้เป็นมะเร็งโพรงหลังจมูก อายุ 43 ปี เป็นคน อ.นาแก จ.นครพนมค่ะ หนึ่งสังเกตดูแล้วผู้ป่วยมีสีหน้าเฉยมาก ตาขวางๆค่ะ ผู้ป่วยเดินมาพร้อมลูกสาววัย 18 ปี หนึ่งจึงมีโอกาสได้พูดคุยทั้งกับตัวผู้ป่วย และกับลูกสาวผู้ป่วยด้วยค่ะ
          ดูจากแฟ้มประวัติแล้วพบว่าผู้ป่วยรายนี้ใกล้จะครบการรักษาแล้วค่ะ เหลือฉายแสงอีกเพียง 10 ครั้งเท่านั้น ดูจาก clinical ที่เห็นแล้ว ผู้ป่วยรายนี้สภาพร่างกายดูดีมากๆเลยค่ะในจำนวนผู้ป่วยที่เป็นโรคเดียวกันและได้รับการฉายแสงตำแหน่งเดียวกันนี้ นับว่าผู้ป่วยรายนี้พบกับผลข้างเคียงจากการฉายแสงบริเวณศีรษะและคอเพียงเล็กน้อยเท่านั้นค่ะ จากการตรวจช่องปากผู้ป่วย พบเพีบงการเปลี่ยนแปลงของเยื่องบุกระพุ้งแก้มเป็นสีแดงจางๆ ยังไม่มีแผลเลยด้วยซ้ำค่ะ สภาพในช่องปากถือว่าดูดีมาก เยื่อบุแข็งแรงดีค่ะ การอ้าปากได้ปกติ ไม่มี trismus ผิวหนังบริเวณฉายแสงก็แทบไม่เกิดรอยถลอกเลยค่ะ พบแค่การเปลี่ยนสีเป็นคล้ำขึ้น และมีผิวแห้งเท่านั้น จากการประเมินจากร่างกายผู้ป่วยแล้ว คิดว่าไม่น่าจะเนื่องด้วยสาเหตุทนผลข้างเคียงไม่ไหวเหมือนผู้ป่วยจากบันทึกนี้นะคะ =>  "ผู้ป่วยปฏิเสธการรักษา" เพียงเพราะ "ทนกับผลข้างเคียงไม่ไหว" !!!  เมื่อพูดคุยกับผู้ป่วยเพื่อค้นหาสาเหตุของการปฏิเสธการรักษาครั้งนี้ ตัวหนึ่งเองรู้สึกว่ารายนี้คุยด้วยยากมากมายค่ะ เพราะผู้ป่วยไม่ฟัง และได้แต่ปฏิเสธอย่างเดียวเลย
          เมื่อถามถึงสาเหตุการไม่ขอฉายแสงต่อ ก็บอกว่าไม่มีสาเหตุ ไม่ได้น้อยใจใคร หมอและพยาบาลดีกับผู้ป่วยมาก ลูกหลานก็มาเฝ้า เรื่องเงินทองก็มีลูกสาวคนโตส่งเงินมาให้ ไม่ได้มีอะไรเลยค่ะ ทำให้หนึ่งยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่เลยว่า เอ๊ะ!! ถ้าไม่มีอะไรแล้วจะรักษาต่ออีกเพียง 10 วัน ไม่ได้เหรอ ผู้ป่วยยืนยันว่ายังไงก็จะกลับค่ะ หนึ่งใช้ทุกเทคนิคในการให้คำปรึกษา งัดกลยุทธทุกวิธีที่คิดว่าน่าจะได้ผลมาใช้ แต่ก็ยังยืนยันขอกลับค่ะ ใจแข็งมากๆ ในขณะที่พูดคุยกัน ผู้ป่วยไม่สบตากับหนึ่งเลยค่ะ และลูกสาวก็ไม่ค่อยพูดค่ะ หนึ่งได้อธิบายผลดี ผลเสีย ของการรักษาต่อกับไม่รักษาต่อ เพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้ป่วยและญาติตัดสินใจอีกครั้ง แต่ยังไงผู้ป่วยก็ยังยืนยันค่ะ และไม่มีเหตุผลของการตัดสินใจครั้งนี้ มีช่วงนึงในขณะที่กำลังชวนผู้ป่วยและญาติคุยอยู่นั้น หนึ่งแซวผู้ป่วยไปเล่นๆว่า "เวลาคุยกันเราต้องสบตากันสิ ถ้าไม่สบตากันแบบนี้ จะเหมือน"ปอบ"อพาร์ทเม้น นะคะ" แหะๆ แซวเล่นๆ เพื่อผ่อนคลายบรรยากาศค่ะ แต่ปรากฏว่า ลูกสาวผู้ป่วยที่ไม่ค่อยพูด กลับกลายมาพูดเยอะอย่างพรั่งพรูเลยค่ะเล่าเหรื่องตอนที่พาผู้ป่วยไปหาหมอผีไล่ผีปอบ รวมทั้งผู้ป่วยเองด้วย ที่ตอนแรก พูดเป็นคำเดียวคืออยากกลับบ้านไม่ฉายแสงต่อแล้ว เท่านั้นค่ะ
ได้ความว่า
          ผู้ป่วยบอกว่าตอนมารักษาที่นี่ ผู้ป่วยโดนปอบเข้าสิงค่ะ แถวบ้านผู้ป่วยมีปอบอาศัยอยู่ และคนในครอบครัวผู้ป่วยเสียชีวิตเพราะโดนปอบกินไปแล้ว สามรายค่ะ เป็นพี่สาว น้องชาย และญาติผู้ป่วย
แหะๆ รูปประกอบ ขอเป็น"ปอบ"เวอร์ชั่นน่ารักๆนะคะ
หนึ่งถามผู้ป่วยว่าแล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าโดนปอบเข้าสิง ผู้ป่วยบอกว่า ปอบจะเข้าสิงคนที่ป่วย คนแข็งแรงดีปอบจะเข้าสิงไม่ได้ เมื่อผู้ป่วยมีอาการแรกๆ ปอบจึงเข้าสิงมาตั้งแต่นั้น
และในช่วงที่รักษาที่ศูนย์มะเร็งฯนั้น วันเสาร์อาทิตย์ที่ไม่ได้ฉายแสงญาติๆผู้ป่วยมารับผู้ป่วยขออนุญาติคุณหมอพาผู้ป่วยกลับไปเยี่ยมบ้าน ผู้ป่วยบอกว่าตอนกลับไปผู้ป่วยไปหาหมอผี เพื่อไล่ผีปอบค่ะ หมอผีทำพิธีไล่ผีปอบ คล้ายๆที่เห็นในรายการต่างๆค่ะ แล้วก็มีการอาบน้ำมนต์ ใช้มีดหมอจี้ลงบนฝ่าเท้า ประมาณนี้ หลังจากนั้นผู้ป่วยกลับมาฉายแสงต่อ และมั่นใจว่าผีปอบออกไปแล้ว โดยมีคำพูดของหมอผีบอกผู้ป่วยเรื่องการรักษาว่า กลับมาฉายแสงต่อจนครบ 24 ครั้ง (เน้นว่าแค่ 24 ครั้งเท่านั้น) แล้วให้กลับบ้านทันที กลับไปเพื่อพาหมอผีไปทำพิธีไล่ผีปอบที่บ้านอีกครั้ง โดยผู้ป่วยมั่นใจว่าอาการจะดีขึ้น และด้วยความเชื่ออันแรงกล้านี้ ทำให้พยาบาลตัวน้อยๆอย่างหนึ่งทราบในทันทีว่า ครั้งนี้หนึ่งคงไม่สามารถช่วยให้ผู้ป่วยรับการรักษาต่อไปได้อีกค่ะ เพราะสังเกตดูจากสีหน้า แววตาของทั้งผู้ป่วย และลูกสาวขณะที่เล่าเรื่องผีปอบให้หนึ่งฟังนั้น ในตอนแรกผู้ป่วยไม่ค่อยกล้าเล่าและไม่พูดถึงเลยค่ะ เพราะคิดว่าพยาบาลคงไม่เชื่อและจะต่อว่าผู้ป่วย แต่เมื่อรับฟังอย่างตั้งใจ และเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยและญาติเล่าให้ฟังโดยที่ไม่พูดดัก หรือตำหนิ หรือท้วงติงใดๆ แต่ก็ไม่ได้เสิรม เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยนะคะ ขณะที่เล่าไป ผู้ป่วยและญาติเริ่มมีสีหน้าแสดงอารมณ์ต่างๆตามเรื่องที่กำลังเล่า และมีการสบตาโดยหนึ่งไม่ต้องกระตุ้นด้วย อิอิ เป็นการพูดคุยอย่างผ่อนคลายมาก เมื่อพูดถึงเรื่องกลับบ้านที่ต้องกลับครั้งนี้ ผู้ป่วยมีสีหน้ามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวจริงๆค่ะ ยังไงก็ต้องกลับให้ได้ เมื่อหนึ่งบอกผู้ป่วยว่าผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้หลังจากรายงานคุณหมอแล้วนั้น ผู้ป่วยยิ้มและแววตามีความสุขมากที่ได้กลับบ้านทันเวลาค่ะ และเมื่อหนึ่งแนะนำการปฏิบัติตัวเมื่อกลับไปอยู่ที่บ้านแล้ว ผู้ป่วยยังบอกหนึ่งอีกว่าถ้ามะเร็งกลับขึ้นมาใหม่ จะกลับมาหาคุณหมออีก พูดด้วยรอยยิ้ม ซึ่งตอนแรกที่คุยกันหนึ่งแทบไม่เห็นรอยยิ้มนี้เลยค่ะ

 

          จะเห็นได้ว่า "ความเชื่อ" ของผู้ป่วยและญาติมีผลอย่างมากต่อแผนการรักษาในปัจจุบัน ดังนั้นเราไม่ควรละเลยในเรื่องนี้ค่ะ อย่างผู้ป่วยรายนี้ ความเชื่อเรื่องปอบ ส่งผลให้ผู้ป่วยมารับการรักษาในตอนแรก(ผู้ป่วยบอกว่าตอนแรกที่รู้ว่าเป็นมะเร็งใหม่ๆ อาการไม่ดีเลย มีก้อนโตขึ้นที่ข้างลำคอ หายใจไม่สะดวก ปวดมาก) ระหว่างมารับการรักษาผู้ป่วยอาการดีขึ้นมาก ก้อนยุบลงจนหมดไม่เห็นรอย หายใจสะดวกขึ้น ทำให้ผู้ป่วยเข้าใจว่าหายแล้ว (ความเข้าใจของผู้ป่วยคือหายเพราะทำตามที่หมอผีบอก) แต่รับการรักษาไม่ครบตามแผนการรักษาของแพทย์ เพราะความเชื่อที่หมอผีบอกมาว่าต้องฉาย 24 ครั้งเท่านั้น หนึ่งมองว่า นี่อาจเป็นแค่กรณีนึงในอีกหลายๆกรณีที่ผู้ป่วยมีความเชื่อเกี่ยวกับโรคที่เป็น หรือความเชื่อที่มีผลต่อการรักษา หากได้มีโอกาสคุยกับผู้ป่วยจะต้องคอยเตือนตัวเองเสมอว่า ต้องไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับเรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรมและความเชื่อของแต่ละคน 

 

          ถึงแม้ว่าหนึ่งจะไม่สามารถช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาได้ครบตามแผนการรักษา แต่หนึ่งก็คิดว่า ไม่ใช่การล้มเหลวค่ะ อย่างน้อยหนึ่งก็ได้เห็นรอยยิ้มอย่างมีความสุขจากใบหน้าของผู้ป่วยและลูกสาวผู้ป่วย หนึ่งลองมาคิดดูอีกที บางทีหากหนึ่งสามารถทำให้ผู้ป่วยอยู่รักษาให้ครบได้ แต่หากผู้ป่วยอยู่ฉายแสงต่อจนครบโดยไม่มีความสุข เป็นทุกข์ตลอดเวลา เพราะใจของผู้ป่วยกังวลตลอด และได้ลอยกลับไปถึงบ้านซะแล้วนั้น ก็คงไม่ดีเป็นแน่ค่ะ ในคนหนึ่งคนไม่ได้มีเพียงแค่ร่างกายเท่านั้นที่คือชีวิต แต่ยังมีส่วนประกอบอื่นๆอีกหลายๆส่วนด้วยกัน ซึ่งบางคนนั้นได้ให้น้ำหนัก "ความเชื่อ" เยอะกว่าด้านอื่นๆ ลองมาคิดดูแล้ว เราเองยังขาดสิ่งนี้ไม่ได้เลย จริงมั้ยคะ มันคือความสุขใจ ความมั่นคงในจิตใจ ไม่มีใครบอกได้ว่าสิ่งนั้นถูกหรือไม่ หนึ่งเชื่อว่าหากเรามีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข ถึงแม้จะมีมะเร็งอยู่กับตัวเราถ้าต้องอยู่กับมะเร็งไปตลอด เราก็ยังคงมีความสุขอยู่นั่นเองค่ะ

 

          เรื่องนี้หนึ่งมองว่าน่าจะใช้คอนเซป Transcultural Nursing Concept ได้ คือการพยาบาลข้ามวัฒนธรรม มีกรณีตัวอย่างให้เห็นมากมายเลยค่ะที่บางครั้งแพทย์พยาบาลอาจหลงลืมที่จะให้ความสำคัญในเรื่องนี้ไปบ้าง  คอนเซปนี้มองว่า ผู้ป่วยแต่ละคนมาจากหลายหลายวัฒนธรรม หลากหลายความเชื่อ ดังนั้น หากเราสามารถให้การดูแลรักษาโดยสอดคล้องไปกับวัฒนธรรม ความเชื่อของผู้ป่วยแต่ละคนได้โดยที่ไม่ขัดกับแผนการรักษานั้น ก็จะช่วยส่งเสริมให้ผู้ป่วยให้ความร่วมมือในการรักษาด้วยความเต็มใจค่ะ

 

         มีตัวอย่างจากซีรี่ย์เรื่อง เกร์ อะนาโตมี (จำได้คร่าวๆว่า) ในฉากนั้นมีผู้ป่วยเป็นชาวเอเชีย อายุเท่าไหร่จำไม่ได้ ยังอยู่ในวัยรุ่นที่บรรลุนิติภาวะแล้ว ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับกระดูกทับเส้นประสาท ซึ่งต้องรีบทำการผ่าตัดภายใน 24 ชั่วโมงจึงจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาเดินได้ตามปกติ หมอได้อธิบายผู้ป่วยถึงความจำเป็นต้องรีบรักษาโดยด่วน แต่พ่อของผู้ป่วยไม่ยอมให้ผ่าตัด เพราะเป็นความเชื่อของชนเผ่าของเค้า ว่าต้องไปทำพิธีโดยหมอผีประจำหมู่บ้านก่อนที่จะรับการผ่าตัด ไม่งั้นผู้ป่วยจะไม่ฟื้นจากการผ่าตัด หมอได้ถามผู้ป่วยเพราะต้องการให้ผู้ป่วยตัดสินใจเอง (หมอบอกว่าผู้ป่วยบรรลุนิติภาวะแล้ว หากพ่อแม่ไม่ยินยอมแต่ผู้ป่วยยินยอม ก็จะสามารถผ่าตัดได้) แต่ผู้ป่วยเชื่อพ่อ และขอให้ทำตามที่พ่อบอก ซึ่งการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่มีรอยโรคที่กระดูกสันหลังไปให้หมอผีทำพิธีนั้น คงไม่ดีเป็นแน่ ดังนั้นจึงม่การพูดคุยและตอรองระหว่างหมอ กับ พ่อของผู้ป่วย และข้อสรุปร่วมกันที่ได้คือไปรับหมอผีมาทำพิธีที่โรงพยาบาลค่ะ จึงมีการประสานขอความช่วยเหลือโดยส่งค๊อปเตอร์ไปรับหมอผีประจำหมู่บ้าน (เพราะหากเดินทางมาทางปกติจะต้องใช้เวลาเกิน 24 ชั่วโมง) มาทำพิธีให้ที่โรงพยาบาลและเข้ารับการรักษาได้ทันเวลาค่ะ

 

ขอขอบคุณ
- ผู้ป่วยและญาติที่อนุญาตให้นำเรื่องมาเขียนบันทึกได้ค่ะ
- ทุกๆท่านที่เข้ามาอ่าน
- หนึ่งคิดว่ามีหลายๆท่านที่เคยเจอเหตุการณ์คล้ายๆกันแบบนี้ หากมีเทคนิควิธีการที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยแล้วได้ผล หรือมีประสบการณ์อะไรที่แตกต่างหรือคล้ายๆกันนี้สามารถแลกเปลี่ยน และเสนอแนะได้เลยค่ะ ขอขอบคุณทุกๆความคิดเห็น ทุกๆคำแนะนำ ค่ะ ^^