อาหารแก้ท้องผูกควรมีอะไรบ้าง
|
|
|
คนที่ท้องผูกง่าย มักพบว่ากินอาหารที่มีกากในน้อย เช่น อาหารจำพวกแป้งขัดขาว และไม่ค่อยได้กินผักหรือผลไม้สด ใยอาหารนั้นมี 2 ชนิด คือชนิดที่ละลายในน้ำ จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาล และโคเลสเตอรอลในเลือด และชนิดที่ไม่ละลายในน้ำจะช่วยป้องกันท้องผูกโดยเป็นตัวเพิ่มกากอาหารในลำไส้
วิธีป้องกันท้องผูกที่ดีที่สุดเราควรกินอาหารที่มีใยทั้ง 2 ชนิดนี้ตามธรรมชาติให้มาก และหลากหลาย สำหรับผู้เริ่มต้น ก่อนอื่นให้พยายามดื่มน้ำมาก ๆ อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร (8-10 แก้ว) และหันมากินข้าวที่ขัดสีน้อยอย่างข้างกล้องแทนข้าวขัดขาว แล้วค่อย ๆ เพิ่มปริมาณข้าวกล้องให้มากขึ้นเรื่อย ๆ จนกว่าจะคุ้นกับการกินข้าวกล้องอย่างเดียว
ในตอนแรก ๆ อาจรู้สึกไม่สบายท้อง มีลมในท้องหรือท้องอืดมาก ส่วนขนมปังก็เลือกชนิดที่ทำจากแป้งไม่ขัดสีหรือขนมปังโฮลวีตแทนขนมปังขาว หรืออาจกินสลับกันไปมา
นอกจากนี้ยังอาจเติมรำข้าวสำเร็จรูป 2 ช้อนชาลงในโยเกิร์ต มูสลี่ หรือธัญพืชพร้อมบริโภค สำหรับเป็นอาหารมื้อเช้าทุกวันติดต่อกัน 1 สัปดาห์ แล้วเพิ่มรำข้าวเป็น 3 ช้อนชาในสัปดาห์ต่อมา ทั้งนี้ควรกินผลไม้สดให้ได้วันละ 4-5 ส่วน (ผลไม้ 1 ส่วน เช่น กล้วยน้ำว้า 1 ลูก หรือมะละกอ 10 คำ) และผักต่าง ๆ อีกประมาณ 4-6 ทัพพี
อย่างไรก็ตามคนแต่ละคนอาจต้องการใยอาหารในปริมาณที่ไม่เท่ากัน พยายามสังเกตว่าร่างกายขงตนเองต้องการใยอาหารมากเท่าไรจึงจะเพียงพอกับความต้องการ ไม่ควรพึ่งใยอาหารจากรำข้าวสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียว เพราะจะทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการดูดซึมสารอาหารบางอย่างในระยะยาวได้ ควรปรึกษาแพทย์ ถ้ายังคงมีอาการท้องผูกเร้อรังหรือปวดท้องแบบเป็น ๆ หาย ๆ
พึงบริโภคให้มาก - ผลไม้ที่กินได้ทั้งเปลือก เช่น ฝรั่ง รวมทั้งผักใบเขียว ธัญพืช ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต เพื่อให้ได้ใยอาหารชนิดที่ไม่ละลายในน้ำ - ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร
พึงลด - อาหารที่ทำจากแป้งขัดขาว
|
|
ขอบคุณข่าวสารดีๆ
แวะมาเยี่ยมครับ ได้สิ่งดีมากมาย
ส่งกำลังใจมาเพื่อรังสรรค์สิ่งดีๆนะครับ
รูปแบบระบบอุปถัมภ์ ในราชการไทย
ถ้าพูดถึงเรื่องคุณธรรม จริยธรรมในราชการ เราอาจจะนึกถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย เช่นปัญหาระบบอุปถัมภ์ ที่มีมานานมากเนื่องจากในอดีตเรามีระบบสังคมแบบศักดินา เจ้าขุนมูลนายดูแลทาส คนที่อยู่ในสถานะที่ต่ำกว่า ขอความช่วยเหลือ พึ่งพาผู้ที่มีสถานะที่สูงกว่า จึงทำให้สังคมไทยในปัจจุบันเกิดระบบอุปถัมภ์เกิดขึ้น หลายท่านคงเคยได้ยินคำว่า .....สายโลหิต ศิษย์ข้างเคียง ส่งเสบียงหลังบ้าน กราบกรานสอพลอ ล่อไข่แดง
สายโลหิตคือ คนที่เป็นญาติ พี่น้อง ลูกพี่ ลูกน้อง มีสายเลือดใกล้เคียงกัน คนนั้นมักได้เลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง ไวกว่า คนที่ไม่มีสายเลือดเดียวกัน
ศิษย์ข้างเคียง คือ คนที่จบจากสถาบันเดียวกัน มีอาจารย์คนเดียวกัน เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์โดยอาจารย์ท่านนั้นสามารถมีอำนาจให้คุณให้โทษในองค์กรได้ ก็มักจะเจริญก้าวหน้า
ส่งเสบียงหลังบ้าน คือ เจ้านายบางคนอาจซื่อสัตย์ ซื่อตรง ไม่คดโกง จนลูกน้องไม่รู้จะเอาใจอย่างไรจึงเปลี่ยนไปเอาใจ ภรรยาหรือสามี ของเจ้านายแทน เช่น ซื้อของไปฝาก หาของมีค่าไปให้ พอเวลาถึงฤดู เลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง เลื่อนขั้นเงินเดือน ภรรยาหรือสามี ของเจ้านาย ก็จะพูดเชียร์แทน
กราบกรานสอพลอ คือ ประจบ เอาอกเอาใจเจ้านาย ด้วยวิธีการต่างๆ นานา คอยรับใช้งานต่างๆ
ล่อไข่แดง คือ การหาผู้หญิงสวยๆ มาให้นาย หรือ บางคนถึงขนาดเอาตัวเอง เข้าแลกกับยศ กับตำแหน่งกับเงินทอง เพราะคนบางคนอาจคิดว่า การไต่เต้านั้นใช้เวลานาน แต่การใช้เต้าไต่ มันง่ายกว่า สบายกว่า
การแก้ปัญหาระบบอุปถัมภ์ เราคงต้องแก้ไข ระบบเสียใหม่ และ เริ่มปลูกฝัง เด็กและเยาวชน รุ่นใหม่ให้มีความซื่อสัตย์ มีคุณธรรม และจริยธรรม พึ่งพาตัวเอง ไม่เช่นนั้นต่อให้อีก 10 ชาติประเทศไทยก็จะเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาอยู่ร่ำไป มีคำฮิตติดปากของผู้คนอีกคำหนึ่งคือ การเลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง เลื่อนขั้น หรือแม้แต่จะเข้าทำงานในระบบราชการไทยต้องอาศัยดวง......ด...ว....ง...อ่านว่าดวง
ด....หมายถึงเด็กของใคร มาจากค่ายไหน ใครอยู่เบื้องหลัง
ว.... วิ่งเต้นเก่งไหม ใครมีอำนาจ มีวาสนา วิ่งเข้าไปกราบกรานไหม
ง.... เงินนะมีไหม
เมื่อปัจจัยเหล่านี้ยังมีความหมาย มีความจำเป็น มีความสำคัญ ปัญหาของเราก็คงยังต้องแก้ต่อไปอีกนานแสนนาน จริงไหมครับท่าน
ปัญหาอุปถัมภ์ จึง เป็น ปัญหาภัยร้าย ของระบบราชการไทย