...วันนี้อยู่เวรส่งต่อผู้ป่วย..เวลาประมาณ 20.35 น. ได้รับโทรศัพท์ตามส่งต่อผู้ป่วยไป รพ.จังหวัด ผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจและความดันต่ำมาก..เราก็รีบวิ่งจากบ้านพัก..เห็นพยาบาลเวรและเจ้าหน้าที่หลายคนกำลังช่วยคุณตาที่ร่างกายผอม น้ำหล่อเลี้ยงผิวหนังของคนสูงวัยช่างน้อยเหลือเกิน กำลังหายใจเฮือกๆขณะพยาบาลกำลังช่วยเหลือ ท่ามกลางลูกหลานและญาติๆที่มาเยี่ยมไข้...พอไปถึงก็ปลีกตัวไปเตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์บนรถจะนำส่งผู้ป่วย ที่มีเครื่องไม้เครื่องมือขั้นสูงในการช่วยฟื้นคืนชีพ และเตรียมเครื่องกระตุ้นหัวใจไปเผื่อไว้ เพราะคุณตาเป็นโรคหัวใจและถุงลมโป่งพอง...เตรียมเครื่องมือเสร็จ พยาบาลอีกคนพร้อมพขร.เข็นคุณตามาพอดีพร้อมญาติที่ดูกระวนกระวายเป็นห่วงคุณตาใจแทบขาด สายตาคุณป้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตา พร้อมกับพรึมพรำบอกพยาบาว่า"ช่วยพ่อด้วยนะหมอ ช่วยพ่อด้วย"ขณะที่เคลื่อนย้ายขึ้นรถคุณตาก็เริ่มไม่ตอบสนองกับสิ่งกระตุ้นรอบข้าง..จับชีพจรไม่ได้ จึงตัดสินใจพาคุณตาลงมาช่วยฟื้นคืนชีพที่ห้องฉุกเฉิน และฉีดยากระตุ้นหัวใจช่วยประมาณ 15 นาทีทุกคนลุ้นอย่างใจจดใจจ่อ...ชีพจรคุณตาก็ขึ้นมา ทุกคนยิ้มด้วยความดีใจและแจ้งญาติซึ่งเป็นคุณป้าคนเดียวกันที่คอยดูแลคุณตา...พยาบาลแจ้งว่า หัวใจคุณตาทำงานแล้วนะคะเดี๋ยวคุณหมอจะส่งไปรพ.จังหวัดค่ะ คุณป้าเก็บของขึ้นรถได้เลยค่ะ...คุณป้ายิ้มทั้งน้ำตาและขอบคุณทุกคนที่ช่วยเหลือ... หลังจากอาการคุณตาดีขึ้นก็เคลื่อนย้ายขึ้นรถอีกครั้ง พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ขั้นสูง...ขณะที่ดูแลบนรถความดันโลหิตคุณตาเริ่มลดลงๆๆๆชีพจรแผ่วลงๆๆๆๆจนคลำไม่ได้ และตัดสินใจปั๊มหัวใจขณะที่ปั๊มคุณป้าที่นั่งอยู่ข้างๆพนมมือไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิให้ ช่วยคุณตาด้วย...น้ำตาไหลอาบแก้มสองข้าง ...ภาพที่เห็นตอนนั้น ขณะที่กำลังช่วยคุณตาเต็มที่ เห็นภาพคุณป้ากราบเท้าคุณตาพร้อมกับแววตาที่ดูแล้ว ..ใจแทบขาดแทนคุณตาที่กำลังได้รับการช่วยอย่างต่อเนื่องของเราสองคน(พยาบาล)..ปั๊มได้ 5 นาที ตัดสินใจให้ พขร.ชะลอความเร็ว และพูดกับคุณป้าว่า"คุณป้าคะจะให้คุณตาจากไปอย่างสงบโดยไม่เจ็บมากมากกว่านี้หรือจะให้ช่วยคุณตาตลอดระยะเวลาการเดินทาง"...ป้าถามว่า"พ่อไม่ไหวแล้วใช่มั๊ยหมอ" ในใจเราถามตัวเองว่าจะบอกคุณป้าอย่างไรดี ก็เลยตัดสินใจบอกและให้ทางเลือก"คุณป้าคะเราพยายามช่วยปั๊มหัวใจคุณตาแล้วโอกาสที่หัวใจคุณตาจะกลับมาอีกครั้ง มีค่ะ แต่บอกไม่ได้ว่า คุณตาจะอยู่ได้อีกนานสักเท่าไหร่ แต่ระหว่างทางที่นำส่ง เราจะช่วยปั๊มหัวใจไปจนถึงรพ.จังหวัดค่ะ หรือคุณป้าจะให้คุณตาจากไปอย่างสงบโดยไม่ทรมาน และมีลูกหลานมาพร้อมหน้าพร้อมตากัน อยู่กับคุณตาในวาระสุดท้ายที่โรงพยาบาล คุณป้าคิดยังไงคะ"...คุณป้าหยิบโทรศัพท์โทรหาน้องชายและตัดสินใจบอกทีมว่า "หมอพาพ่อกลับบ้านเราเถอะ ป้าไม่อยากให้พ่อทรมาน ดูพ่อคงเจ็บมาก"...น้ำเสียงและน้ำตาท่ามกลางเสียงร้องไห้พร้อมก้มลงกราบพ่ออีกครั้งของคุณป้า ...แจ้ง พขร.หันหลังกลับโรงพยาบาลปะทิวซึ่งเราเดินทางไปได้ประมาณ 15 กิโลเมตรขณะระหว่างทางกลับ ทีมช่วยปั๊มหัวใจจนถึงห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลปะทิว
ณ ห้องฉุกเฉินทีมพร้อมสลับกันปั๊มคุณตาและฉีดยากระตุ้นหัวใจประมาณ 30 นาที ชีพจรเริ่มมาแผ่วๆวัดความดันไม่ได้ แต่คุณตายังหายใจเฮือกๆ...ตัดสินใจคุยกับญาติอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาอีกครั้ง โดยเล่าอาการตั้งแต่เริ่มแรกที่เจอคุณตาในตึกเตรียมเคลื่อนย้าย และย้ายขึ้นย้ายลงจากรถเพราะอะไร และขณะนำส่งรพ.จังหวัดคุณตามีอาการอย่างไรและเราช่วยคุณตาอย่างไรและ จนถึงตอนนี้...คุณตาคงอยู่กับเราได้ไม่นาน จะให้คุณตาจากเราไปอย่างสงบโดยมีลูกหลานอยู่ข้างๆหรือจะให้เราปั๊มคุณตาไปเรื่อยๆคะ...ทุกคนมองตากันซึ่งในตาของลูกแต่ละคนล้นเอ่อไปด้วยน้ำตา บางคนกัดฟันแน่น บางคนเดินไปเดินมาบางคนกราบเท้าคุณตาโดยไม่พูดอะไรและบางคน ปลุกคุณตาให้ตื่น (ขณะนั้นทีมเรายังช่วยปั๊มไปเรื่อยๆฉีดยากระตุ้นหัวใจไปเรื่อยๆ) สักครู่ทุกคนก็ให้คำตอบว่า"ให้พ่อไปอย่างสงบเถอะหมอ อย่าทรมานพ่อเลย พ่อคงเจ็บและเหนื่อยมากแล้ว" ....ทีมเราก็มองหน้ากัน ถามญาติอีกครั้ง ให้คุณตาไปอย่างสงบใช่มั๊ยคะ คำตอบคือ ใช่ครับ ให้พ่อไปอย่างสงบ...หลังจากนั้นเราก็ถอดสายน้ำเกลือ ถอดสายสวนปัสสาวะ เหลือเพียงท่อช่วยหายใจ ซึ่งต้องสอนญาติในการดูแลขั้นต่อไป สอนญาติผลัดกันบีบแอมบู จนกว่าคุณตาจะจากไปอย่างสงบ และช่วงนี้ใครอยากจะพูดอยากจะบอกอะไรกับคุณตาก็บอกได้ค่ะ เพราะคุณตายังรับรู้แต่ไม่สามารถตอบสนองได้...ลูกหลานที่คอยอยู่ด้านนอกห้องฉุกเฉินก็ผลัดกันบีบแอมบูและบอกลาคุณตาเป็นครั้งสุดท้ายทีละคนๆ...และคุณตาก็จากไปอย่างสงบในเวลา 22.40 น
....ภาพที่เราเห็นและสิ่งที่เรากำลังเผชิญ ณ เวลานั้น เป็นสิ่งที่ยากมากสำหรับคนทำงาน การที่จะตัดสินใจให้ทางเลือกในภาวะวิกฤตเช่นนั้น มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เราต้องทำหรือตัดสินใจ ณ ขณะนั้น
1. ช่วยฟื้นคืนชีพพร้อมกับฉีดยากระตุ้นหัวใจ
2. แจ้ง รพ.ปลายทางให้เตรียมรับผู้ป่วย
3. ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดขณะนำส่ง
นั่นคือบทบาทหน้าที่ แต่ภาพที่เราเห็นคุณป้า ขณะนั้นบวกกับ
อารมย์ความรู้สึกตอนนั้นสิ่งที่เราทำไม่ใช่แล้ว นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่ง เรารู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณตา และสิ่งที่สำคัญยิ่งตอนนั้นคือ จิตวิญญาณ ซึ่งเราต้องดูแล คนสองคนพร้อมกัน อีกคนผู้ป่วยอีกคนคือญาติ...การให้กำลังใจและเข้าใจอารมย์ความรู้สึกตอนนั้นสำคัญยิ่ง และให้ทางเลือกอย่างที่กล่าวข้างต้นทั้งนี้ทั้งนั้นต้องประเมินสถานการณ์ต่างๆให้รอบด้านและคิดถึงผลที่จะเกิดขึ้นตามมาและเราสามารถจัดการปัญหาที่อาจจะตามมาได้....
...จะมีใครรู้บ้างไหมว่า ขณะที่ลูกหลานหลายคนต่อหลายคนพูดข้างหูของคุณตานั้นมีน้ำใสๆไหลออกจากตาทั้งสองข้าง...นั่นคือคุณตาได้รับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ได้รับรู้ถึงความรักความห่วงใยและความผูกพันจากลูกหลานที่ได้มาบอกลาคุณตาในวาระสุดท้าย และ คุณตาก็จากไปอย่างสงบ.....