๑๕ มีนาคม ๒๕๕๓
สวัสดีค่ะครู
วันนี้เป็นอีกวันที่เรื่องราวต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างมหัศจรรย์ และใจหนูก็ตอบสนองเรื่องราวได้แปลกเช่นกันค่ะ เมื่อเช้าหนูตื่นขึ้นมา เห็นตนเอง คิด ๆ ๆ และก็คิด จนมีจังหวะหนึ่งที่มีเสียงบอกว่า ไม่ได้นะ ถ้าปล่อยให้คิดไปเรื่อย ๆ มันไม่หยุดแล้วก็เศร้าหมอง ถ้าหยุดคิดไม่ได้ ก็ขอใช้แนวทางที่ครูให้ไว้ ให้มันคิดในสิ่งที่เป็นธรรม หนูจึงท่องพุทโธ ๆ ๆ ในใจ จึงรู้สึกว่าใจชะลอความคิดได้ พอพุทโธหายมันก็คิดอีกค่ะ หนูจึงล้างหน้าล้างตา แล้วก็มานั่งสวดมนต์ ใจเริ่มสบายขึ้น เปลี่ยนชุดไปออกกำลังกาย ขากลับหนูรู้สึกหิวจึงแวะซื้ออะไรเขเมาทานแต่เช้าเลยค่ะ ทำไมถึงหิวแต่เช้านะ อืมช่วงนี้หนูทาน FBC ทุกครั้งที่ทานหนูจะรู้สึกหิวมากกว่าปกติ ทานเสร็จหนูอาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน พอถึงที่ทำงานตอนแรก ๆ หนูก็นั่งทำงานไปเรื่อย ๆ ขณะที่พี่ ๆ ทำเอกสารการประเมินเลื่อนขั้นเงินเดือนเพราะวันนี้วันสุดท้าย แต่พอฟังไปฟังมา หนูก็ต้องทำด้วย เอาหล่ะซิค่ะครู หนูจึงไปขอดูเอกสารนั่งลงทำด้วยความรู้สึกว่า “เอาอีกแล้ว แต่ก็สมควรแล้วที่ไม่ตรวจสอบดี ๆ” หนูพยายามทำค่ะ ทำให้ได้มากที่สุด พอใกล้เที่ยงป้าอบโทรมาชวนทานข้าว หนูจึงฝากท่านซื้อ พอตอนเที่ยงก็มาทานด้วยกัน วันนี้มีเพื่อนร่วมทานกลางวันหลายคน เราคุยกันเรื่อย ๆ สบาย ๆ วันนี้หนูรู้สึกว่าป้าอบคุยเก่งค่ะ ดูท่านจะมีความสุขในการเล่าเรื่องราวและพูดคุย แต่การได้รับฟังเรื่องราวจากท่านก็ทำให้ใจหนูเบิกบานค่ะ
บ่าย ๆ หนูเริ่มนั่งทำความเข้าใจเอกสาร ดูจะเป็นการเข้าใจอะไรยากอยู่ค่ะ หนูถอนหายใจแรง ๆ หลายทีจนน้อง ๆ และพี่ทักเป็นเรื่องขำ ๆ และดูเหมือนว่าคงไม่เอกสารนี้สามารถจบได้ที่ตัวหนูเอง เพราะต้องมีพี่ ๆ และผู้อำนวยการต้องรับรองและให้แนวทาง หนูจึงต้องขอเข้าพบท่าน แต่ว่าท่านติดประชุมกับรองอธิบดี จึงฝากเรื่องไว้ที่น้องหน้าห้อง แล้วหนูก็กลับมาจัดการเอกสารต่อ ไม่นานก็ได้รับโทรศัพท์ว่าท่านมาแล้วหนูจึงเดินไปหาท่าน มองเข้าไปเห็นท่านคุยโทรศัพท์อยู่จึงรออยู่ด้านนอก สักพักมีพี่ท่านหนึ่งเดินเข้าห้องผู้อำนวยการไปก่อนเลย หนูรู้สึกอึ้ง ๆ ทำหน้าเอ๋อ ๆ ยิ้ม ๆ น้องหน้าห้องจึงเดินมาแซวว่า “ถูกแซงเหรอพี่” หนูหัวเราะให้น้อง การได้รอแบบนี้ก็ใจสบายดีนะคะ เพราะตอนมาแรก ๆ ก็รู้สึกถึงความกังวลในใจ แต่พอได้นั่งรอหน้าห้อง หนูตามลมหายใจตนเอง จนได้สบายขึ้น พอว่างหนูจึงเข้าไปเรียนปรึกษาท่าน ท่านสอบถามเป็นเป็นมาเป็นไปในแต่ละห้องที่เข้าไปเรียนรู้ ที่รู้สึกประหลาดใจก็คือ สิ่งที่ปรากฏขึ้นมาในใจ ณ ห้วงเวลานั้น เป็นเรื่องที่งดงามมากเลยค่ะครู น้ำเสียงและใจขณะที่หนูเล่าเรื่อง เล่าถึงประสบการณ์เรียนรู้มันเป็นความเบิกบานใจ ระลึกถึงเรื่องต่าง ๆ ก็ยิ้มและหัวเราะกับสิ่งที่เกิดขึ้น จนท่านผู้อำนวยการทักว่า “ก็ดูมีความสุขดีนี่ ทำไมจะรีบกลับซะหล่ะ” หนูยิ้มและตอบท่านว่า “เหมือนหนูเจอสิ่งที่หนูหาแล้วค่ะ ผอ. เข้าใจเนื้องาน มองภาพออกและตอนนี้รู้สึกได้ว่า ถึงเวลาแล้ว” เป็นการพูดคุยด้วยใจที่เบิกบานมากค่ะครู แล้วหนูก็ได้รับคำแนะนำพอมาปรับเขียนลงเอกสารได้
แต่ก็มีประเด็นเด็ดก็คือ ท่านให้งานด่วนหนูเพิ่ม ซึ่งถ้าโดยปกติงานนี้ทำกันจริง ๆ ไม่ต่ำกว่าหนึ่งเดือน แต่ท่านให้หนูทำให้เสร็จภายในหนึ่งอาทิตย์ หนูเรียนท่านตามตรงว่าเป็นไปได้ยาก ท่านจึงเพิ่มเวลาให้เป็นเก้าวัน หนูรู้สึกอึ้งเพราะลำพังที่จะต้องเคลียร์ตนเองและงานที่วางอยู่ตรงหน้าตักให้เสร็จก็แทบจะไม่ต้องทำอะไรแล้ว ถ้าเป็นเมื่อก่อนใจหนูคงจะคร่ำครวญไม่เป็นอันทำอะไร ไม่มีสติจะปรึกษาอะไรต่อได้ หนูดีใจที่แผนลงตัวแต่ก็ได้งานเพิ่ม หนูลองปรับมุมมองใหม่เอาน่าแสดงว่ายังเป็นผู้มีประโยชน์ ก็ทำ ทำเต็มที่ เสร็จเท่าที่เสร็จ หลังจากเจรจาต่อรอง ถึงความเป็นไปได้ของงานและตัวชี้วัด หนูกลับมาที่ห้องทำงาน ก็นั่งลุยงานต่อ เพราะเวลามีจำกัดแล้ว ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงจะเสียเวลานั่งเบื่อ แต่ตอนนี้พอหนูลดเวลาคร่ำครวญลง แล้วเพิ่มเวลาการทำงานมากขึ้น ก็เห็นพัฒนาการดีนะคะครู ในห้องมีพี่หัวหน้าและน้องคร่ำเคร่งจะต้องส่งเอกสารประเมินวันนี้ ส่วนของหนูผู้อำนวยการขยายเวลาให้เป็นวันที่ ๑๗ ก็พอได้หายใจหายคอ แต่ก็ต้องเร่งมือ เพราะงานรออยู่ เราทั้งสามคนกลับออกจากที่ทำงานประมาณทุ่มครึ่ง ไปแวะทานก๋วยเตี๋ยวหน้าซอยบำราศ ก็เป็นอะไรที่เบิกบานสบาย ๆค่ะ บรรยากาศหน้าปากซอยวันนี้รถติด อืมอาจจะเป็นปกติของแยกแคราย ทานเสร็จหนูก็กลับมาหอพัก รู้สึกอ่อนแรงค่ะ จึงให้ตนเองพักและผ่อนคลาย ดูอะไรไปเรื่อย ๆ ในอินเตอร์เน็ต ดึก ๆ ลุกขึ้นมาอาบน้ำ แล้วก็เขียนจดหมายถึงครูค่ะ วันนี้เรื่องภายนอกดูจะวุ่นวายแต่ใจก็พอรับไหวค่ะครู อ๋อ หนูลืมบอกครูอีกอย่างวันนี้คำสั่งอนุมัติตัวบุคคลให้เรียนต่อปริญญาเอกออกแล้วค่ะ แต่ว่าเงินยังไม่มา แต่จะเป็นอย่างไรก็ให้มันเป็นไป ไม่ใช่เวลาที่ต้องมาพิจารณา ณ ตอนนี้ หนูบอกตนเองแล้วก็วางลง ทำงานต่อ พอวางได้ใจก็สบายค่ะครู แม้รู้สึกได้ว่าใจยังลุ่ม ๆ ดอน ๆ แต่มันก็ไม่ได้จมลงในอารมณ์นานค่ะ มันผ่านมาและก็ผ่านไป
ศีล
ข้อ ๑ วันนี้หนูทานน่องไก่ กุ้งผัดผัก แล้วตอนเย็นก็ก๋วยเตี๋ยวหมู ไม่มีการทานเจเลย และใจก็ก็ไม่ได้รู้สึกผิดค่ะครู การทานเจสำหรับหนูดูเหมือนว่าการทานเจสำหรับหนู เพื่อให้ตัวไม่เหม็น เป็นเพียงเท่านี้จริง ๆ ไม่ถึงขนาดที่จะคำนึงได้ว่าลดการฆ่าได้เลย การคำนึงถึงการลดการฆ่ายังอยู่เพียงระดับความคิดหนูค่ะ แต่ที่ลงไปในใจก็คือว่า “ทานเจแล้วตัวไม่เหม็น”
ข้อ ๒ ไม่ได้ขโมยของใครค่ะ เวลาจะหยิบจับอะไรของใครตอนนี้ใจหนูค่อนข้างระมัดระวัง
ข้อ ๓ วันนี้ลุยงานจนไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้เลยค่ะ การทำงานเยอะ ๆ ทำให้เรื่องกามถูกลืมโดยปริยาย
ข้อ ๔ แม้จะไม่ได้โกหกคำโต ๆ อย่างตั้งใจ แต่ตอนเผลอหนูก็ยังไหล ๆ พูดเพ้อเจออยู่ค่ะ แต่ก็รู้สึกว่า น้อยลง
ข้อ ๕ หนูไม่ดื่มเหล้า วันนี้มามาก แต่แปลกเหมือนกันค่ะ หนูพยายามประคองสติ เพราะรู้สึกว่ามีอะไร ๆ ต้องทำมากมาย ยิ่งทำมากก็ยิ่งรู้สึกว่า สติดีขึ้นค่ะครู
กราบขอบพระคุณครูค่ะ