การทำงานผู้บริหารไทยโดยเฉพาะหน่วยงานราชการ ต้องยึดคติคำนี้ไว้เสมอ “ถูกใจก็ว่าดี ไม่ถูกใจก็ว่าไม่ดี” ผู้บริหารก็มีเท่านี้แหละครับ

บันทึกนี้ขอบอกเล่าถึงการลงไปทำงาน KM และ R2R กับหน่วยงานราชการซึ่งติดค้างคุณรัชดาไว้ในบันทึกก่อน ( อยากได้วิทยากรที่เน้นการปฏิบัติมากกว่าบรรยาย...! )

ซึ่งการทำงานครั้งนั้น เริ่มแรกผมเองได้รับโอกาสเข้าไปทำงานในเรื่องของ การจัดการความรู้ (Knowledge management) ซึ่งผมได้ประยุกต์ทฤษฎีการทำวิจัยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research : PAR) เข้าไปด้วย ซึ่งสามารถอาจย้อนบันทึกเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ที่บันทึกต่าง ๆ ดังนี้

สหกรณ์อุตรดิตถ์ไดอารี่

ครั้งแรกของสายตาและภาษาใจ

การจัดการความรู้แบบมีส่วนร่วม : Mind Mapping

การจัดการความรู้แบบมีส่วนร่วม : Mind Mapping (เข็มขัดสั้น)

คุณปราโมทย์ กับการนำผังชุมชนไปต่อยอด

ผังชุมชน : การสร้างกระบวนการเรียนรู้ตนเอง "ด้วยตนเอง"

"ผังชุมชน" กับการสร้างกระบวนการเรียนรู้ตนเอง

อบรมบัญชีอย่างไรไม่ให้ปวดหัว

นี่หรือคือ "การอบรมบัญชี"

 นี่หรือคือ "การอบรมบัญชี" : หนังสือพิมพ์กับการทำงานเป็นทีม

 นี่หรือคือ "การอบรมบัญชี" : ทำไมต้องเรียนบัญชี

 นี่หรือคือ "การอบรมบัญชี" : รูรั่วจากโอ่ง

สหกรณ์อุตรดิตถ์ KM : ที่มาแห่งปัญญา

อะไรหรือคือ "สหกรณ์"

ความรู้จากการจัดเวที เทคนิคการจัดโต๊ะ (รูปแบบหนึ่ง)

สำหรับสไตล์การทำงานของผมเอง ถึงแม้นว่าผมจะได้รับมอบหน้าจากท่านสหกรณ์จังหวัดอุตรดิตถ์ในขณะนั้น คือ คุณจารุวรรณ นันทพงษ์ ให้ทำงานเรื่องการจัดการความรู้ แต่ผมเองจะตั้งเป้าหมายโดยส่วนตัวไว้ว่า ถ้าเกิดงานใด กิจกรรมใด หรือว่าทฤษฎีใดที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ (ที่นอกเหนือจาก KM) ผมก็จะนำมาใช้ทั้งหมด เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อทุก ๆ คนที่ร่วมงานกันในครั้งนี้ ซึ่งจะส่งผลให้ทุก ๆ คนสามารถออกไปทำงานกับชุมชนได้อย่างเป็นสุข

ดังนั้นเมื่อทำ ๆ ไปโดยเอาประโยชน์ไว้เป็นเบื้องต้นและเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ครั้นเมื่อทำเสร็จหรือสรุปรายงาน เราจึงค่อยมาดูกันว่าสิ่งที่เราทำเข้าทฤษฎีไหน พอดูว่ากิจกรรมที่เราทำเข้าหลักการหรือทฤษฎีไหน เราก็จะสรุปผลกิจกรรมหรือทำรายงานออกมาโดยเขียนตามทฤษฎีนั้น

เรียกง่าย ๆ ก็ถือ “เราจะไม่ทฤษฎีตั้งกรอบ แต่เราวาดกรอบผลประโยชน์...”

ซึ่งสิ่งที่ผมจะขออนุญาตบอกเล่าให้กับคุณรัชดาทราบนั้นก็คือ สาเหตุที่ทำไมผมถึงทำแบบนี้ได้ หรือผมคิดและทำแบบนี้ได้อย่างไร...?

สิ่งสำคัญที่สุดประการแรก ก็คือ ผมถูกเชิญได้รับโอกาสจากหัวหน้าหน่วยงานโดยตรง ซึ่งเป็น TOP ของหน่วยงาน คือมีอำนาจในการตัดสินใจจริง ๆ ยกตัวอย่างเช่นที่คุณรัชดาเล่าให้ผมฟังว่า คุณรัชดารับผิดชอบงานด้านนี้อยู่ ก็แสดงว่า ใครก็ตามที่คุณรัชดาชวนเข้าไปทำงานนั้น จะถูกเชิญโดยคุณรัชดา ซึ่งไม่ใช่ TOP ของหน่วยงาน
การที่คนจะเข้าไปบรรยายหรือพากันทำงานถูกชวนโดยคนอื่นซึ่งเป็น “ลูกน้อง” นั้น โดยปกติแล้ว (ส่วนใหญ่) หัวหน้า หรือ boss จะไม่ยอมรับ ซึ่งเป็นธรรมชาตของคน เวลาจะทำอะไรก็ต้องขออนุญาต ต้องวางแผน ทำดีก็เสมอตัว ทำไม่ดีล่ะหนักเลย

แต่ในกรณีผม ผมเข้าไปด้วยการเชิญของคนที่มีอำนาจสูงสุด ดังนั้น ประเด็นเรื่องของการไม่ยอมรับกันจากพนักงานที่มีตำแหน่งรอง ๆ ลงไปจึงไม่ใช่ปัญหาเท่าใดนัก ถึงแม้นว่าเขาจะไม่เห็นด้วย แต่ระบบราชการก็ไม่เปิดโอกาสให้ลูกน้องสามารถแสดงความกระด้างกระเดื่องได้มากนัก ไม่เหมือนกับการที่ลูกน้องเชิญใครเข้าไป ถึงแม้นจะดี แต่หัวหน้าอย่างไรก็เป็นหัวหน้า สิ่งใดที่เขาไม่ได้คิด ไม่ได้เริ่มต้นเอง เขามักจะค้านอยู่เสมอ

วิธีแก้ไข
คุณรัชดาจะต้องไปหาแนวร่วมที่จะทำงานนี้โดยจะต้องเป็น Boss หรือผู้บริหารระดับใหญ่ ๆ ไว้เป็น Back เสียก่อน โดยให้เขามีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่าจะเลือกใคร หรือจะเลือกกระบวนการอย่างไร ซึ่งเราอาจจะมีธงของเราไว้ แล้วก็ใช้ฝีมือหรือทักษะในการพูด การเจรจาเข้าไปทำอย่างไรก็ได้ให้เขาเห็นด้วยกับเรา แต่สิ่งที่เขาเห็นด้วยนั้นเขาจะต้องรู้สึกว่าเป็นความคิดเห็นของเขา

การทำงานผู้บริหารไทยโดยเฉพาะหน่วยงานราชการ ต้องยึดคติคำนี้ไว้เสมอ “ถูกใจก็ว่าดี ไม่ถูกใจก็ว่าไม่ดี” ผู้บริหารก็มีเท่านี้แหละครับ

ที่ผมพูดนี้มิใช่ให้คุณรัชดาไปเที่ยวเอาใจใครนะครับ ถึงแม้นว่าเขาจะทำไม่ดีหรือไม่ถูก
แต่ทว่าสิ่งที่ผมเล่าให้ฟังนี้เป็นหลักเบื้องต้นของ “การจัดการความรู้” เพราะเราต้องรู้ใจของผู้บริหารของเราว่าเป็นอย่างไร เราต้องรู้วัฒนธรรมองค์กรของเราว่าเป็นอย่างไร เพราะถ้าเราไม่รู้ ไม่รู้จักจัดการความรู้เรื่องง่าย ๆ แบบนี้แล้ว เราจะนำพาให้คนทั้งองค์กรรู้จักการจัดการความรู้ได้อย่างไร

ถึงแม้นหลาย ๆ คนเมื่อได้อ่านบันทึกนี้ อาจจะมองว่าผมแนะนำให้คุณรัชดาทำงานแบบเอาตัวรอดบ้าง หรือไม่จริงจังกับการทำงานบ้าง แต่สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงส่วนใหญ่ในวงการราชการไทย ดังนั้นเมื่อเรารู้อยู่แล้วว่า คนที่ทำถูกใจเป็นอย่างไร คนที่ทำถูกต้องเป็นอย่างไร ถ้าเรารู้แล้วยังฝืนกินอุดมคติอยู่ แล้วเราจะจัดการความรู้ไปทำไม เมื่อรู้แล้วแต่ไม่รู้จักทำ...

เหตุผลข้อที่ 2 ว่าทำไมผมถึงทำงานแบบนั้นได้
เพราะบ้านผมอยู่แถว ๆ นั้นครับ
คือว่าผมเป็นคนจังหวัดนั้น บ้านก็อยู่ใกล้ ๆ แถวนั้น ขับรถผ่านไปผ่านมาทุกวัน อยากจะเข้าไปเมื่อไหร่ก็ไปได้ แต่ต้องขออนุญาตอย่างเป็นทางการหรือได้รับไฟเขียวจากหัวหน้าหน่วยงานเขาก่อนนะครับ ซึ่งถ้าย้อนกลับไปถึงเหตุผลในข้อแรกก็ไม่มีปัญหา เพราะหัวหน้าหน่วยงานเป็นคนชวนผมเข้ามาเอง แต่ถ้าคุณรัชดาชวนใคร (คนนอก) เข้ามาบ่อย ๆ คุณรัชดาก็จะต้องมีเหตุผลที่ดีพอกับความถี่ของความบ่อยเหล่านั้น

การที่ผมเข้ามาบ่อยได้ ผมก็ขอให้หัวหน้าหน่วยงานแนะนำผมกับทุก ๆ คนอย่างเป็นทางการว่าผมเป็นคนและเข้ามาทำอะไร และขอให้ทุก ๆ คนร่วมมือกับผมด้วย
จากนั้นผมจะขอคนที่ดูท่าทางจะมีแววเป็นคนติดต่อหลักสักคนหนึ่ง ซึ่งจะต้องเป็นคนระดับเดียวกันกับพนักงานทั่วไป หรือเป็นที่ยอมรับจากพนักงานทั่วไป เพื่อที่จะไม่ให้เกิดช่องว่างจากสายการบังคับบัญชามากนัก
เพราะการใช้เส้นจาก boss อย่างเดียวคงจะไม่ดี ถึงแม้น
boss บอกว่าจะต้องร่วมมือกับผม แต่ผมใช้แต่อำนาจแบบนั้น ก็ได้แต่งาน ไม่ได้ใจ

ดังนั้นผมก็จะต้องเริ่มเล็งว่าเราจะหา Key man ในแนวระนาบที่เป็นใครดี ซึ่งจะต้องมีทั้งพระเดช พระคุณ มีทั้งวัยวุฒิ คุณวุฒิ แล้วก็จู่โจ่มเอาใจเขาให้ได้
ซึ่งคุณสมบัตินี้ขอใช้คำจำกัดความว่า “ต้องเจ๊าะแจ๊ะเป็น ( คุณอำนวย ผู้"เจ๊าะแจ๊ะ..." )” ถ้าใส่สูท ผูกไทด์ หรือคอยจ้องจะจับไมค์อยู่ตลอดก็มีหวังจะได้แต่ “เอกสาร”

ถ้าเราได้รับโอกาสจากผู้บริหารแล้ว และได้แนวร่วมจากพนักงานร่วมด้วย เมื่อเราเดินเข้าไปในสำนักงาน เราก็จะสบายครับ เพราะทุก ๆ คนจะต้อนรับ ในใจหนึ่งเขาเกรงใจเราเพราะว่า boss อีกใจหนึ่งเขาก็คิดว่าเราเป็นเพื่อนเขา เมื่อเขาคิดว่าเราเป็นเพื่อนเขา เขาก็อยากบอกเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้เรารู้แล้วฝากไปบอก boss ของเขา

ดังนั้น ผมจึงเข้าไปเรื่อย เข้าไปบ่อย ๆ อ้อ!!! สิ่งสำคัญ เวลาเข้าไปทำงาน พยายามอย่าให้เขาคิดว่าเงินหรือค่าจ้างเป็นปัจจัยสำคัญนะครับ ซึ่งนั่นไม่ค่อยมีปัญหาสำหรับผมสักเท่าไหร่ เพราะผมทำงานเอามันส์ครับ ไม่ค่อยได้ทำงานเอาเงิน
ดังนั้นผมอยากจะเข้าไปเมื่อไหร่ผมก็เข้าไป เข้าไปแบบสบาย ๆ จนทำให้ทั้ง boss และพนักงานของเขารู้สึกว่าผมไม่จำเป็นต้องใช้เงินซื้อข้าวกินเลย

คือผมเป็นคนทำงานเอามันส์ครับ เรื่องเงินไว้ทีหลัง หรือบางครั้งหลังมากจนไม่มีเลย 555

ต้องทำให้คนที่ร่วมงานกับเรารู้สึกว่า เราสามารถไปกับเขาในทุกที่ที่เขาต้องการ ไม่ว่าเวลาใด โดยที่ไม่ต้องมี "เงิน" เข้ามาเป็นปัจจัยในการตัดสินใจ

ดังนั้นคุณสมบัติของคนที่จะเข้าไปบรรยายกับเข้าไปช่วยพาทำงานหลัก ๆ ก็จะต่างกันเรื่องเวลาแล้วก็เรื่อง “เงิน” นี่แหละครับ ไม่ใช่ว่าคนที่จะพาไปทำเห็นแก่เงิน แต่คนที่ให้เราเข้าไปทำนั้นเขาเกรงใจเรา เราจะต้องทำให้เขารู้ว่าเรามาช่วยทำงานโดยที่ไม่ต้องการเงิน


คนที่จะพาเราทำงานได้นั้นต้องอยู่ใกล้ถึงใกล้มาก ๆ สามารถเข้ามาหาเรา เพื่อคุยกับเรา เพื่อเล่นกับเราได้บ่อย ได้ทุก ๆ ครั้งที่ต้องการ เพราะบางครั้งการเจอกันก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องคุยเรื่องงานเสมอไป

เพราะในความเป็นจริงแล้ว กว่าคนเราสักคนหนึ่งที่เพิ่งรู้จักกันนั้นจะเปิดใจคุยกัน (ด้วยความจริง) และอยากที่จะร่วมทำงานกันจริง ๆ ต้องใช้เวลามาก
การไปบรรยายเดือนละครั้ง สองเดือนครั้ง แล้วก็อัดแน่นด้วยเนื้อหาที่ว่าเป็นค่าจ้างรายชั่วโมงนั้น ก็รังแต่จะได้รู้จักทฤษฎีของ R2R ซึ่งนั่นจะไม่สามารถนำ R2R ไปพัฒนางานได้อย่างแท้จริง

การทำ R2R นั้นต้องใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ใจ”
การไปบรรยายนั้น จะได้เห็นแค่กิจกรรม “จำลอง” คือ การนำเอางานจริง ๆ มาพูดกัน มายกตัวอย่างกันในห้องประชุม หรือห้องสัมมนา
แต่การเข้าไปคุยกันบ่อย ๆ เข้าไปเที่ยวหากันบ่อย ๆ เราจะได้สัมผัสการทำงานที่หน้างานจริง ๆ
ซึ่งแน่นอนว่า การทำงานในวันจันทร์นั้นย่อมต่างกับวันศุกร์ การทำงานในตอนเช้าก็ย่อมแตกต่างจากตอนบ่าย และที่สำคัญที่สุด การทำงานแต่ละวันนั้นไม่มีวันที่จะเหมือนกันได้เลย
ดังนั้น ไอเดียเจ๋ง ๆ ที่สามารถพัฒนาด้วย R2R อาจจะเกิดขึ้นตอนเช้า ตอนบ่าย หรือเกิดขึ้นตอนสาย ๆ ของวันสิ้นเดือน

ดังนั้นคนที่จะนำพาคนในหน่วยงานทำ R2R ได้ดีที่สุดนั้นก็จึงเป็นคนในหน่วยงานของเขาเอง ซึ่งคน ๆ นั้นจะต้องถูกพัฒนาคนที่พาทำวิจัยที่หน้างานจริง ๆ
เพราะถ้าเราดึงคนออกมาพัฒนาในห้องประชุม ห้องสัมมนา คนที่เราฝึกไว้นั้น เขาก็จะฝึกคนอื่นต่อจากเราโดยใช้ของสัมมนาตามเรานั้นเอง

เราจะบอกให้เขาวิจัยที่หน้างานได้อย่างไร ถ้าหากเราดึงเขามาเรียนรู้การวิจัยในห้องประชุม
เพราะสิ่งที่เราทำนั้นมันขัดกับสิ่งที่เรากำลังพูด
เพราะสิ่งที่เราทำนั้นเป็นการดึงเขาออกจากงาน ดึงเขาออกจากหน้าที่ที่จะต้อง “บริการ” แก่ประชาชนและสังคม...