KM & LO in Practice 1. สู่ HPO – High Performance Organization

 

          บทความเรื่อง Examining the relationship between learning organization dimensions and change adaptation, innovation as well as organizational performance. เขียนโดย Constantine Kontoghiorghes และคณะ แห่งมหาวิทยาลัย โรเชส เตอร์ มิชิแกน สหรัฐอเมริกา กระตุ้นให้ผมเขียนบันทึกนี้

          KM สู่ LO เน้นการเรียนรู้ที่มาจากการปฏิบัติ หรือเชื่อมโยงกับการปฏิบัติ   ทักษะ KM คือทักษะในการใช้งานประจำเพื่อเป็นตัวกระตุ้นการเรียนรู้  เป็นการเรียนรู้แบบ Team Learning   มีเป้าหมายเพื่อทำให้งานได้ผลดียิ่งขึ้น และคนเป็นสุขยิ่งขึ้น 

          ในมุมมองของผม ทักษะ KM เป็นทักษะเชิงซ้อน ได้แก่

    ทักษะในการเสาะแสวงหา “ความรู้ปฏิบัติ” (Tacit Knowledge) และ “ความรู้ทฤษฎี” (Explicit Knowledge) ที่เหมาะสมต่อการเอามาปรับใช้พัฒนางานของตน 


   ทักษะในการเรียนรู้จากการทำงาน โดย reflection ร่วมกัน ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ง่ายมากได้แก่ BAR และ AAR  รวมทั้งโดยการ reflection กับตนเอง คือไตร่ตรองทบทวนหาเหตุผล (วิมังสา) จากงานที่ตนทำ หรือจากการดำรงชีวิตของตน 


   ทักษะในการดัดแปลงความรู้หรือวิธีการ เอามาทดลองใช้ปรับปรุงงานของตน   ซึ่งเริ่มจากปณิธานความมุ่งมั่นที่จะพัฒนางาน (จิตตะ)  และความกล้าที่จะทดลอง  รวมทั้งความช่างสังเกตผล และสรุปผล   และเอามา ลปรร. กับเพื่อนร่วมงาน   สำหรับปรับปรุงเป็นวงจร CQI 


   ทักษะในการ ลปรร. ในระดับที่ลึกและเปิดเผย กับเพื่อนร่วมงาน


   ทักษะในการสังเคราะห์การเรียนรู้ ในภาพที่ยกระดับความเข้าใจให้เชื่อมโยงกับภาพใหญ่ของงาน ขององค์กร และของโลก   สำหรับนำมาบันทึกเป็นความรู้ขององค์กร อยู่ในระบบ ICT ขององค์กร ให้พนักงานเข้าถึงได้ง่าย และเข้าใจได้ง่าย 


   ทักษะในการจดบันทึกข้อสังเกต เหตุการณ์ เรื่องราว สำหรับไว้ใช้อ้างอิง ทบทวน และ ลปรร.


   ทักษะในการร่วมกันสร้างบรรยากาศแห่งมิตรไมตรี ความสัมพันธ์แนวราบ การสื่อสารหลายทางอย่างเปิดเผย   สื่อสารจากใจสู่ใจ   สื่อสารเรื่องราวความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจ ของตนเองและของผู้อื่น   ใส่ความชื่นชมเข้าไปในการสื่อสารนั้น


   สำหรับผู้บริหาร ทักษะ KM &LO คือทักษะในการใช้ความริเริ่มสร้างสรรค์ของคนทั้งองค์กร (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนระดับปฏิบิติการ หรือที่เราเรียกกันว่า คนหน้างาน) ทำงานสร้างการเปลี่ยนแปลง พัฒนาความเข้มแข็งอย่างต่อเนื่องขององค์กร  

 

          Constantine Kontoghiorghes และคณะ อ้าง Argyris & Schon, 1978 ว่าในการใช้ KM นั้น   จะต้องมีการ “จับผิดความรู้” และแก้ไขปรับปรุงความรู้หรือทฤษฎีที่ใช้ในการทำงาน

          เขาทำวิจัยโดยใช้แบบสอบถาม ถามพนักงานของบริษัทอุตสาหกรรมต่างๆ หลากหลายประเภท จำนวน ๕๗๙ คน   ทำหน้าที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ลูกจ้างรายวัน ไปจนถึงระดับผู้บริหาร   และสรุปว่า ปัจจัยสำคัญต่อความเป็นองค์กรที่มีสมรรถนะสูง (high performance) คือ

  การสื่อสารต่อกันอย่างเปิดกว้าง และการแลกเปลี่ยนสารสนเทศระหว่างกัน


   การรับความเสี่ยง และส่งเสริมให้มีแนวความคิดใหม่ๆ


   การมี information, fact, time และ resources สำหรับทำงานของตนอย่างมืออาชีพ

 

 

วิจารณ์ พานิช
๔ มี.ค. ๕๓