ครูผู้มีเมล็ดพันธ์แห่งความดี ร.ร.ผดุงวิทย์ จ.ลำปาง 2 (ต่อ)

ทำไมต้องผึ้งแตกรัง ไม่เชยไปใช่ไหม     

       ไม่หรอก   เคยสังเกตไหมว่าศิลปินดีๆเขาจะสามารถนำเพลงเก่ามาเรียบเรียงใหม่ให้น่าฟังหรือมีสีสันมากกว่าเดิมได้  ในขณะที่นักร้องก็สามารถสร้างลีลาการถ่ายทอดบทเพลงอาจจะดีกว่าคนที่ร้องไว้ก่อนก็ได้  แล้วแต่แบบใครแบบมัน แล้วก็  ทุกอย่างใหม่เสมอ หรือทำซ้ำได้เสมอ เหมือนเราฟังเพลงดีๆ บ่อยๆอย่างไม่รู้เบื่อ ผึ้งแตกรังเป็นหนึ่งในท๊อบออฟเดอะเกมในความคิดของผมนะ สามารถนำมาเล่นได้บ่อยๆ เด็กเล่นได้ ผู้ใหญ่เล่นดี เพราะว่า

1.ผมเคยเห็นและเคยเล่นหลายครั้ง ก็สนุกได้ทุกครั้ง  เพราะทุกครั้งก็เวลาใหม่ คนใหม่ บรรยากาศใหม่ๆ                                                             

2.ลักษณะการเคลื่อนไหวนั้น เป็นการเคลื่อนไวที่ค่อนข้างครบ  คือ สัมผัสกัน หนีกัน เข้าหากัน ยื้อแย่งกัน ในบางที่ถ้าวัยเหมาะสม เราอาจให้รังอุ้มผึ้งได้  แล้วแต่คำสั่งนะขณะนั้น  สร้างความกระฉับกระเฉงและไหวพริบได้อย่างดี  โดยเฉพาะตอนช่วงรังระเบิดนี่ถ้านันทนากรสั่งถี่ๆ จะช่วยให้กลุ่มมีการคละและสัมผัสกันได้มาก 

3.ต่อเนื่องจากเกมที่แล้วคือเริ่มต้นที่สามคน  รักษาระดับความเฉื่อยไว้ได้ดี  ไม่ทำให้กลุ่มเกิดการสับเปลี่ยนระยะเดิม กลุ่มเดิมมากจนเกิดไป                                    จากนั้นก็ต่อด้วยกิจกรรม เป่ายิงชุบ

เริ่มต้นที่สามคนเลยเพื่อรักษาการเคลื่อนที่ของกลุ่ม   การเล่นก็ให้ จับไหล่ หรือจับเอว หรือจับชายเสื้อตามความเหมาะสม   เต้นตาม  หรือถ้าวัยสูงอายุหน่อยอาจจะแค่ขยับเดินแบบลีลาสก็ได้ ดูวัยกันนิดหนึ่ง ซ้าย ขวา หน้า หลัง หน้าๆๆ  ใครขวางหน้า   เป่ายิงชุป  กลุ่มไหนแพ้ก็ไปต่อหลังกลุ่มที่ชนะทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนเหลืออยู่สองแถว   

เดี๋ยวก่อน

ว่า                                                                                                     

เกมนี้ให้อะไรกับผู้ร่วมเรียนรู้     

    เป็นการยกระดับเข้าสู่สัญชาติญาณของการเป็นพวกเดียวกัน   หมู่คณะ สามัคคีนั่นเอง  เป็นพลังกลุ่มย่อย   ดูการเคลื่อนที่ เคลื่อนไหวสิ  ไปพร้อมกัน  เป็นแถว ไม่แตกแถว เกาะเกี่ยวกัน  ลุ้นกัน ให้กำลังใจกัน  และไม่ว่ากันเมื่อใครเป่ายิงชุบแพ้   มันมีคุณธรรมแฝงอยู่เยอะนะ เป็นการเอาการแพ้ชนะมาเป็นพาหะนำทางเท่านั้น เป็นภาวะสงครามเล็กๆ  ซึ่งบางทีมันจำเป็นแต่ต้องมีระดับที่พอเหมาะ เหมือนการให้ยาแรงคนไข้   เป็นยาแรงเหมือนกันกิจกรรมเหล่านี้ ต้องระวังนิดหนึ่ง จากนั้นปิดด้วยแม่งูเมื่อมาหยุดอยู่ที่สองแถว  เป็นแม่งูประยุกต์นิดหนึ่ง อธิบายนิดเดียวแล้วเล่นเลย  เทคนิคเดิม นันทนากรจะเป็นคนกลาง ในการนำแม่งูนี้กินหางซึ่งกันและกัน   และหัวแต่ละตัว ก็ต้องทำหน้าที่ป้องกันไปในทีด้วย  ห้ามแตกแถว  (ว่าไปอย่างนั้นแหละ  เพื่อกระตุ้นความเป็นพวก พอเริ่มจริงๆไปซักพักจะเห็นว่า กลุ่มคนจะเริ่มเคลื่อนที่ไล่จับกันอย่างสนุก โดยมักจะลืมแถวของตัวเอง ซึ่งเป็นการออกนอกกรอบอย่างเหมาะสมแก่เวลาแล้ว  บางครั้งคนเราจำเป็นที่จะต้องแบ่งแนวรบได้เหมือนกันเพื่อความอยู่รอดของกลุ่ม 555555)โดยจะเป็นคนนำพูด แม่งูเอ๋ย เอ๋ย กินน้ำบ่อไหน กินน้ำบ่อทราย ย้ายไปแล้วก็ย้ายมา แม่งูเอ๋ย........ ทำท่าด้วยนะ การให้กลุ่มคนเล่นอย่างนี้ เป็นพลังกลุ่มย่อยที่ดีมาก เข้าสู่ความเป็นพวกเดียวกันในระดับที่ใช้ได้ พร้อมๆกับเปิดโหมดไร้เดียงสาของสมองเต็มรูปแบบ เพราะนี่คือเกมที่เด็กๆไทยโบราณชอบเล่นกันมาก ไม่น่าเชื่อ ว่านี่จะเป็นการอนุรักษ์การละเล่นไทยไปในทีด้วย  และในขณะที่เขียนอยู่นี่ผมก็ปิ๊งแวปขึ้นมาได้ว่า  เราอาจจะเปลี่ยนเป็นเกมตีจับประยุกต์ก็ได้   คือแต่ละกลุ่มจะต้องไล่จับคนข้างหลังให้ได้  โดยให้ตีอยู่ในใจ  หรือพูดออกมาก็ได้ถ้าไม่หนวกหูจนเกินไป  ทำยังไงก็ได้เพื่อที่จะไปจับคนข้างหลังให้ได้พร้อมกับป้องกันคนของตัวเองด้วย ท่าทางจะสนุกแน่นอน ลองจินตนาการถึงความเป็นไปได้ซิ   คนจะเริ่ม  แบ่งข้างกันก่อน  เกิดภาวะการแบ่งหน้าที่โดยอัตโนมัติ   คนข้างหลังจะต้องป้องกันตัวเองอย่างดี เกิดการประลองยุทธ์และภาวะสงครามขึ้นย่อมๆ  เดาเอาว่า ถ้าช่วยกันดีๆจะไม่มีทีมไหนถูกแย่งได้ แต่ก็คงมีการวิ่งหนี เข้าหา ป้องกัน  ยื้อแย่งกันอย่างสนุก แล้วผมจะนำไปเล่นในเวทีต่อไป  55555 ยังไม่เคยถูกใช้ที่ไหนมาก่อน   ช่างไอเดียบรรเจิดจริงๆ  แน่นอนของอย่างนี้ต้องเรียนรู้นะผมว่าแล้วก็พลิกแพลงไร้กระบวนท่าตลอดเวลา   แต่มันก็มีหลักวิชาของมันอยู่  ขอให้เราทำความเข้าใจกับวิถีทางของการเคลื่อนไหว  ธรรมชาติลักษณะของการเคลื่อนไหวแบบใดที่จะสะเทือนการเรียนรู้ภายในของกลุ่มได้บ้าง   ผมก็ศึกษาและพัฒนาอยู่นะ  สนุกดีกับการเรียนรู้ เหมือนเราต้องเรียนรู้ทฤษฎี โน้ต ทฤษฎีการประสานเสียงไว้บ้าง ทำความเข้าใจกับมัน ว่าการเชื่อมร้อยของเมโลดี้ ท่องทำนองแบบใด จึงจะทำให้เพลงเพราะหรือให้อารมณ์ต่างๆออกมาได้  ถือว่าเป็นศาสตร์ชั้นสูงอย่างหนึ่ง ต้องรู้ทฤษฎีนิดหน่อยพอจำเป็นไม่หลงทาง แล้วก็ปฎิบัติเรียนรู้จากของจริงให้มาก  จะทำให้เราสร้างสรรค์บทเพลงหรือกิจกรรมเคลื่อนไหวดีๆแตะใจผู้ร่วมเรียนรู้ได้                                                   บังเอิญว่า  ครั้งนี้มีพิธีเปิดยาวกันนิดหนึ่ง จึงทำให้ช่วงเช้าลงกิจกรรมได้เท่านี้ แต่ก็ถือว่าสร้างพลังกลุ่มได้พอสมควร มีการทำปรอทวัดใจ ประเมินความพึงพอใจอย่างหยาบๆด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ค่อนข้างพอใจ เป็นอันว่าภาคเช้านี่ไม่สูญเปล่าแต่อย่างใด          

     ตอนบ่ายรับผิดชอบผ่อนพักตระหนักรู้  และหัวใจสี่ห้อง                              

   ผ่อนพักตระหนักรู้ครั้งนี้   เป็นผ่อนพักที่ยุ่งยากพอดูคือครูไม่นอนกันง่ายๆ    ไม่เข้าใจเหมือนกัน   พอดีครูแมวมาช้าแล้วผมให้คุณครูแอน ครูบ่อไร่ได้นำกิจกรรมนี้    ปรากฏว่า ครูส่วนใหญ่ไม่มีใครสงบได้  พอครูแมวมาถึงท่านก็อารมณ์ขึ้นนิดหน่อยบอกทำไม ถึงเป็นอย่างนี้ผมจึงต้องเอาไมล์มาพูดขอความร่วมมือจากทุกคน   นั่นแหละจึงค่อยๆสงบได้  แล้วเมื่อผมพา แสกนบอดี้   คือให้ทำความผ่อนคลายกับอวัยวะทุกๆส่วนๆค่อยๆไล่เรียงขึ้นมาจากใบหน้าจนถึงเท้า  อาจมีการให้ลองเกร็งนิดหน่อยแล้วค่อยคลาย  อันนี้นักกีฬาส่วนใหญ่เขาก็ทำกันด้วย  ถือว่าเป็นเครื่องมือสากลที่ช่วยให้ร่างกายได้ผ่อนพักตระหนักรู้       จากนั้นครูแมวจึงเล่านิทานเรื่องหนึ่งให้ฟัง   เป็นเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งที่อยากจะเปลี่ยนโลกใบนี้  กำลังจะตายอยู่แล้วเปลี่ยนอะไรไม่ได้ซักอย่างแม้กระทั่งลดระดับมาอยู่ที่แค่ลูกของตัวเอง  จึงคิดได้ว่าจริงๆควรจะเปลี่ยนตัวเองเป็นอันดับแรกเสียจะดีกว่า   เป็นนิทานสอนใจก่อนนอนที่ดีเหมือนกัน                         

ดียังไง      

      ก็คนเราก็ควรจะเปลี่ยนที่ตัวเอง ช่วยตัวเองให้เข้มแข็งก่อนไม่ดีกว่าหรือ    เสร็จจากผ่อนพักเมื่อลุกขึ้นมา เราให้  นวดตัวเองเบาๆ  โดยเน้นที่ขมับ ให้ยืดเส้น ยืดสาย บิดขี้เกียจนิดหน่อย แล้วผ่อนคลายด้วยการจับคู่ที่เป็นเพศเดียวกัน  หันหลังชนกัน เปล่งเสียงอูอาสวนกับนันทนากร คือถ้านันทนากรพูดคำว่าอู   ทุกคนจะเปล่ง อ้า   ถ้าเราอ้า เขาก็อู

ให้ตื่นรู้ใช่ไหม      

     ใช่   จากนั้น แต่ละคนจะยกมือขึ้น จับกันแล้วค่อยๆก้มไปทางใดทางหนึ่งช้าๆ พอให้ตึง  อันนี้เห็นมาจากเพื่อนที่เรียน วิทยาศาสตร์การกีฬาเขาสอนมาอีกทีนะ เป็นการยืดคู่  หรืออาจเรียกว่าโยคะคู่ก็ได้ ถ้ากำหนดการตามรู้การเคลื่อนไหวไปด้วย มีสติรู้การเคลื่อนไหวของร่างกายหรือจุดใดจุดหนึ่ง จากนั้นก็กางแขนจับกันแล้วบิดไปทางใดทางหนึ่ง  พร้อมเปล่งเสียงว่า  อูอ้าไปด้วย ให้สังเกตว่า แต่ละกิจกรรมจะมีการเชื่อมร้อยกันอยู่   ทำอีกอย่างหนึ่งเพื่อไปสู่อีกอย่างหนึ่งด้วย  เป็นการกระทำที่มีทั้งเป้าหมายตรงและเป้าหมายแฝงอยู่ในที   เป็นโซ่ที่ร้อยรัดกระบวนการให้เป็นเนื้อเดียวกันอยู่   จึงต้องมีการเรียบเรียงดีๆ                                                                                           

 ทำยังไง                

    การเคลื่อนไหวสุดท้ายคืออะไร เช่นต้องมีการจับคู่ไหม  ยกมือไหม เปล่งเสียงไหม ก้มไหม  วาดภาพขึ้นมาในจินตนาการว่า  เมื่อเสร็จแล้วการเคลื่อนไหวสูงสุดตรงนั้นคืออะไรแล้วแยกย่อยออกมาทำทีละอันก่อน ก็คือ จับคู่ เปล่งเสียง ยกมือ จับกัน ก้ม และยืด  จากนั้นจึงทำทั้งหมดพร้อมกัน

   มันมีจังหวะของการเคลื่อนไหวอยู่ เป็นหลักการอันเดียวที่นักกีฬาเขาใช้เวลายืดกล้ามเนื้อด้วย เราเคยเป็นนักกีฬามาก่อนกระมังจึงพอจะรู้ว่าควรเริ่มจากกล้ามเนื้อตรงไหน และกระตุ้นกล้ามเนื้อตรงไหนบ้าง  ในระยะเวลาเท่าใดโดยยึดผู้ร่วมเรียนรู้เป็นสำคัญ สังเกตสีหน้าแววตา ว่าทำแล้วผ่อนคลายขึ้น หรือว่า มีอาการตึงๆ เจ็บๆ ต้องมีสมาธิกับผู้ร่วมเรียนรู้ ต้องใส่ใจอย่างมาก เพราะเป็นกิจกรรมที่อันตราย ถ้าคนที่มีปัญหาเรื่องกระดูกเรื่องหลัง ต้องพิถีพิถัน เป็นพิเศษ อาจให้พิงหลังกันเฉยๆก็ได้    กิจกรรมนี้ แม้จะเรียบง่ายและใช้เวลาสั้นๆแต่ก็ตอบโจทย์สุขภาวะ ได้ ณ ตรงนั้นทันที ครูแอนใช้ชื่อว่า อูอาบำบัด   คือทำให้  กายแข็งแร็ง จิตแจ่มใส มีเสียงหัวเราะเกิดขึ้น สัมพันธภาพ ที่ได้จับคู่กัน ได้เอาใจใส่กัน ไม่แกล้งกัน ไม่ทำให้เพื่อนเจ็บ และจิตวิญญาณคือช่วยเหลือ อยากแบ่งปัน อยากยืดให้กันและกัน อยากให้เพื่อนมีความสุข  เป็นความเมตตาที่เกิดขึ้นในจิต ณ ตรงนั้นด้วย เพราะ ถ้าไม่มีตรงนี้รับรองได้เลยว่า จะต้องทำให้เพื่อนเจ็บง่ายๆได้    ต้องระวัง  กิจกรรมต่อไป ว่ามาเสียยืดยาว นิดหนึ่ง ของดีมักจะมาเป็นช่วงสั้นๆ55555

หัวใจสี่ห้อง

     เราหนีกิจกรรมพื้นฐานตัวนี้ไปไม่ได้หรอก  แม้มันจะดูเรียบง่ายเหมือนไม่มีอะไร  แต่ทุกครั้งที่ทำก็พบว่า นำคนมาเริ่มคุยกันในเรื่องเบาๆได้ค่อนข้างดี อีกทั้งเป็นการละลายความห่างเหิน  ฝึกการเข้าหารู้จักกัน  การเปิดเผยตัวเอง สร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น โดยเฉพาะถ้าได้เปิดเพลงที่เข้ากันตามไปด้วย จะสร้างความกระฉับกระเฉงและกระตุ้นให้ครูเข้าหากันมากขึ้นได้  เรามักจะเริ่มกิจกรรมหัวใจสี่ห้องหลังจากกิจกรรมเคลื่อนไหว  ครั้งนี้ก็เช่นกัน  คำถามก็เหมือนเดิม  แต่ห้องที่สี่มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย      

    หัวใจห้องที่ 1  สิ่งที่คนในครอบครัวมักจะชื่นชมเราเสมอ                                    

2.สิ่งที่คนในครอบครัวมักจะบ่นเราเสมอ                                                        

3.คติประจำใจ                                                                                        

4.แรงบันดาลใจที่ทำให้มาเป็นครูที่ผดุงวิทย์ ซึ่งปกติเราจะใช้คำถามว่า ถ้าอีกสามวันโลกจะแตก จะเลือกทำอะไรบ้าง เรามาดูกันว่า  4  คำถามนี้ต้องการอะไร    

1. จุดดี 2.จุดที่ปรับปรุง 3.พลังใจ สิ่งยึดเหนี่ยว 4.ความสำคัญของชีวิต ความหมายชีวิต

มันวัดได้ขนาดนั้นเลยหรือ         

        มันไม่ถึงขนาดนั้นหรอก   เพียงแต่ใครจะเปิดเผยตัวเองขนาดไหน เราพบว่า  คำถามดังกล่าวครอบคลุมความเป็นตัวตนของครูได้พอสมควร  เปิดตัวเปิดใจ หัวใจสี่ห้องจึงเป็นชื่อที่เหมาะดี    ในหัวใจห้องที่สี่ครั้งนี้ค่อนข้างจะไปแบบฝืดๆนิดหนึ่ง   แต่ก็เรียกน้ำตาจากครูคนหนึ่งและบทเพลงอันสนุกสนานจากครูผู้ชายคนหนึ่งได้เช่นกัน   ครั้งนี้  ผมเลือกที่จะเดินกิจกรรมนี้แบบไปทีละห้อง   คือปล่อยคำถามไปห้องหนึ่งแล้วให้ครุ่นคิดนิดหน่อยจากนั้นพลิกกระดาษหัวใจสี่ห้องไปด้านหลัง ไปหาของเพื่อนให้ได้ อย่างน้อย 5 คน  เสร็จแล้วก็มาที่หัวใจห้องที่สอง  ทำแบบเดียวกัน แต่ตอนไปหาของเพื่อน  ต้อง ไม่ซ้ำกับห้องแรก ห้องที่สามก็ทำแบบเดียวกัน  ในหัวใจห้องสี่สีนี่ ให้จับกลุ่ม  5 คนคุยกันเลย  ก่อนคุยก็มีการสงบนิ่งย้อนนึกนิดหนึ่ง แล้วก็เปิดบทสนทนาร่วม   “แรงบันดาลใจ”  คุยกัน  คนละ 1  ถึง 2 นาที  เมื่อหมด แล้วเรียกสุ่มมาสัก 2-3 กลุ่มพูดถึงว่าฟังของเพื่อนแล้วประทับใจของใคร  หรือใครอยากจะแบ่งปันให้กลุ่มฟังบ้าง 

       บทสนทนาห้องที่ 4 นี่น่าสนใจ   เพราะเป็นการทบทวนที่มาของการมาเป็นครู  จิตวิญญาณ ให้กลับมาตื่นฟื้นอีกครั้ง  แม้หลายคนอาจจะเป็นเรื่องของการยอมรับ  แต่ก็ถือเป็นการทบทวนตัวเองที่ดี  เพียงแต่ว่า   ผมว่ามันอาจจะเข้าเร็วไปหน่อย  บทสนทนาที่ว่าด้วยเรื่องความหมายชีวิต หรือแรงบันดาลใจเช่นนี้อาจจะต้องอยู่ในช่วงเวลาที่ความไว้วางใจก่อต่อมากกว่านี้

                                                       (อ่านต่อ อาทิตย์หน้า)