
บริจาคโลหิตครั้งแรกในชีวิต.....ที่เดลี อินเดีย
เมื่อเช้าวันนี้ 13 มีนาคม 53 ผมได้ทำบุญสำคัญอีกครั้งหนึ่ง นั่นคือบริจาคโลหิตให้กับ Rotary Blood Bank ของเดลี ซึ่งมารับการบริจาคที่โรงเรียน Vasant Valley เป็นโรงเรียนที่ลูกๆ เรียนอยู่ เดิมทีเดียว ภรรยาเป็นผู้ตั้งใจจะบริจาคโลหิตเนื่องในวันเกิดของเธอในวันที่ 17 มีนาคม จึงอยากจะทำบุญโดยการบริจาคโลหิต ซึ่งจะนำโลหิตไปช่วยชีวิตคนต่อไป ทุกวันนี้ อินเดียมีคนที่คาดว่าเป็นพาหะของโรคธาลาซีเมีย Thalassemia จำนวนมากร้อยละ 3-15 คนอินเดียทุก 1 ใน 25 คนมีสิทธิ์เสี่ยงที่จะเป็นพาหะของโรคนี้ และในทุกปี มีเด็กทารกกว่าหนึ่งหมื่นคนที่เกิดมาเป็นโรคนี้ และต้องการเลือดที่ดีจำนวนมาก ส่วนผมนั้นก็ยังไม่ได้คิดจะบริจาคแต่จะตามไปดูด้วย

เราไปถึงโรงเรียนแต่เช้า ไปส่งลูกชายคนโตซ้อมไวโอลิน ซึ่งลูกคนโตคนนี้ถือว่ามีพรสวรรค์ทางด้านดนตรีเพราะเรียนเล่นไวโอลินไม่นานก็ได้รับการคัดเลือกให้เข้าวงออเคสตร้าของโรงเรียน ครูที่สอนดนตรีชื่นชมมากเพราะลูกคนนี้สอบไวโอลินเพื่อเลื่อนในระดับ 3 ได้คะแนนสูงสุดของเดลี โดยมีครูจากสถาบันดนตรีของอังกฤษมาทดสอบถึงที่อินเดีย
ส่งลูกเข้าห้องฝึกซ้อมดนตรีบรรเลงกันอย่างไพเราะแล้ว ผมกับภรรยาก็เดินไปจุดบริจาคโลหิต ก่อนจะบริจาคได้ต้องกรอบประวัติ วัดความดันและตรวจฮีโมโกลบินของเลือดก่อน ปรากฏว่าภรรยาไม่ผ่านเพราะความเข้มข้นน้อยกว่ากำหนด ซึ่งอาจมาจากการนอนพักผ่อนไม่เพียงพอหรือทานอาหารไม่พอในตอนเช้า มีคนมาบริจาคก่อนหน้า 2-3 คน ก็ปรากฏว่าไม่ผ่านเช่นกัน คนหนึ่งเป็นผู้ชาย ต้องขอไปหาอะไรทานก่อนแล้วจะกลับมาบริจาคอีกครั้ง อีกสองคนเป็นสุภาพสตรี ก็ไม่ผ่านเพราะทานอาหารเช้าน้อยไป จึงต้องรอไปทานอาหารเช้าก่อนจึงจะมาบริจาคได้ ผมเลยกลายเป็นความหวังเดียวของภรรยาที่จะทำบุญ จึงตัดสินใจบริจาคและกลายเป็นผู้บริจาคคนแรกของวัน ที่บริจาคได้ ทั้งที่เดิมนั้นไม่ได้ตั้งใจจะบริจาค เพียงแค่ตามมาดู
คนตั้งใจบริจาค
นับเป็นการบริจาคโลหิตครั้งแรกในชีวิต ที่บริจาคในอินเดีย ในใจก็นึกหวั่นเหมือนกันว่า เอ จะปลอดภัยไหมหนอ เท่าที่ดูทีมแพทย์ที่มารับบริจาคก็เห็นว่ามีมาตรฐานสูงทีเดียว หลังจากผ่านการวัดความดัน เจาะเลือดดูความเข้มข้นของฮีโมโกลบิน ซึ่งผ่านโดยไม่มีปัญหา จากนั้นก็ไปยังจุดเจาะเลือด ต้องนอนบนเตียง พยาบาลเอาเข็มมาเจาะเลือด จำนวน 350 ซีซี คือ 1 ถุง ได้รับน้ำมะม่วงกระป๋องกับขนมกรอบบิสกิตมาทานเอาแรงกลับคืนมา สุดท้าย ได้รับใบประกาศการบริจาคเลือดมา 1 ใบ เป็นอันเสร็จพิธีทำบุญในต่างแดนในวันนี้ ภรรยาบอกรู้สึกปลาบปลื้มแทนเพราะตัวเองบริจาคไม่ได้แต่ก็มีผมเป็นผู้บริจาคแทน......สาธุ สุดท้ายขอจบด้วยคำขวัญรณรงค์ว่า
“ For the blood donor, it is an opportunity to help another life to live” ก็ถือว่าเช้านี้ ผมได้มีโอกาสช่วยชีวิตของคนอินเดียแล้ว
สวัสดีค่ะอาสาสมัครบริจาคโลหิต
มาอนุโมทนาบุญด้วย
ทุกครั้งที่มีอาสาสมัครรายใหม่มาบริจาคโลหิตที่สถานีอนามัย
จะได้รับฟังเรื่องแรงบันดาลใจ ที่ทำให้เขาตัดสินใจทำมหากุศลครั้งนี้เสมอ
เลือดยังเป็นสุดยอดความสำคัญในการต่อชีวิตมนุษย์อยู่ค่ะ
ทั้งที่เจ็บหนักและเรื้อรัง
การได้ทำบุญกุศลแบบนี้
ไม่ได้ทำกันได้ง่ายๆ
เมื่อได้ทำก็ถือว่าโชคดีมากและคงทำให้ผู้บริจาคได้เก็บความปลาบปลื้มปิติใจตลอดไป
สุขภาพแข็งนะคะ ทำบุญได้เท่าที่ใจต้องการค่ะ
โยคีน้อย
คนที่ตั้งใจบริจาคไม่ได้ทำ คนที่ไปด้วยจึงบริจาคแทน ด้วยความเต็มใจ
ดีใจที่ได้ช่วยชีวิตคน
ถ้ามีโอกาส ก็จะทำอีกต่อไป
ขอบคุณที่แวะมาทักทายกัน
เป็นบุญกุศลอย่างมากที่ได้บริจาคโลหิตในดินแดนพุทธภูมิ โดยเฉพาะที่ดินแดนทีมีความต้องการความช่วยเหลือด้วยครับ
อนุโมทนาบุญ
ผศ.ดร. เมธา สุพงษ์ ครับ
หลังจากการบริจาคครั้งแรกที่เดลีแล้ว ผมตั้งใจจะบริจาคต่อไปทุกอย่างน้อย 3 เดือนครับ เพราะการบริจาคเลือดคือการช่วยชีวิตคน คนที่ไม่รู้จัก น่าจะคล้ายกับการถวายสังฆทานนะครับ คือไม่เจาะจงว่าเป็นพระรูปใด
อินเดียเป็นประเทศที่น่าศึกษามากครับ โดยเฉพาะในประเด็นทางการเมือง ทำไมคนอินเดีย ที่มีความแตกต่างทั้งความคิด รสนิยม การศึกษา ฐานะ วรรณะ ฯลฯ ทำไมจึงยอมรับความเป็น Indianness ที่เป็นหนึ่งเดียวได้
น่าคิดนะครับ
ท่านทูต
ขออนุโมทนากับท่านมากๆ ยอมรับท่านจริงๆ ว่า ทำบุญ และความดี โดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อยเลย อย่างไรก็ดี อย่าืลืมวิสาขบูชาโลกน่ะ บุญใหญ่รอท่านทูตอยู่ ว่างๆ แวะมาเยี่ยมทีมงานพวกเราบ้าง www.icundv.com/vesak2010
พระมหาหรรษา
นมัสการท่านมหาหรรษาครับ
ได้เข้าไปแวะเยี่ยมชมเว็บแล้วครับ
เป็นเว็บที่ทำได้ดีมาก มาตรฐานสากล ข้อมูลครบถ้วนครับ
เท่าที่ดูกำหนดการจัดสัมมนาแล้ว ถือเป็นสัมมนาวิชาการระหว่างประเทศที่เข้มข้นและเป้นทางการมากๆครับ
ซึ่งจากประสบการณ์ของผมเอง ก็เห็นว่าอยู่ในมาตรฐานที่สูง ทั้งรูปแบบและเนื้อหา
อย่างไรก็ดี ขอช่วยคิดดังๆ นะครับ
นิดเดียวครับ คือตามกำหนดการต่างๆ นั้น หากได้มีการพิจารณาเพิ่มเอกลักษณ์ของพุทธปฏิบัติสักนิดหนึ่ง นั่นคือการสงบนิ่งหรือการทำจิตให้เป็นสมาธิ สัก 5 นาที ก็จะดีนะครับ
เป็นความเห็นส่วนตัวของผม ที่เกิดในความคิดจากการดูกำหนดการสัมมนานะครับ
ในการประชุมระหว่างประเทศทั่วๆ ไป เวลามีการไว้อาลัยหรือสดุดีความยิ่งใหญ่ในระดับสากล ก็จะมีการให้สงบนิ่ง 1 นาที
ผมก็เห็นว่า พุทธศาสนาก็มีการปฏิบัติจิต เป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญ ศิล สมาธิและสุด้ทายปัญญา
ดังนั้น ในการประชุมระดับพุทธที่เป็นสากลเช่นนี้ หากจะพิจารณาให้มีการทำจิตให้สงบนิ่งในระหว่างกำหนดการประชุมบ้าง ก้จะเป็นผลดี ไม่ทั้งแก่ผู้เข้าร่วมประชุมเท่านั้น แต่กับประชาชนข้างนอกที่รับทราบด้วย
น่าจะเป็นการแสดงตัวอย่างที่ดีให้สาธารณชนได้เห็นด้วยครับ
เป็นความคิดที่เกิดขึ้นมาปัจจุบันทันด่วนจริงๆ ครับ
หากไม่สมควรประการใด ก็ขออภัยด้วยครับ
นมัสการครับ
ปล. ในช่วงเดือน พค.คงได้แวะกลับไปเมืองไทยช่วงสั้นๆ ครับ จะได้หาโอกาสไปกราบนมัสการท่านครับ