สถานที่ท่องเที่ยว
|
|
ประวัติความเป็นมา
|
ซึ่งมีปริมาณน้ำมากเพียงพอต่อการบริโภคและอุปโภคได้ตลอดปี สำหรับคนโดยทั่วไปและสำหรับคนกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งที่ขึ้นไปทำสิ่งก่อสร้างอันยิ่งใหญ่บนนั้น ปราสาทหินพนมรุ้งเป็นศาสนสถานทางศาสนาพราหมณ์ ลัทธิศิวะนิกาย คือการยกเอาพระศิวะเป็นมหาเทพ สิ่งก่อสร้าง ส่วนใหญ่สร้างเมื่อพุทธศตวรรษที่ 16-18 ร่วมสมัยกับปราสาทนครวัดซึ่งสร้างโดยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 มหาราชองค์หนึ่งของกัมพูชาเมื่อพุทธศตวรรษที่ 17 นั้นเป็นศาสนสถานทาง ศาสนาพราหมณ์ลัทธิวิษณุนิกายคือการยกเอาพระนารายณ์หรือพระวิษณุเทพ โดยเหตุที่พระศิวะมีถิ่นฐานที่สถิตย์ประทับอยู่บนภูเขาพระสุเมรุ ฉะนั้นการที่บรรพชนในอดีตจะทำสิ่งก่อสร้างอันยิ่งใหญ่ถวายเป็นที่ประทับของพระศิวะมหาเทพ จะต้องหาทำเลหรือชัยภูมิ เพื่อจะสมมติหรือทำอุบายว่าคือเขาพระสุเมรุ จึงเลือกเอาพนมรุ้งสร้างสิ่งก่อสร้าง คือ ปราสาทพนมรุ้งด้วยหินทรายสีชมพู บนขอบปล่องภูเขาไฟด้านทิศใต้อันเป็นหนทางอันใกล้สวรรค์มากยิ่งกว่าพื้นราบและหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเพื่อรับแสงแห่งดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นการเริ่มต้นอันเป็นสิริมงคลและพลังอันยิ่งใหญ่ร้อนแรง
สถานที่น่าสนใจ
|
|
และทำสิ่งก่อสร้างขึ้นมาใหม่จึงเริ่มนับใหม่ ครั้นสิ้นกัลป โลกก็จะแตกดับลงไปเองพระนารายณ์ก็จะบรรทมหลับพักผ่อนอีกครั้นหนึ่ง
ทางดำเนิน
ทางดำเนิน คือทางเดินก่อนถึงสะพานนาคราชที่ขึ้นสู่ศาสนสถานปราสาทเขาพนมรุ้ง ณ ทิศเบื้องบนสองข้างทางเดินนี้มีเสาศิลาทราย ทำคล้ายรูปดอกบัวสี่เหลี่ยมปักเรียงรายสองข้างทาง เรียกกันมาแต่เดิมว่าเสานางเรียง เป็นทางเดินสู่ศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์ ขอมหรือเขมรโบราณเรียกว่า เสานางจรัญ หากนำเข็มทิศมาวางจับจะเห็นว่าทางดำเนินตรงกับแกนทิศตะวันออกและทิศตะวันตกโดยไม่คลาดเคลื่อน
|
|
สะพานนาคราช
|
ตัวปราสาท
ศิวลึงค์ประดิษฐานภายในห้องครรภคฤหะปราสาทประธาน ตั้งอยู่ตรงศูนย์กลางของลานปราสาทชั้นใน มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมมณฑป คือห้องโถงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เชื่อมอยู่ทางด้านหน้าที่ส่วนประกอบของปรางค์ประธานตั้งแต่ฐานผนังด้านบนและด้านล่าง เสากรอบประตู เสาติดผนัง ทับหลัง หน้าบัน ซุ้มชั้นต่าง ๆ ตลอดจนกลีบขนุน ก่อด้วยหินทรายสีชมพูมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมกว้าง ๘.๒๐ เมตร สูง ๒๗ เมตร ด้านหน้าทำเป็นมณฑปโดยมีอันตราละหรือฉนวนเชื่อมปราสาทประธานนี้ เชื่อว่า สร้างโดย นเรนทราทิตย์ ซึ่งเป็นผู้นำปกครองชุมชนที่มีปราสาทพนมรุ้งเป็นศูนย์กลาง ราว พุทธศตวรรษที่ ๑๗
|
|
ภายในเรือนธาตุตรงกึ่งกลาง เรียกว่าห้องครรภคฤหะ เป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพที่สำคัญที่สุด ในที่นี้คือ ศิวลึงค์ ซึ่งแทนองค์พระศิวะ เป็นที่น่าเสียดายว่า ประติมากรรมชิ้นนี้ได้สูญหายไป เหลือเพียงแต่ ท่อโสมสูตร คือร่องน้ำมนต์ที่ใช้รับน้ำสรงจากการสักการะศิวลึงค์เท่านั้น
|
จากหลักฐานทางด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม กล่าวได้ว่า ปราสาททั้งสามหลังได้สร้างขึ้นก่อนปราสาทประธานราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕ และ ๑๖ ตามลำดับ ส่วนทางด้านหน้าของปราสาทประธาน คือทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีอาคารสองหลังก่อด้วยศิลาแลง เรียกว่าบรรณาลัย ซึ่งเป็นที่เก็บรักษาคัมภีร์ทางศาสนา ก่อสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ ๑๘
|
|
ที่บริเวณหน้าบันและทับหลังของปราสาทประธานมีภาพจำหลักแสดงเรื่องราวในศาสนาฮินดู เช่น พระศิวนาฏราช (ทรงฟ้อนรำ) ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ อวตารของพระนารายณ์ เช่น พระราม (ในเรื่องรามเกียรติ์) หรือพระกฤษณะ ภาพพิธีกรรม ภาพชีวิตประจำวันของฤๅษีเป็นต้น
|
และที่มุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือและทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่อด้วยศิลาแลง มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ร่วมสมัยกันกับพลับพลาที่สร้างด้วยศิลาแลงข้างทางเดินที่เรียกว่า โรงช้างเผือก
|
|
|







สถาที่น่าเที่ยวมาก ครับ
เหมาะสำหรับไปถ่ายรูปเก็บบรรยากาศ
ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆ ที่แบ่งบันมา นะ ครับ