ชื่อเรื่อง รายงานการสร้างแบบวัดทักษะกีฬาฟุตบอลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสีคิ้ว “สวัสดิ์ผดุงวิทยา” อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา
ผู้ดำเนินการ นาย จักรพันธ์ นาคาเริงฤทธิ์
สังกัด โรงเรียนสีคิ้ว “สวัสดิ์ผดุงวิทยา”
ปีที่ดำเนินการ ปีการศึกษา 2552
บทคัดย่อ
การดำเนินการในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบวัดทักษะกีฬาฟุตบอลที่เน้นทักษะกระบวนการ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสีคิ้ว “สวัสดิ์ผดุงวิทยา” กอง การศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมาที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 วิธีการดำเนินการ ศึกษาเอกสาร ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบวัดทักษะกีฬาฟุตบอล สร้างเครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการ นำเสนอเครื่องมือต่อผู้เชี่ยวชาญ แก้ไขปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ แล้วนำไปทดลองใช้เพื่อหาประสิทธิภาพ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสีคิ้ว “สวัสดิ์ผดุงวิทยา” อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ปีการศึกษา 2552 จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ดำเนินการ ได้แก่ 1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง กีฬาฟุตบอล 2. แบบวัดทักษะกีฬาฟุตบอลที่เน้นทักษะกระบวนการ
ที่ครอบคลุมทักษะกีฬาฟุตบอลทั้ง 8 รายการ ได้แก่ ทักษะการส่งลูก ทักษะการหยุดลูก ทักษะการเลี้ยงลูก ทักษะการโหม่ง ทักษะการทำประตู ทักษะการเป็นผู้รักษาประตู กติกาฟุตบอล และทักษะการเล่นทีม และ 3. แบบทดสอบก่อนและหลังเรียนกีฬาฟุตบอลโดยใช้
แบบวัดทักษะกีฬาฟุตบอลที่เน้นทักษะกระบวนการ ซึ่งเป็นข้อสอบแบบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการดำเนินการ พบว่า
1. ค่าเฉลี่ยของคะแนนรวม เท่ากับ 70.53 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 4.93 เมื่อพิจารณาเป็นรายทักษะ พบว่า ทักษะที่นักเรียนได้ค่าเฉลี่ยของคะแนนมากที่สุด คือ ทักษะการเล่นทีม ค่าเฉลี่ยของคะแนนที่ได้ เท่ากับ 9.50 ส่วนทักษะที่นักเรียนได้ค่าเฉลี่ยของคะแนนต่ำที่สุด คือ ทักษะการเลี้ยงลูก ค่าเฉลี่ยของคะแนนที่ได้ เท่ากับ 8.18 ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก ในการเล่นทีมให้คะแนนเป็นรายกลุ่ม ทีมชนะจะได้คะแนนเท่ากันทั้งทีมและทีมแพ้ก็ได้คะแนนเท่ากันทั้งทีมเช่นกัน จึงส่งผลให้ค่าเฉลี่ยของคะแนนที่ได้มีค่าสูงที่สุด ส่วนทักษะการเลี้ยงลูกนั้น นักเรียนไม่สามารถบังคับลูกให้ไปในทิศทางเดียวกันกับที่ตนเคลื่อนที่ไปได้ สายตาของนักเรียนจะมองแต่ลูกฟุตบอล นักเรียนหญิงจะเลี้ยงลูกโดยใช้เท้าข้างเดียว จึงส่งผลให้ค่าเฉลี่ยของคะแนนต่ำที่สุด
สรุปได้ว่า แบบวัดทักษะกีฬาฟุตบอลที่เน้นทักษะกระบวนการที่ผู้ดำเนินการสร้างขึ้น สามารถทดสอบขีดความสามารถของผู้เรียนในทักษะกีฬาฟุตบอลได้แตกต่างกันตามความสามารถของผู้เรียน
2. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน นักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 7.39 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 2.60 และนักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 17.78 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.27 ผลต่างของคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 10.39 ค่า t เท่ากับ 17.47 ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก กระบวนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา โดยใช้แบบวัดทักษะกีฬาฟุตบอลที่เน้นทักษะกระบวนการที่ผู้ดำเนินการสร้างขึ้น นักเรียนได้เรียนรู้จากการฝึกปฏิบัติจริง มีทักษะในการปฏิบัติที่ถูกต้อง จึงส่งผลให้คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
สรุปได้ว่า วัดทักษะกีฬาฟุตบอลที่เน้นทักษะกระบวนการที่ผู้ดำเนินการสร้างขึ้น มีผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนทำให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น
3. แบบวัดทักษะกีฬาฟุตบอลที่เน้นทักษะกระบวนการ มีประสิทธิภาพ 88.16 / 88.91 เมื่อเทียบกับเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 พบว่า แบบวัดทักษะกีฬาฟุตบอลที่เน้นทักษะกระบวนการ มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก แบบวัดทักษะกีฬาฟุตบอลที่ผู้ดำเนินการสร้างขึ้น วัดทักษะการปฏิบัติจริงได้สอดคล้องกับการทดสอบโดยใช้แบบทดสอบหลังเรียน
สรุปได้ว่า แบบวัดทักษะกีฬาฟุตบอลที่เน้นทักษะกระบวนการที่ผู้ดำเนินการสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 กล่าวได้ว่า แบบวัดทักษะกีฬาฟุตบอลที่เน้นทักษะกระบวนการที่ผู้ดำเนินการสร้างขึ้น สามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีความก้าวหน้าทางการเรียนได้
เป็นงานวิจัยที่น่าสนใจมากครับ
ขอให้ประสบความสำเร็จนะครับ