แก่นของการปฏิบัติในชีวิตประจําวัน มีดังนี้

สติรู้เท่าทันอันใด ปฏิบัติอันนั้น ตามกําลังสติ จริต แห่งตน

        สติรู้ทันและเข้าใจเวทนา ว่าเวทนาสักแต่ว่าเวทนาและรู้ด้วยว่าเกิดขึ้นตามสภาวะธรรมอันห้ามไม่ได้ แล้วเป็นกลางวางเฉย(อุเบกขา)แค่รับรู้ ไม่ติดเพลินในสุขเวทนา ไม่ครํ่าครวญพิรื้พิไรในทุกขเวทนา ระวังอทุกขมสุขเพราะความรู้สึกไม่มีอะไรจึงมักปล่อยกายปล่อยใจจนเป็นทุกข์ (เวทนานุปัสสนา) แล้วใช้อุเบกขา

        สติรู้ทันตัณหา และละตัณหา อันเป็นสมุทัยเหตุแห่งทุกข์ แล้วใช้อุเบกขา

        สติรู้ทันความคิด แล้วเป็นกลางวางเฉยไม่คิดนึกปรุงแต่งต่อทั้งด้านดีและชั่ว(อุเบกขา)  อันเป็นการปฏิบัติจิตตานุปัสนาคือสติรู้ทันว่ามีโมหะ โทสะ โลภะ ฯลฯ. แล้วเป็นอุเบกขาเป็นกลาง,วางเฉยโดยการไม่คิดนึกปรุงแต่งเพราะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา..อันเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา..อันเป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์ (สังเกตุนะว่ามีเกิดขึ้น ไม่ใช่กดข่ม หรือพอเกิดแล้วหาว่าจิตไม่ดี ยังคงมีอยู่แล้วก็จะดับไปเอง)

 อุเบกขาเป็นกลาง วางเฉย

 วางเฉยโดยการไม่คิดนึกปรุงแต่ง ไม่เอนเอียงไม่แทรกแซง ไปทั้งในด้านดีหรือร้าย

อันเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา..อันเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา

อุเบกขาเป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝนอบรม และสั่งสม

 

        สติรู้ทันเวทนา จุดประสงค์คือตัดวงจรทุกข์ และทําให้ขันธ์๕ที่เกิดนุ่มนวลหรือเบาบางขึ้น (นุ่มนวลไม่ใช่หมายถึงเรียบร้อยอ่อนช้อยขึ้น แต่หมายถึงสังขารขันธ์ต่างๆ)

        สติรู้ทันตัณหา คือเมื่อจิตเห็นจิต หรือสติเห็นคิดหรือสังขารขันธ์แล้ว ยังต้องรู้ทันหยุดตัณหาความทะยานอยากและความไม่อยากอันเป็นสมุทัยด้วยถ้าเกิดขึ้น กล่าวคือถ้าหลุดจากสติรู้ทันเวทนาในข้อ๑,สติรู้ทันตัณหาในข้อ๒จะทําหน้าที่แทนในการดับทุกข์

        สติรู้ทันความคิดหรือจิตสังขาร ความคิดนึกที่เป็นลักษณะฟุ้งซ่านควรหยุดเสียเพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ตัณหาเข้ากระทําต่อเวทนาของความคิดนึกฟุ้งซ่านที่เกิดขึ้นนั้น  กล่าวคือถ้าหลุดจากสติรู้ทันตัณหาอันต้องก่อเป็นอุปาทานทุกข์แล้ว สติรู้ทันความคิดนึกหรือ"เห็นจิตในจิต"อันคือสติเห็นจิตสังขารขันธ์ จักทําหน้าที่แทน

       

        ข้อควรระวัง คิดนึกปรุงแต่ง, ตัณหา, ตัณหาปรุงแต่ง, ตัณหาคิดนึกปรุงแต่ง หมายเป็นตัณหาหรือทําให้เกิดตัณหาอันเดียวกันทั้งสิ้น อันปกติเกิดเพราะเวทนาหรือเข้ากระทําต่อเวทนาเป็นมูลเหตุสําคัญโดยตรงแล้ว,  จะเห็นว่าตัณหายังสามารถกระทําหรือเกิดจากสิ่งต่างๆ,ขันธ์ต่างๆ อันเนื่องสัมพันธ์กับเวทนาได้ดังเช่นทําต่อความคิดนึกปรุงแต่งดังที่กล่าวมา, จึงควรมีความระวังสังวรไว้,

        ดังที่มีการแจกแจงรายละเอียดแยกแยะเพื่อศึกษาตัณหา อันหมายถึงตัณหาสามารถเกิดขึ้นได้จากเหตุปัจจัยที่จะกล่าวนี้แต่ไม่ใช่อยู่ที่หรือเกิดที่ปัจจัยที่จะกล่าวนี้โดยตรง  อันท่านได้จําแนกแจกแจงอยู่ใน"ปิยรูป สาตรูป ๑๐" ถึงสิ่งอันเป็นปัจจัยให้เกิด,เป็นปัจจัยให้ตั้งอยู่และเป็นปัจจัยให้ดับไปของตัณหาอันมี ๑๐ หมวดๆละ ๖ อันมี

        ๑. สฬายตนะทั้ง๖   ตา   หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ    นั่นเอง

        ๒. อายตนะภายนอกทั้ง๖  รูป  รส  กลิ่น เสียง  สัมผัส(โผฏฐัพพะ)  ธรรมารมณ์

        ๓. วิญญาณ ๖ ของ   ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ

        ๔. ผัสสะ ๖ ที่เกิดจาก   ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ

        ๕. เวทนา ๖ อันเกิดจาก  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ

        ๖. สัญญา ๖ ใน  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ

        ๗. สัญเจตนา ๖ ในความคิดอ่านหรือเจตนาของสังขารขันธ์อันมีใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์ เช่นกัน

        ๘. ตัณหา ๖ ใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์

        ๙. ตรึก (วิตก๖) คิดใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์

        ๑๐.ตรอง (วิจารณ์๖) คือพิจารณาไตร่ตรองในธรรมารมณ์,รูป,เสียง,กลิ่น,รส,สัมผัส

 

 

        เมื่อเกิดเวทนาหรือจิตสังขารขึ้นแล้ว มีสติรู้เท่าทันสภาวะธรรม(ชาติ)ของเวทนาหรือจิตสังขารที่เกิดขึ้นนั้นและมันเป็นเช่นนั้นเองเป็นธรรมดาไม่ต้องไปทําอะไรกับเขา พระไตรลักษณ์จะทําหน้าที่อย่างเที่ยงธรรม ทําให้ผลที่เกิดขึ้นนั้นย่อมดับไปในไม่ช้า   เพียงแต่มีสติและเป็นกลางวางเฉย(อุเบกขา)ไม่คิดนึกปรุงแต่งในเรื่องทุกข์ที่จะเกิดสืบต่อไปอีกเท่านั้น  อันเป็นเหตุปัจจัยไม่ให้มีเหตุเกิดอีก อันเป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตาผลที่จะเกิดสืบเนื่องต่อจากนั้นก็จักเกิดอีกไม่ได้   และการหมั่นปฏิบัติเช่นนี้ จะยังให้เกิดสังขาร(ปฏิจจสมุปบาท)ที่สั่งสมอบรมขึ้นใหม่ อันไม่มีอวิชชา

 

ข้อคิดคํานึง

คิด(เหตุ-ธรรมารมณ์) ใจ anired06_next.gif  มโนวิญญูาณขันธ์  anired06_next.gif เวทนาขันธ์

                           ขันธ์ทั้ง๕                                

คิด(ผล-สังขารขันธ์)                                    สัญญาขันธ์

วงจรแสดงการทำงานหรือกระบวนธรรมของ ขันธ์ทั้ง๕

ความคิดเป็นธรรมชาติของขันธ์๕ หรือชีวิต,  แต่ความคิดนึกปรุงแต่งไม่จําเป็น

เพราะคิดนึกปรุงแต่ง ๑ ครั้ง  ก็คือการเกิดกระบวนธรรมของขันธ์๕ขึ้น ๑ ครั้ง

เกิดขันธ์๕ขึ้น ๑ ครั้ง,  ย่อมต้องเกิดเวทนาขึ้น ๑ ครั้งเช่นกัน

ดังนั้นคิดนึกปรุงแต่ง ๑๐๐ ครั้ง,  ย่อมต้องเกิดเวทนาขึ้น ๑๐๐ ครั้งเช่นกัน

เวทนาเกิดขึ้น ๑๐๐ ครั้ง  ย่อมเปิดโอกาสให้เกิดตัณหาได้ ๑๐๐ ครั้งเช่นกัน

ตัณหาเกิดขึ้นเมื่อใด  ทุกข์อุปาทานอันเร่าร้อนเผาลนก็เกิดขึ้นเมื่อนั้น

อันเป็นการดำเนินไปตามวงจรของการเกิดขึ้นของทุกข์ ปฏิจจสมุปบาท

ดังนั้นจงมีแต่คิด,  แต่ไม่มีคิดนึกปรุงแต่ง.