มนุษย์ทุกคนต้องการ ... ความสุข

 

   วันนี้ อ่านหนังสือพิมพ์พบข่าว  ดร. เอ็ดเวิร์ด เดอ โบโน (Dr. Edward de Bono) ปรมาจารย์ด้านความคิดเชิงสร้างสรรค์ เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล  นายก ฯ อภิสิทธิ์ได้กล่าวชื่นชมแนวความคิด Six Thinking Hats อันโด่งดันของดร.โบโน ที่เสนอวิธีคิด 6 มุมมอง แบบรอบด้าน เสมือนการสวมหมวกแต่ละใบ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้นำองค์ความรู้และแนวคิดของดร.โบโน่ มาประยุกต์ใช้ โดยภาคเอกชนไทยได้จัดตั้งศูนย์ความคิดสร้างสรรค์ ตามแนวทางของดร.โบโน่ขึ้น โดยเปิดอบรมหลักสูตรการคิดแบบหมวก 6 ใบ ด้วย  ถ้าในสังคมไทยของเรามีคนที่รู้จักคิดวิเคราะห์ ปัญหาความวุ่นวายต่างที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ก็คงลดน้อยลง ทำให้นึกถึงปรัชญาคิดเป็น ที่เรานำมาเป็นหลักคิดในการจัดทำหลักสูตร กศน. ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งเราจะเริ่มใช้ในเดือนพฤษภาคม ที่จะถึงนี้ (กลุ่มอันดามัน..ตรัง.กระบี่..ภูเก็ต.ระนอง.และพังงา / จะมีการประชุมชี่แจงการใช้หลักสูตร 17-19 มีนาคม 2553 ที่โรงแรม        แกรนด์ เอ็ม พี รีสอร์ท จังหวัดตรัง )

   การสอนให้คนรู้จักคิด วิเคราะห์เป็นนับเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในสังคมไทย เราต้องเริ่มจากระบบการศึกษา  การปฏิรูปรอบสองที่มีการประกาศใช้หลักสูตรใหม่ สำหรับหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาพื้นฐาน  พุทธศักราช 2551  เป็นหลักสูตรที่ตอบสนองอุดมการณ์ การจัดการศึกษาตลอดชีวิต และการสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการ เรียนรู้ตามปรัชญา " คิดเป็น "  โดยกำหนดให้ " การคิดเป็น "  เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาบังคับในโครงสร้างหลักสูตร ที่ทุกคนต้องเรียน ซึ่งผู้เรียนสามารถนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต

   คิดเป็น(KIDPEN ) เป็นปรัชญาพื้นฐานของ กศน.  ที่เกิดจากการคิดค้นของคนไทย ดร. โกวิท วรพิพัฒน์ นักการศึกษาไทยที่มีเป้าประสงค์ให้คนคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น  โดยมีฐานความเชื่อที่ว่า มนุษย์ทุกคนมีความแตกต่างกัน เช่น เพศ วัย สภาพสังคม สิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต ฯลฯ  แต่สิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องการ  คือต้องการความสุข การที่จะทำให้ผู้เรียน กศน. ของเรามีความสุข ครู กศน. ต้องมีความตระหนักว่า เมื่อความต้องการและความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนนั้น ครูก็ต้องออกแบบการเรียนรู้ตามสภาพปัญหาความต้องการของผู้เรียน มีการฝึกกระบวนการเรียนรู้เพื่อนำไปสู่การคิดเป็นโดยต้องฝึกให้ผู้เรียน นำข้อมูล อย่างน้อย 3  ประการมาประกอบในการคิด คือข้อมูลด้านตนอง  ข้อมูลด้านสังคม และข้อมูลด้านวิชาการ และถ้าบวกเพิ่ม ด้านคุณธรรมเข้าไปด้วย ก็จะทำให้การตัดสินใจนั้นมีผลดีต่อทุกคน ดังนั้นถ้าครูมีความตระหนักในเรื่องดังกล่าว ก็อาจมีแนวทางจัดกระบวนการเรียนการสอนที่หลากหลายเช่น

  1. กระตุ้นให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์จากปัญหาและความต้องการของตนเองและชุมชน

  2. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ

  3. ผู้เรียนเรียนรู้จากการอภิปราย ถกเถียงในประเด็นที่เป็นปัญหา

  4. ผู้เรียนเรียนรู้จากกระบวนการกลุ่ม มีการใช้ข้อมูลหลาย ๆ ด้าน

  5. ผู้เรียนเรียนรู้จากวิถีชีวิต วิถีการทำงาน วิถีชุมชน และภูมิปัญญา

  6. ผู้เรียนเรียนรู้จากการทำโครงงาน การเข้าค่าย การศึกษาดูงาน

  7. ผู้เรียนเรียนรู้จากการศึกษาวิจัย ศึกษากรณีตัวอย่างที่หลากหลาย

  8. ผู้เรียนได้ฝึกการตัดสินใจด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลที่ลึกซึ้งเพียงพอและเชื่อถือได้

  9. ผู้เรียนรู้จักการใช้เทคนิคกระบวนการต่าง ๆ เช่น การนำเวทีชาวบ้านมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการศึกษาปัญหาและคิดแก้ปัญหาของตนเองและชุมชน

  10. ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รู้จักการตัดสินใจในการแก้ปัญหาบนพื้นฐานของข้อมูลที่เพียงพอ     ทั้งข้อมูลตนเอง วิชาการ และสังคมสิ่งแวดล้อม และนำไปสู่การปฏิบัติได้

11.ให้ผู้เรียนฝึกคิด วิเคราะห์ สังเคราะด้วยตนเอง จากสื่อ  เช่น    สถานการณ์จริง ข่าว นสพ. บทความ ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหารายวิชาที่กำลังเรียนอยู่ ครูทำหน้าที่เป็นผู้กระตุ้นเสริมแรง ใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม มีการตั้งคำถามปลายเปิด  ให้ผู้เรียนได้คิด ร่วมอภิปรายเพื่อหาคำตอบจากประเด็นปัญหา และเชื่อมโยง เรื่องที่เรียนรู้เข้าสู่วิถีชีวิตของผู้เรียน  

12. การติดตามและช่วยเหลือ ใช้การติดตามโดยเพื่อน กลุ่มเพื่อน จัดให้มีการปรึกษาหารือกันระหว่างผู้เรียนผู้สอน ใช้ระบบหัวหน้ากลุ่มผู้เรียน ใช้การเรียนแบบเป็นทีม ใช้ E-mail/  blog /discussion boards และ internet

      ไม่ว่าจะเรียนรู้ในรูปแบบใด..ต้องมีช่วงเวลาที่ครูและผู้เรียนได้พบกัน หรือมีการสื่อสารซึ่งกันและกัน เพื่อการติดตาม ตรวจสอบ ซักถามการเรียนของผู้เรียนอย่างสม่ำเสมอ ..ขอเป็นกำลังใจให้ครู กศน. ทุกท่าน