การตัดสินใจโดยใช้ Fast knowledge
จากประสบการณ์การทำงานของผม ผมพบว่าระบบราชการส่วนใหญ่มักจะตัดสินใจด้วย Fast knowledge เนื่องจากต้องการความทันสมัยของข้อมูล ขณะที่ Slow knowledge ที่เป็นเรื่องของการพัฒนา มักจะไม่ค่อยได้รับความนิยม ครับ ขอยกตัวอย่างเหตุการณ์สดๆร้อนๆ เมื่อวาน
เมื่อวาน ผมได้ไปนำเสนอผลการดำเนินงานให้ที่ประชุมพิจารณา หลังจากที่ผมได้ไปรับเงินเขามา แล้วเอามาทำงาน ดูว่าเอาเงินเขามาใช้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์หรือไม่
ผมเสนองานที่ผมทำให้ที่ประชุมทราบ คือ งานแก้ปัญหาเด็กและเยาวชน ผมทำอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรก เป็นเรื่องครอบครัวสุขภาวะในโรงเรียน เรื่องที่สอง เป็นเรื่องการเรียนรู้ด้วยหัวใจที่ใคร่ครวญ
ผมก็เสนอรายละเอียดทั้งภาพ กระบวนการ ขั้นตอน และ ผลที่ได้ ว่าเด็กเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างไรบ้าง
เมื่อผมนำเสนองานเสร็จ ผมก็รอดูด้วยความระทึก ว่ากรรมการเขาจะมาไม้ไหน
กรรมการท่านหนึ่ง บอกว่า "ดูเหมือนน่าจะดี แต่ไม่มีข้อมูลว่าแก้ปัญหาได้กี่คน"
คำพูดดังกล่าว ผมฟังแบบ I in you แล้ว สรุปได้เลยว่า
1. กรรมการท่านดังกล่าว ไม่ยอมรับการทำงานของผม จากน้ำเสียงและคำพูดที่ว่า "น่าจะดี"
2. กรรมการท่านดังกล่าว มีวิธีคิดแบบ Fast knowledge ครับจากคำพูดที่ว่า "ไม่มีข้อมูลว่าแก้ปัญหาเด็กได้กี่คน" (นอกจากไม่ยอมรับแล้วยังจับผิดอีกครับ)
ผมเองก็เสียความรู้สึกเล็กๆ ว่าอุตส่าห์ตั้งใจทำงานมาอย่างดี และ นำเสนอภาพให้เห็นถึงกระบวนการทำงาน ซึ่งออกมาในลักษณะ Slow knowledge แต่กรรมการไม่สนใจครับ กลับไปสนใจว่าแก้ปัญหาเด็กได้กี่คน
ผมอยากให้กรรมการถามในลักษณะ AI มากกว่าครับ จะได้เรียนรู้ร่วมกันนำไปสู่การพัฒนางานในลักษณะนี้ต่อไป
เมื่อถามแบบ Fast knowledge เพื่อต้องการความทันสมัยของข้อมูล ก็เท่ากับหยุดการพัฒนาครับ
ครับ การประชุมในหลายๆครั้ง เต็มไปด้วย Fast knowledge ครับ ทั้งนี้น่าจะมากจากการต้องการความทันสมัยที่รวดเร็ว เพื่อนำข้อมูลไปรายงานได้ โดยเฉพาะเรื่องการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชน ก็ยังคงนิยมแก้กันด้วยFast knowledge ซึ่งผมคิดว่าเป็นวิธีการแก้ที่ปลายเหตุครับ แทบไม่ได้ผลอะไรเลย
เพราะปัญหาเด็กและเยาวชนถ้าจะแก้กันจริงๆ ต้องแก้โดยใช้ Slow knowledge ครับ นั่นคือ ต้องแก้ที่ต้นเหตุ ต้องแก้ที่การระวังมิให้เกิดปัญหา ต้องแก้ด้วยภูมิปัญญา
ผมว่าวิธีคิดแบบ Fast knowledge น่าจะต้องทบทวนกันบ้างนะครับ
สวัสดีค่ะท่านผอ.
ขอบคุณมากค่ะ ท่านผอ. มีความสุขในวันหยุด และ ทุกๆๆวันนะคะ
คุณศรีกมลสบายดีนะครับ ผมสบายดีครับ
ขอบคุณครับ
ตรงนี้แหละครับ ที่ผมต้องการ
นำภูมิรู้ของแต่ละท่าน ละคนกัน และหยิบในเรื่องที่ดี ที่เหมาะสม มาจัดการ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับท่านอาจารย์
ก็ในทำนองเชิงปริมาณกับเชิงคุณภาพนั่นแหละครับ
ขอบคุณครับ
เกือบพลาดบันทึกดีๆ เปี่ยมคุณภาพนี้แล้วนะคะเนี่ย ได้เชื่อมโยงไปยังเรื่อง Fast & Slow Knowledge อีก
ที่เจอๆ คือเจ้าของทุนส่วนใหญ่ มักจะมีเวลาน้อยจึงลงๆ วัตถุ ไปๆ แล้วใช้ตัวชี้วัดปริมาณมากกว่า ซึ่งขัดแย้งกับการทำงานชุมชน ซึ่งต้องอาศัยเวลาพัฒนาอย่างยั่งยืน
มาบอกว่า ... เป็นเดือน ยามเย็น ที่มารอส่ง น้องฟ้ากะนายเมฆ กลับไปพักผ่อนค่ะ
ท่านรองฯ ช่างสังเกตมากเลยนะคะ ยิ่งยืนยันความโรฯ ลึกซึ้ง ชัดเจนขึ้น ขอบพระคุณค่ะ
* ที่เจอๆ คือเจ้าของทุนส่วนใหญ่ มักจะมีเวลาน้อยจึงลงๆ วัตถุ ไปๆ แล้วใช้ตัวชี้วัดปริมาณมากกว่า ซึ่งขัดแย้งกับการทำงานชุมชน ซึ่งต้องอาศัยเวลาพัฒนาอย่างยั่งยืน
(ขอบคุณคุณPooมากครับ ที่เข้ามาเสริมเติมเต็มให้กระจ่างขึ้นไปอีก)
* เดือนยามเย็น มาส่งน้องฟ้ากะนายเมฆ น่ารักจังเลยนะครับ
ขอบคุณครับ