แนวคิดเกี่ยวกับซัมเมอร์ฮิล
ซัมเมอร์ฮิลตั้งขึ้นในปีพ.ศ. ๒๔๖๔ ที่เมืองเลสตัน มณฑลซัฟโฟค ห่างจากรุงลอนดอนประมาณ ๑๐๐ ไมล์ รับนักเรียนตั้งแต่อายุ ๕ ขวบถึง ๑๕ ขวบ หนังสือพิมพ์เรียกโรงเรียนซัมเมอร์ฮิลว่า “โรงเรียนตามสบาย” (Go- as- you-please school) เหตุเพราะที่ซัมเมอร์ฮิลเป็นโรงเรียนที่ให้ชีวิตที่เสรีแก่นักเรียน บนแนวคิดที่ว่าเราต้องสร้าง“โรงเรียนให้เหมาะกับกับเด็กไม่ใช่สร้างเด็กให้เหมาะกับโรงเรียน” ที่ซัมเมอร์ฮิลให้นักเรียนมีอิสระที่จะสามารถเป็นตัวของตังเองโดยการยกเลิกระเบียบวินัย การสั่งให้ทำ การแนะนำให้ทำ การอบรมศีลธรรมจรรยา โดยโรงเรียนมีความเชื่อมั่นในตัวเด็กในฐานะที่เขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่ดีไม่เลวทรามแต่อย่างใด เขาเชื่อว่าเด็กทุกคนเกิดมาพร้อมกับความฉลาดและมีความคิดตรงกับความเป็นจริงและถ้าเราปล่อยให้เขาพัฒนาตนเองอย่างเป็นอิสระปราศจากการแนะนำหรือบังคับต่างๆเขาจะสามารถพัฒนาตนเองได้มากที่สุดที่เขาจะสามารถ ที่ซัมเมอร์ฮิลมองว่า “การเรียนเป็นเรื่องของการเลือกไม่ใช่การบังคับ” นักเรียนจะเรียนก็ได้จะไม่เรียนก็ได้ นานเท่าไรก็ได้ นักเรียนจะอยู่ชั้นใดขึ้นอยู่กับอายุหรือความสนใจ ไม่มีการสอนแบบใหม่เพราะที่ซัมเมอร์ฮิลไม่ถือว่าการสอนโดยตัวของมันเองเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการเรียนขึ้นอยู่กับความสนใจและความต้องการที่จะเรียนของเด็ก ไม่มีการสอบประจำชั้นเรียนแต่บางครั้งอาจมีการสอบเพียงเพื่อความสนุกสนานดังตัวอย่างของข้อสอบฉบับหนึ่งว่า สิ่งเหล่านี้อยู่ที่ไหน แมดริด เมื่อวานนี้ ความรัก ประชาธิปไตย ความเกลียด และไขควงของฉัน(น่าเสียดายที่ไม่มีคำตอบสำหรับข้อหลังนี้เลย) ซัมเมอร์ฮิลอาจเป็นโรงเรียนที่มีความสุขที่สุดในโลก เพราะไม่ค่อยมีการทะเลาะเบาะแว้ง ไม่ค่อยได้ยินเสียงร้องไห้เหตุเพราะเด็กมีเสรีภาพไม่ค่อยมีความเกลียดชังทุกคนมีแต่ความรักนั่นคือการยอมรับในตัวเด็ก ซึ่งถือเป็นแก่นแท้ของโรงเรียน แต่อย่างไรก็ตามที่ซัมเมอร์ฮิลให้แนวคิดว่าการยอมรับไม่ได้หมายความว่าจะปราศจากเงื่อนไขและเกินความสามารถของมนุษย์กล่าวคือทุกคนที่นั่นมีความเสมอภาคและสิทธิที่เท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์คนหนึ่งดังจะเห็นได้จากการประชุมสภาโรงเรียน (General School Meeting) คะแนนเสียงของเด็กหกขวบมีค่าเท่ากับคะแนนเสียงของเจ้าของโรงเรียน แนวคิดที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือที่ซัมเมอร์ฮิลเน้นความสำคัญของการปราศจากความกลัวในจิตใจของเด็กดังจะเห็นได้จากมีอยู่วันหนึ่งเด็กชายวัย ๙ ขวบเดินเข้าไปบอกเจ้าของโรงเรียนว่าเขาเตะฟุตบอลถูกกระจกหน้าต่างแตก เหตุที่เขากล้าบอกเพราะว่าเขารู้ว่ามันจะไม่เป็นสาเหตุให้เขาถูกดุ ถูกลงโทษหรือกล่าวโทษทางจริยธรรมให้เขาได้อับอาย เขาเพียงแค่อาจต้องจ่ายเงินชดใช้เท่านั้น จากตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดในซัมเมอร์ฮิลทำให้พอสรุปได้ว่าการที่เด็กปราศจากความกลัวในจิตใจจะสามารถทำให้เข้ากับคนแปลกหน้าได้ดีกว่าเด็กที่มีความกลัวและสิ่งที่เป็นภูมิใจของซัมเมอร์ฮิลอีกอย่าหนึ่งคือการที่เด็กที่มีความเป็นมิตรกับคนแปลกหน้าได้ดีเป็นพิเศษ โรงเรียนซัมเมอร์ฮิลมองว่าหน้าที่ของเด็กคือการใช้ชีวิตของเอง ไม่ใช่ชีวิตที่พ่อแม่อยากให้เขาเป็นหรือชีวิตที่เป็นไปตามจุดหมายปลายทางของนักการศึกษา
สภาพทั่วไปของซัมเมอร์ฮิล
กิจวัตรประจำวันของครูและนักเรียนในซัมเมอร์ฮิล เริ่มจากครูและนักเรียนรับถาดรับประทานอาหารเวลา๐๘.๑๕-๙.๐๐ น. เริ่มการเรียนเวลา ๐๙.๓๐-๑๓.๐๐ น. แต่เด็กเล็กและเด็กอนุบาลจะหยุดพักรับประทานอาหารเที่ยงเวลา ๑๒.๓๐ น. เด็กโตจะพักเวลา ๑๓.๓๐ น.พร้อมกับครูหลังจากนั้นเป็นช่วงอิสระของเด็กใครจะทำอะไรก็ได้ตามใจ เช่นนีลซึ่งเป็นเจ้าของโรงเรียนชอบทำสวน เด็กเล็กจะเล่นเป็นกลุ่ม เด็กโตจะชอบขลุกอยู่ในโรงงานหรือห้องศิลปะ เพื่อซ่อมวิทยุ นาฬิกา หรือวาดภาพ เวลา ๔โมงเย็นเป็นเวลาน้ำชาและอาหารว่างจนถึงเวลา๕โมงเย็นก็กลับไปทำงานของเขาหรือเล่นต่อที่ซัมเมอร์ฮิลไม่มีใครถูกบังคับให้เข้าห้องเรียนหนังสือเป็นอันขาด เวลากลางคืนคือเวลากิจกรรมสำหรับเด็กคืนวันจันทร์เด็กๆจะไปดูภาพยนตร์ในเมืองและวันพฤหัสบดีเด็กๆอาจไปดูหนังอีกครั้งถ้ามีโปรแกรมหนังใหม่ๆ คืนวันอังคารเด็กโตและครูจะรับฟังการบรรยายเกี่ยวกับวิชาจิตวิทยาตามหัวข้อที่สนใจ คืนวันพุธจะมีการจัดงานเต้นรำซึ่งเป็นกิจกรรมที่นักเรียนชอบมาก คืนวันเสาร์ประชุมสภานักเรียนคืนวันอาทิตย์ในฤดูหนาวเป็นคืนจัดให้มีการแสดงต่างๆ
นักเรียนที่ซัมเมอร์ฮิลมักเป็นลูกคนรวยหรือไม่ก็คนชั้นกลางเหตุเพราะการที่จะดำเนินการของโรงเรียนซัมเมอร์ฮิลให้สามารถดำเนินอยู่ได้โดยไม่ล้มจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากนั่นเป็นเพราะด้วยรูปแบบในการจัดการเรียนการสอนที่เป็นการให้อิสระและสร้างทางเลือกที่หลายหลายให้กับเด็กและเหตุผลอีกประการหนึ่งคือด้วยความเป็นซัมเมอร์ฮิลทำให้ในช่วงแรกไม่ค่อยมีผู้ปกคลองกล้าส่งนักเรียนเข้าเรียนที่นี่ทำให้โรงเรียนจะต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพื่อให้การดำเนินการของโรงเรียนสามารถทำได้
ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งของซัมเมอร์ฮิลคือครูไม่ค่อยอารมณ์เสียและเด็กไม่ค่อยแสดงความก้าวร้าวเหตุอาจเป็นเพราะเด็กไม่รู้สึกเกลียดชัง เพราะความก้าวร้าวมักจะเป็นเด็กที่ถูกบังคับและมีความเกลียดอยู่ในจิตใจจึงแสดงความก้าวร้าวออกมาเพื่อประท้วงต่อความเกลียดชังแต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ซัมเมอร์ฮิลจะให้เสรีภาพกับนักเรียนให้ได้ทำในสิ่งที่เขาอยากทำแต่ไม่ได้หมายความว่าโรงเรียนจะเพิกเฉยหรือละเลยเรื่องต่างๆที่เป็นสามัญสำนึกเช่นเรื่องความปลอดภัยแต่ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะห้ามเด็กทำทุกอย่างที่เป็นเรื่องอันตรายเพราะเด็กจะเป็นคนขี้ขลาดดังนั้นจึงเป็นการยากที่จะแยกระหว่างความสมเหตุสมผลกับความกังวล จากแนวคิดเกี่ยวกับการจัดการเรียนแบบซัมเมอร์ฮิลทำให้ดูเหมือนว่าระบบที่โรงเรียนซัมเมอร์ฮิลใช้อยู่ไม่ก่อให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในสังคมโดยรวมเป็นการปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงทางสังคม แต่อย่างไรก็ตาม นีลซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนกล่าวว่าเขาไม่เคยคิดที่จะเปลี่ยนแปลงหรือปฏิรูปสังคมแต่อย่างใดเพราะหน้าที่ของเขาเพียงแต่ทำให้เด็กไม่กี่คนมีความสุข
บทวิจารณ์เกี่ยวกับแนวคิดซัมเมอร์ฮิล
นักปรัชญาการศึกษากับแนวคิดเกี่ยวกับเป้าหมายการศึกษา
เพลโต นักปรัชญาคนแรกที่กล่าวถึงเป้าหมายของการศึกษาอย่างชัดเจนว่า “เป้าหมายของการศึกษา คือ การทำให้บุคคลตระหนักได้ชัดเจนว่าเขาสมควรเป็นชนชั้นไหนของสังคม และสิ่งที่สามารถทดสอบว่าเขาควรเป็นชนชั้นไหนของสังคม ก็คือ ความรู้ในความจริงขั้นปรมัตถ์ (ขั้นสูงสุด) กล่าวคือ ถ้าใครสามารถบรรลุความรู้ในขั้นนี้ เขาสมควรเป็นผู้ปกครองรัฐ หรือราชาปราชญ์” [ http://www2.nesac.go.th/nesac/th]
กลุ่มโซฟิสต์ มีความคิดว่า “การศึกษาต้องสามารถทำให้ผู้เรียนได้รับความสำเร็จในการแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเอง” [ http://www2.nesac.go.th/nesac/th]
ส่วนโสคราตีส เห็นว่าเป้าหมายการศึกษา คือ“การค้นพบสัจธรรมหรือความจริงเชิงปรนัย[ http://www2.nesac.go.th/nesac/th]
รุสโซ เห็นว่าเป้าหมายการศึกษา คือ “การให้ผู้เรียนได้เติบโตตามแนวโน้มแห่งธรรมชาติของตน การศึกษาจึงเป็นอิสระจากสังคมและอิทธิพลใดๆ ทั้งสิ้น ผลของการให้การศึกษาในลักษณะดังกล่าวนี้คือ ผู้เรียนสามารถเป็นตัวของตัวเอง จากนั้น จึงเรียนรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในสังคมและการมุ่งสู่ความดีของสังคมทั้งสังคมโดยละเลยผลประโยชน์เฉพาะตนและเฉพาะกลุ่มลงเสีย” [ http://www2.nesac.go.th/nesac/th]
ปรัชญาปฏิบัตินิยมมีความเชื่อว่าเป้าหมายการศึกษา คือ “การสร้างให้ผู้เรียนเป็นผู้พร้อมที่จะแก้ปัญหาของตนด้วยตนเอง ดังนั้น การศึกษาต้องมุ่งให้เกิดผลที่ปฏิบัติได้ มิใช่มุ่งการเรียนรู้แต่ทฤษฎีเท่านั้น” [ http://www2.nesac.go.th/nesac/th]
จากแนวคิดข้างต้นอาจพอสรุปได้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของการศึกษานั้นไม่ใช้เพียงแค่ทำให้ผู้เข้ารับการศึกษารู้ในสิ่งที่คิดว่าควรรู้หากแท้จริงแล้วนั้นคือการทำให้ที่เข้ารับการศึกษาได้ รับการพัฒนาตนเองอย่างเต็มศักยภาพและที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข ดังนั้นกระบวนการจัดการศึกษาจึงเป็นสิ่งจำเป็นและมีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะเป็นแนวทางที่จะนำมาซึ่งความสำเร็จและบรรลุตามเป้าหมายการศึกษาในที่นี้คือตัวผู้เรียนเป็นเรื่องสำคัญลำดับเป็นลำดับที่หนึ่ง
จากแนวคิดการจัดการศึกษาในหลายรูปแบบ ซัมเมอร์ฮิลจัดเป็นมิติใหม่ของการจัดการศึกษาเพราะเป็นแนวคิดที่ไม่ได้มองการศึกษาเพียงแค่ความสำเร็จทางการเรียนตามเกณฑ์มาตรฐานที่โรงเรียนตั้งไว้เท่านั้นหากแต่มองถึงความต้องการ สิทธิ เสรีภาพ การให้เด็กสามารถเลือกและตอบคำถามตัวเองได้ว่าสิ่งใดเหมาะหรือไม่เหมาะกับตัวเองดังมีคำพูดของ นีล ผู้ก่อตั้งโรงเรียนตอนหนึ่งว่า เราต้องสร้าง“โรงเรียนให้เหมาะกับกับเด็กไม่ใช่สร้างเด็กให้เหมาะกับโรงเรียน” “การเรียนเป็นเรื่องของการเลือกไม่ใช่การบังคับ” บนพื้นฐานความคิดที่ว่า มีความเชื่อมั่นในตัวเด็กในฐานะที่เขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่ดีไม่เลวทรามแต่อย่างใด เด็กทุกคนเกิดมาพร้อมกับความฉลาดและมีความคิดตรงกับความเป็นจริงและถ้าเราปล่อยให้เขาพัฒนาตนเองอย่างเป็นอิสระปราศจากการแนะนำหรือบังคับต่างๆเขาจะสามารถพัฒนาตนเองได้มากที่สุดที่เขาจะสามารถ แต่อย่างไรก็ตามแนวการจัดการเรียนแบบซัมเมอร์ฮิลต้องอาศัยองค์ประกอบของความสำเร็จเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายของการศึกษาหลายประการซึ่งประการที่สำคัญที่สุดนั่นคือความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับองค์กรและบุคลากรในองค์กร