การศึกษาจึงกลายเป็นการอัพเกรดคนให้สามารถหาเงินได้ไปโดยปริยาย

การศึกษา คือ การกระทำเพื่อให้ได้ความรู้มาเพื่อได้มาซึ่งความอยู่ดี มีสุข

แต่ปัญหาของคนที่เข้ามาศึกษามาปัจจุบันนั้นไปนิยามคำว่า "อยู่ดี และ มีสุข" ว่า อยู่ดีคือ "ร่ำรวย" มีสุข คือ "มีเงิน"

เมื่อต้องการ "ร่ำรวย" และต้องการ "เงิน" คนจึงมุ่งหน้าก้าวไปบนเส้นทางการศึกษาที่จะมาได้มาซึ่งเงินและร่ำรวย

เมื่อเงินสามารถนำพาซึ่ง ความร่ำรวย เกียรติยศ คำสรรเสริญ และตอบสนองความปรารถนาจากเพศตรงข้ามแล้ว คนจึงกลายเป็นนักศึกษาที่ตั้งหน้าตาตั้งเรียนเพื่อ "หาเงิน"

บางคนจึงเรียนไป หาเงินไป เพราะหลาย ๆ คนทำให้ดูแล้วว่า คนเรียนดีจบหาเงินได้น้อยกว่าคนที่เรียนแย่แต่ "หน้าตาดี..."

การศึกษาจึงกลายเป็นการอัพเกรดคนให้สามารถหาเงินได้ไปโดยปริยาย

 

เมื่อคุณภาพของบัณฑิตที่องค์กรต้องการเป็นเพียงนิยามในกระดาษสำหรับงานประกันคุณภาพในมหาวิทยาลัย จะปรับปรุงและพัฒนาการศึกษาไปก็ "ไลฟ์บอย"

มีคุณภาพแล้วหาเงินได้ไหม ไม่มีคุณภาพแล้วทำมาหาเงินได้ไหม จุดนี้ต้องว่าไปถึงในเรื่องของ "ผู้ใช้บัณฑิต"

ผู้ใช้บัณฑิตต้องการคุณภาพของบัณฑิตอย่างไร ต้องการคุณภาพทางด้านวิชาการจริง ๆ หรือเปล่า หรือต้องการเพียงแค่คนที่มี "วุฒิ" หรือใบกระดาษแสดงหลักฐานว่า "จบการศึกษาแล้ว"

เรื่องนี้มหาวิทยาลัยเองถ้าแน่จริงต้องทำตัวอย่างให้ดู ต้องเป็นตัวอย่างในการรับ "ครู" หรืออาจารย์ที่มี "คุณภาพ"

ปริญญาและการที่สามารถนำบทความไปตีพิมพ์ตามวารสารระดับโลก สิ่งนี้คือคุณภาพของอาจารย์ที่จะผลิตคนได้จริงหรือ...?

คนเขียนเก่งกับคนทำงานนั้นต่างกัน คนสอนเก่งกับคนจัดกระบวนการเรียนรู้เก่งนั้นก็ต่างกัน แต่ถ้าจะพูดไปก็เหมือนกับ "ปัญหาโลกแตก" เพราะพูดไปเท่าใดมหาวิทยาลัยก็ยังคงให้ค่ากับอาจารย์ที่ใบปริญญาหรู ๆ อยู่อย่างนั้น

จะเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง งัดได้ก็เพียงแต่ตอนที่มีแรงอยู่ มีอำนาจอยู่ มีชีวิตอยู่ แต่พอเราไปทั้งตายจากโลกหรือเพียงแค่ตายจากตำแหน่งนี้ไป ไม้ซุงก็ย่อมเหลื่อนไหลกลับมาตามธรรมชาติของ "แรงโน้มถ่วง"

คนรุ่นไหนจะมาแก้ได้...?

คนรุ่นไหนก็แก้ไม่ได้ เพราะคนรุ่นไหน ๆ ก็ต้อง "ทำมาหาเงิน"

อาจารย์ผู้น้อยก็ได้เงินน้อย อาจารย์ผู้ใหญ่ก็ได้เงินมาก ยิ่งเป็นผู้บริหารก็ยิ่งได้เงินมาก ๆ แล้วใครจะมาสู้แล้วกินอยู่กับ "อุดมการณ์"

ยิ่งมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ มหาวิทยาลัยก็กลายเป็น "บริษัท"

เมื่อก่อนมหาวิทยาลัยอยู่ในระบบ บางครั้งก็ยังทำหน้าที่เป็น "องค์การกุศล" ได้

หรือจะอัดฉีดเงินหลวง "เงินภาษี" เข้าสู่มหาวิทยาลัยในอุดมคติ ในปัจจุบันหลาย ๆ คนหากินอยู่กับ "อุดมคติ" เพราะ "อุดมคตินิยม" เป็นช่องทางใหม่อันไฉไลที่มาพร้อมด้วย "ผลประโยชน์" ก้อนโต

อุดมการณ์เก่าเริ่มหากินได้น้อย นักบริหารการศึกษาจึงต้องกลับมา "ศึกษา" เพื่อหากินกับ "อุดมการณ์ใหม่"

คนที่ค้านก็จะหาว่าแปลก ใครค้านก็จะถูกขุดราก ขุดเหง้า ขึ้นมาดูถูก เหยียดหยาม ว่าน้ำหน้าอย่างเธอเรียนจบชั้นไหน เรียนจบมหาวิทยาลัยไหน มี "ปัญญา" แค่ไหน...!!!

เมื่อการศึกษาเรายังทิ้งความหวังไว้กับผู้ทรงปัญญาที่มาจากการจบปริญญาอยู่ ก็เชื่อได้เลยว่าความ "ด้อยพัฒนา" ก็ยังคงเดินหน้า ทิ่งดิ่งในวงการการศึกษาของบ้านเรา...