เลือดไพร่กับเลือดกษัตริย์ต่างกันโดยสิ้นเชิง

     ผมมีความรู้ทางประวัติศาสตร์ ชิ้นหนึ่งที่เป็นแง่คิดให้กับหลายๆคนในปัจจุบันได้สำนึกว่า เราควรทำอย่างไรกับเหตุการณ์ ที่มีความขัดแย้งกันทางการเมืองและผลประโยชน์ บทเรียนนี้ไม่มีในตำราเรียนครับ

        ในปี พ.ศ.2478 รัฐบาลในขณะนั้นได้เสนอร่างกฎหมายฉบับหนึ่ง ซึ่งต่อมาได้ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร  และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่  15 มิถุนายน  พ.ศ.2479 กฎหมายดังกล่าวคือ "พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์  พุทธศักราช  2479" กฎหมายนี้มีขึ้นเพื่อ แบ่งเอาทรัพย์สินและผลประโยชน์ของพระมหากษัตริย์ไปเป็นของแผ่นดินโดยแยกทรัพย์สินส่วนพระองค์  ทรัพย์สินส่วนสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน และทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ออกจากกัน  เมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับ  ก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อตรวจสอบทรัพย์สินตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายดังกล่าว  คณะกรรมการชุดนี้พบว่ามีเงินจำนวนหนึ่งถูกสั่งจ่ายไปโดยพระปกเกล้าฯ  สำหรับภารกิจของพระองค์ ตั้งแต่ครั้งยังไม่ทรงสละราชสมบัติ ต่อมากระทรวงการคลังจึงได้มอบให้อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องพระปกเกล้าฯ และพระนางเจ้ารำไพพรรณีต่อศาลแพ่งเมื่อวันที่  17  ตุลาคม  พ.ศ.2482 เรียกร้องให้ใช้เงินจำนวน 6 ล้านบาทเศษ คืนแก่รัฐบาล การพิจารณาคดีดำเนินไปในขณะที่พระปกเกล้าฯ ทรงประทับอยู่ที่ประเทศอังกฤษ  ในที่สุดเมื่อถึงวันที่  30 กันยายน  พ.ศ.2484  ศาลแพ่งก็ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 242/2482 คดีหมายเลขแดงที่ 404/2484 ให้โจทก์คือกระทรวงการคลังชนะคดี พระปกเกล้าฯ ซึ่งขณะนั้นสวรรคตไปแล้วจึงต้องคืนเงินจำนวน 6 ล้านบาทเศษ ให้กับกระทรวงการคลัง  รัฐบาลยึดวังศุโขทัยและริบทรัพย์สินอื่นของพระปกเกล้าฯ เพื่อนำไปขายทอดตลาด แต่ในที่สุดก็ไม่ได้ขาย  ต่อมาในปี  พ.ศ.2485  กระทรวงสาธารณสุขซึ่งเป็นกระทรวงที่ตั้งขึ้นใหม่ก็ได้ขอเช่าวังศุโขทัยจากกระทรวงการคลังในอัตรา 5,000 บาทต่อเดือน เพื่อใช้เป็นที่ทำการ การยึดทรัพย์ครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับการทุจริตคอรัปชั่นใดๆ ทั้งสิ้น.

หมายเหตุ:- บทความชิ้นนี้ หาได้มีเจตนาที่จะก้าวล่วงหรือลบหลู่สถาบันเบื้องสูงแต่อย่างใดไม่ เพียงเพื่อนำมาแสดงให้อนุชนรุ่นหลังได้ทราบว่า แม้แต่องค์พระมหากษัตริย์ยังต้องเคารพการตัดสินของศาลสถิตย์ยุติธรรม ท่านยอมรับคำตัดสินโดยพระคัมภีร์ภาพ คงเป็นเพราะว่าท่านมีเลือดกษัตริย์อยู่เต็มพระองค์  เลือดไพร่กับเลือดกษัตริย์จึงต่างกันโดยสิ้นเชิง อย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน.

  ขอขอบคุณ..บทความที่เป็นสาระสำคัญของเนื้อหา จากหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์.

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี

 

อำมาตย์ตรี หลวงประดิษฐ์มนูธรรม(ดร.ปรีดี  พนมยงค์)

 

พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน)

 

พันเอก พระยาทรงสุรเดช (เทพ พันธุมเสน)

พันเอก พระยาฤทธิ์อัคเณย์ (สละ เอมะศิริ)

 

พันโท พระประศาสน์พิทยายุทธ (วัน ชูถิ่น)