วิธีการและเทคนิคการวิจัยสถาบัน

วิธีการและเทคนิคของการวิจัยสถาบัน 

                การวิจัยสถาบันที่ดี  ควรมีวิธีการที่สำคัญดังนี้

                1. กำหนดเป้าหมาย (Purpose) การวิจัยสถาบันจะต้องมีเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่เฉพาะเจาะจงและชัดเจน  การกำหนดเป้าหมาย  ควรจะมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันระหว่างการวิจัยสถาบันและการวางแผน  รวมทั้งการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจ

                2 ข้อตกลงเบื้อต้น (Assumption) ในการวิจัยสถาบันนั้น  ข้อตกลงเบื้องต้นต้องมีความถูกต้อง  มีทั้งความเที่ยง(Reliability) และความตรง (Validity) ของข้อมูลพื้นฐาน

                3. การสื่อความหมาย (Communication) ในการนำเสนอข้อค้นพบของการวิจัยสถาบันให้สื่อความหมายนั้น  ทำได้หลายรูปแบบ  บางครั้งอาจจะนำเสนอปากเปล่าทางโทรศัพท์  ซึ่งเป็นการตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมา  อย่างไรก็ตาม  การนำเสนอข้อมูลส่วนใหญ่ที่มีประสิทธิภาพอาจต้องใช้ตาราง  แผนภูมิ  หรือกราฟประกอบ  เนื่องจากผู้บริหารมีเวลาจำกัด  การนำเสนอควรใช้ถ้อยคำที่สั้น  กะทัดรัด  แต่เข้าใจชัดเจน  อาจทำในรูปของบันทึกข้อความหรือบันทึกความจำโดยย่อ(Executive Summary) อย่างไรก็ตาม  เพื่อประโยชน์ในการอ้างอิงที่ละเอียดก็อาจนำเสนอในรูปของรายงานฉบับสมบูรณ์ไว้ด้วย

                4.  การแปลผลหรือการตีความ (Interpretation) หมายถึง ความพยายามของผู้วิจัยที่จะทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากงานวิจัยสถาบันให้ละเอียด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่ยังคลุมเครืออยู่  เพื่อให้ได้ตีความตรงกัน  อันจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนหรือเสนอแนะเพื่อกำหนดนโยบาย  และการตัดสินใจของผู้บริหารต่อไป

                5. การเขียนรายงาน (Written Report) เป็นผลผลิตที่สำคัญของการวิจัยสถาบัน  ผู้ทำการวิจัยต้องพยายามเขียนรายงานให้ถูกต้อง  ในรายงานอาจมีการชี้แนะเพื่อให้ตรงกับปัญหาที่เผชิญอยู่  หลังจากการเขียนรายงานและเผยแพร่แล้ว  ควรมีการติดตามผลด้วยว่า  ผู้นำไปใช้มีความเข้าใจและแปลความผลการวิจัยได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมหรือไม่เพียงไร

                สำหรับเทคนิคต่างๆ ที่อาจนำมาใช้ในการวิจัยสถาบัน  คือ

1. การจัดการสารสนเทศ (Management Information) หมายถึง การแปลงข้อมูล

เป็นสารสนเทศที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้วางแผน  และผู้ตัดสินใจ  การจัดการสารสนเทศในปัจจุบันใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือในการอำนวยความสะดวก  เพราะข้อมูลประเภทนี้มีมากและมีอยู่อย่างกระจัดกระจาย  อีกทั้งความแตกต่างกันในเรื่องแหล่งที่มา  รูปแบบ  และการถ่ายทอดข่าวสารจากแหล่งสนเทศไปสู่ผู้ใช้

2. การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ (Comparative Analysis)  หมายถึง  การนำผลที่ได้จากการวิจัยมาอธิบายโดยใช้การเปรียบเทียบเป็นหลัก  พื้นฐานในการเปรียบเทียบมีหลายประเภท  เช่น  ประเภทแรก  คือ  การเปรียบเทียบในเชิงคุณค่า(Value) ของสิ่งที่ผ่านมา หรือแนวโน้มที่เกิดอย่างต่อเนื่องกันของปีก่อนๆ อาทิ เช่น การเปรียบเทียบขนาดชั้นเรียนโดยเฉลี่ย  ประเภทที่สอง  คือ  การเปรียบเทียบหน่วยงาน (Unit) ที่เหมือนกัน  เป็นต้น

 3. การแลกเปลี่ยนข้อมูล(Data Exchange) หมายถึง  การนำข้อมูลที่ได้ไปแลกเปลี่ยนกับสถาบันอื่นๆ  วิธีการที่ใช้โดยทั่วไป  คือ  กลุ่มสถาบันที่คล้ายกันจะตกลงแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน  เช่น  ข้อมูลที่วิเคราะห์เสร็จแล้ว  ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการวางแผน  การกำหนดนโยบาย  และการตัดสินใจของสถาบันที่เกี่ยวข้องต่อไป

 4. การสร้างรูปแบบ(Modeling) หมายถึง การอธิบายความสัมพันธ์ของตัวแปรต่างๆออกมาในลักษณะที่เป็นรูปแบบซึ่งเข้าใจง่าย  รูปแบบเหล่านั้นอาจจะใช้กระบวนการความสัมพันธ์ในเชิงคณิตศาสตร์(Mathematical Relationships) ซึ่งประกอบด้วยตัว Parameter ต่างๆ หรือ อาจจะแสดงในลักษณะที่เป็น Flow-Chart เกี่ยวกับข้อมูลประเภท Base-Line Data  เช่น ข้อมูลที่เกี่ยวกับนักศึกษา  หรือข้อมูลที่เกี่ยวกับอาจารย์ก็ได้  เป็นต้น

5. การให้นิยามข้อมูล(Data Definition) หมายถึง ข้อตกลงเกี่ยวกับความหมายของข้อมูล  และการใช้ความหมายหรือคำนิยามที่ตรงกันสำหรับข้อมูลนั้นๆ  ทั้งนี้เพื่อเป็นประโยชน์ในกรแลกเปลี่ยนข้อมูล  และการนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกัน  เพราะการเปรียบเทียบนั้นต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง  โดยอาศัยคำนิยามที่สมบูรณ์และถูกต้องเป็นพื้นฐานที่สำคัญ

                อนึ่ง ข้อมูลที่ดีซึ่งมีประโยชน์ทั้งในเชิงเปรียบเทียบและในการแลกเปลี่ยนมีลักษณะดังนี้

                1. องค์ประกอบของข้อมูลพื้นฐาน  ต้องกำหนดความหมายไว้ชัดเจน  และความหมายต่างๆ ที่ให้ไว้ต้องเป็นที่ยอมรับ  และเป็นที่เข้าใจแก่ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลเหล่านั้น

                2. ควรเป็นข้อมูลที่มีความหมาย และได้กำหนดวิธีใช้ได้อย่างเหมาะสม

                3. ต้องสามารถตรวจสอบได้ตามหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์

                4. การแก้ไขข้อมูลใดๆ ต้องระบุวันที่แก้ไขไว้ด้วย  ทั้งนี้เพื่อสามารถที่จะตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวได้  ถ้าหากว่าข้อมูลนั้นๆมีการผันแปรหรือเปลี่ยนแปลงไป เช่น ไปผสมกับข้อมูลอื่นๆ เป็นต้น

                5. ข้อมูลที่ได้ต้องใช้วิธีการที่สามารถจะนำไปประยุกต์  หรือนำไปถ่ายทอดให้เหมาะสมกับวิธีการอื่นๆ ที่ใช้กับสถาบันต่างๆ ได้

                6. ความคงที่ภายในสำหรับข้อมูล  ประกอบด้วยระบบของการให้คำนิยามและความคงที่ของข้อมูล

                7. มีการจัดหมวดหมู่ของข้อมูลไว้อย่างเป็นระบบ

                8. ข้อมูลเบื้องต้น  ถือว่าเป็นประโยชน์มากที่สุด  ถ้าข้อมูลเหล่านั้นได้รวบรวมมาในระยะเวลายาวนาน  เพื่อที่จะทำให้ทราบแนวโน้มเกี่ยวกับความคงที่ของข้อมูล

                9. การที่จะรวบรวมข้อมูลพื้นฐานตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์  จำเป็นต้องมีการวางแผนที่รัดกุมและรอบคอบ  พิจารณาทั้งเนื้อหาและตารางเวลาที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเหล่านั้นด้วย

                การวิจัยสถาบันมีความจำเป็นมากยิ่งขึ้นสำหรับผู้บริหารในยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคที่ต้องเผชิญกับปัญหานานาประการ ด้วยเหตุนี้เพื่อแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในแต่ละสถาบันอยู่ผู้บริหารสถาบันนั้นๆ จึงมักใช้การวิจัยสถาบันเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้ตรงกับสาเหตุ  และเพื่อดำเนินการอื่นๆ  ให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ เช่น  เพื่อตรวจสอบบทบาทหน้าที่ของสถาบันว่า  สถาบันนั้นๆ  ได้มีการดำเนินงานไปตามบทบาทหน้าที่ที่ควรจะเป็นหรือไม่เพียงไร  และเพื่อให้ได้ข้อมูลอื่นๆ สำหรับนำมาเป็นแนวทางในการวางแผน  การพัฒนา  ตลอดจนการกำหนดนโยบาย  และตัดสินใจในด้านต่างๆ  ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินงานของสถาบันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในโอกาสต่อไป