ความรู้ใดที่มีจุดกำเนิด กระบวนการ และเป้าหมายเกี่ยวข้องอยู่กับผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องด้วยเงินท้งในทางตรงและทางอ้อมนั้น ย่อมจะทำให้จิตใจของบุคคลนั้นกลายเป็น "นักธุรกิจ" ไปโดยปริยาย
นักธุรกิจที่บุคคลผู้ที่คิดถึงเรื่องกำไรและขาดทุนจากการลงทุนทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ
นักธุรกิจย่อมหวังที่แต่จะได้กำไรอยู่เสมอ หวังที่จะได้เปรียบและปฏิเสธการเสียเปรียบในทุกกรณี
ด้วยเหตุนี้เอง การจะให้ความรู้ใด ๆ แก่ใครจึงต้องอยู่บนพื้นฐานของกำไรและความได้เปรียบอยู่เสมอ
ยุคที่กำลังช่วงชิงผลประโยชน์ในการสื่อสารนี้ ความรู้นั้นคืออาวุธที่ทรงพลังเหนือกว่าปืนหรือลูกระเบิดใด ๆ
นักธุรกิจที่แฝงตัวอยู่ในคราบนักการเมือง หรือข้าราชการการเมืองที่มีหัวใจเป็นนักธุรกิจจึงป้อน คลาย ความรู้ออกมาในรูปของข่าวสารโดยมุ่งหวังที่จะช่วงชิงผลประโยชน์จากสังคมและกลุ่มคนอยู่เสมอ
การที่คนเราถูกอัดความรู้ซ้ำแล้ว ซ้ำอีกนั้น สามารถทำให้รู้สึกได้ว่าความรู้ที่ผิดนั้นกลายเป็นความรู้ที่ธรรมดาและถูกต้องขึ้นมาได้
บุคคลที่ให้ความรู้แก่เรานั้น เราเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใดว่า เขาปลอดจาก "ไวรัส" ที่ถูกนักธุรกิจการศึกษาบ่มเพาะ อบรมมาจากรุ่นสู่รุ่น
มิหนำซ้ำ การที่มหาต้องเลี้ยงดูตนเอง การหาข้าว หาน้ำ หาปัจจัยเพื่อให้มหาวิทยาลัยดำรงอยู่ได้ จึงไม่ต่างอะไรกับธุรกิจที่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด
ความรู้ในมหาวิทยาลัยในปัจจุบันนั้น จึงเป็นคำถามสำหรับสังคมว่า ความรู้นั้นสะอาด ปราศจากไวรัสที่ปนเปื้อนด้วยผลประโยชน์จริงหรือไม่
เมื่อใดบุคคลที่ต้องการเอาชีวิตรอดแล้ว หากบุคคลนั้น หรือกลุ่มบุคคลนั้น ไร้ศีล ขาดธรรม น้อมนำชีวิตแต่ในแนวทาง "ประชาธิปไตย" แล้ว บุคคลนั้นย่อมใช้อำนาจเสียงข้างมาก ดิ้นรน แสวงหาเพื่อที่จะได้มาซึ่งความอยู่รอดของตน ถึงแม้นว่าจะต้องเหยียบย่ำศักดิ์ศรี ค่านิยม และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง "จรรยาบรรณ" ของตน ก็สามารถป้อนความรู้ที่ผิดแก่สังคมที่ชื่อว่า "อุดมศึกษา" ให้ผิดเพี้ยนและหลงทางไปก็ได้
ไวรัสตัวนี้จึงเป็น "ไวรัสที่ซับซ้อน" สะสม หมักหมม อยู่ในทุกวงการ
องค์กรใดมีงบประมาณ หรือต้องข้องเกี่ยวด้วยเงิน องค์กรนั้นย่อมมีอาหารสำหรับการเจริญเติบโตของไวรัสตัวนี้
วันนี้องค์กรในระดับล่างสุดคือ ครอบครัวของเรา กำลังติดไวรัสตัวนี้หรือไม่ และองค์กรขนาดใหญ่ในสังคมไทย กำลังระงมด้วยโรคจากไวรัสทางความรู้ตัวนี้แค่ไหน คนไทยจักต้องติดตามและแก้ไขอย่างทันท่วงที
เราต้องใช้ "ศีล" เป็นอุปกรณ์ เป็นเครื่องมือในการติดตามและตรวจสอบ โดยต้องเริ่มต้นจากที่ตัวของเราเอง ว่าวันนี้ นาทีนี้ ความรู้ใด ๆ ที่เรามีอยู่นั้น ถูกต้องตามธรรม หรือขัดแย้งในแนวทางแห่งศีล เมื่อรู้แล้ว เห็นแล้ว ก็ขอให้ลองตรวจสอบต่อไปอีกแล้ว เรานั้นมีกำลัง มีปัญญาที่จะปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงตนเองหรือไม่
บางคนรู้ บางคนเห็น แต่ก็ยอมรับความผิดพลาดนั้นโดยดุษฎี อ้างว่าเป็น "ธรรมชาติ" บ้าง อ้างว่า "ธรรมดา" บ้าง ข้ออ้างต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ขัดขวางตัวเองจากคำว่า "พัฒนา"
ธรรมชาติ ธรรมดา ล้วนแล้วแต่มีรากฐานมาจากคำว่า "ธรรม" ทั้งสิ้น
ธรรมะ เป็นสิ่งที่ประเสริฐ สูงค่ากว่าตีควาทางความคิด ที่เรามักจะคิดและตีความเข้าข้างตนเอง
บางครั้งก็รู้อยู่ เห็นอยู่ แต่เหนื่อย แต่ท้อ ก็หาข้ออ้างโน่น หาเหตุผลนี่ แล้วก็บอกว่าใคร ๆ เขาก็ทำกัน สังคมส่วนใหญ่เขาก็เรียน ก็รู้กัน "ไม่เห็นจะเป็นไร...!"
ไอ้เจ้าความรู้ที่คิดแต่ในทางที่จะสบายทางเนื้อทางหนังนี้เอง เป็น "ไวรัสตัวแม่" เป็นไวรัสที่จะสร้างความขี้เกียจ ขี้คร้าน เป็นไวรัสที่จะสร้างขนและทำให้สันหลังของเรายาวขึ้น
ในปัจจุบัน เราถูกกล่อมให้รู้จากความสุข ความสบายทางเนื้อ ทางหนัง โดยถูกบอกซ้ำ ๆ ว่าความสุขทางเนื้อ ทางหนังนี้เอง เป็นความสุขที่ "สุดยอด"
โดยการที่จะได้ความสุขทางเนื้อ ทางหนังนี้ จะต้องได้มาจาก "เงิน" หรือสิ่งที่สามารถตีค่าด้วย "เงิน" เท่านั้น
ชีวิตของเรานี้จึงต้องเริ่มศึกษา หาความรู้ที่สามารถแลกมาได้ซึ่งเงิน
อาชีพใด ตำแหน่งใด แนวทางใดที่จะได้มาซึ่งเงิน เด็ก ๆ หรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่วัยทำงานก็ขวนขวายเดินตามไปในแนวทางที่จะได้มาซึ่งเงินนั้น
ความรู้ใดดี แต่ไม่มีเงิน ความรู้นั้นจักถูก "ปฏิเสธ (Reject)" ของไปจากชีวิต
ความรู้ใดเลว แต่ได้เงิน ความรู้นั้นจักถูก "ยอมรับ (Accept)" เข้าสู่ชีวิตและจิตใจ
เมื่อฐานของชีวิตถูกตรรกกะแห่งเงินครอบครองแล้ว ชีวิตย่อมจักต้องเร่าร้อน กระวนกระวาย ดิ้นรน แสวงหาทรัพย์สินและเงินตรา ที่สังคมผ่องถ่าย ถ่ายทอดออกมาด้วยชื่อว่า "ความรู้..."

มาดูดวงตราไปรษณียากรไทย ดีกว่าครับ
เป็นดวงตราไปรษณียากรอันมีรูปภาพที่สื่อความหมายอันยิ่งใหญ่
เมตตากรุณาเป็นพรอันประเสริฐในตัวมนุษย์ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ที่เมตตาให้ความรู้ที่ยิ่งใหญ่ อันเป็นความรู้ที่ประเสริฐ ความรู้ที่บริสุทธิ์ และสิ้นสุดแห่งความเห็นแก่ตัว
ท่านทรงเน้นย้ำและบอกเราเสมอว่าสรรพสิ่งในโลกนี้มิใช่ของเรา ทั้งร่างกายและความรู้ในหัวสมองเรานี้ก็มิใช่ของเรา
ชาตินี้เราเกิดมาเพื่อได้รู้และใช้ความรู้นี้เพื่อการดำรงอยู่ได้แห่งกายนี้
ชาตินี้เราเกิดมาเพื่อได้รู้อีกว่า ความรู้ที่พระองค์ได้มอบให้นี้เป็นความรู้เพื่อความดับสนิทไม่มีส่วนเหลือแห่งจิตนี้
"เด็กร้องไห้พร้อมด้วยกำมือแน่น เป็นสัญลักษณ์ว่าเขาเกิดมาเพื่อจะหน่วงเหนี่ยวยึดถือ แต่เมื่อจะดับตาลาโลกนั้นทุกคนแบมือออกเหมือนจะเตือนให้ผู้อยู่เบื้องหลังสำนึก และเป็นพยานว่า เขาไม่ได้เอาอะไรไปด้วยเลย (พุทธวัจนะ)"
ความรู้ที่เราได้มาไม่ว่าจะทางใด เราใช้ความรู้นี้เพื่อกอบโกย (Take) หรือให้ (Give) แก่สังคม
หลาย ๆ คนใช้ความรู้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์กับสังคม
หลาย ๆ คนถือว่าตนมีความรู้ดีกว่า มีอำนาจในการสื่อ "สาร" ต่าง ๆ มากกว่า เขาจะปิดในสิ่งที่ควรบัง และเปิดในสิ่งที่เขาต้องการที่จะแสวงหาจากสารที่สื่อออกไปนั้น
จงยืนมองดูชีวิตเหมือนคนที่ยืนดูเกลียวคลื่นในมหาสมุทรใหญ่ฉะนั้น...
ถึงแม้นว่าคนทั้งหลายจจะบอกว่าเราให้รู้ว่าต้องเข้าสังคม มีสังคม มนุษย์ส่วนใหญ่แม้จะร่าเริงแจ่มใสอยู่ในหมู่ญาติและเพื่อนฝูง แต่ใครจะรู้เล่าว่าจิตใจของเราจะว้าเหว่และเหงียบเหงาสักเพียงใด
การตายด้วยอุดมคติ มีค่ามากกว่าการเป็นอยู่โดยไร้อุดมคติ บัณฑิตแม้ประสบสุขย่อมไม่ทิ้งธรรม
ขอให้ทุกคนได้สละให้มากเถิด สละความรู้ สละความคิด แล้วปฏิบัติตาม "ธรรมะ" อันเป็นความรู้เพื่อรู้แจ้ง...
เป็นบทความที่โดนมากครับ รู้สึกเป็นอย่างที่ท่านอาจารย์พูดครับ
เป็นบทความที่โดนมากครับ รู้สึกเป็นอย่างที่ท่านอาจารย์พูดครับ