กรอบแนวคิดในการวิเคราะห์โซ่อุปทาน (3)-FLIC Model


แบบจำลอง FLIC เป็นภาพความสัมพันธ์ของกิจกรรมเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในระบบสังคม-เศรษฐกิจ (Socio-Economic)จริงซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องอย่างยาวนานตั้งแต่ในอดีตนะครับ เรานำกิจกรรมเหล่านั้นมาจัดเรียงใหม่ (Rearrange) เพื่อใช้วิธีการจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทานเป็นเครื่องมือในการจัดการ องค์กรธุรกิจร่วมสมัยครับ

จากสองตอนที่แล้วที่เราอธิบายแนวคิดหลัก ที่ใช้ในการออกแบบกรอบแนวคิดการวิเคราะห์โซ่อุปทาน เริ่มจากกระบวนทัศน์องค์รวม ระบบ แล้วก็การคิดเชิงระบบ ล่วงเลยไปถึงผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง หรือ Unintended Consequences เพื่อให้เห็นถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างระบบ (Interaction of Systems)นะครับ

สำหรับ ในตอนนี้เราจะกำหนดขอบเขตในเรื่องของการจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทาน โดยจะนำเสนอกรอบแนวคิดหลักของความสัมพันธ์ระหว่างโซ่คุณค่า (Value Chain) โซ่อุปทาน (Supply Chain) ลอจิสติกส์ (Logistics) และกระบวนการธุรกิจ (Business Process) ในรูปแบบของแบบจำลองทั่วไป (Generic Model) ก่อนละกันครับ ซึ่งแบบจำลองนี่สามารถนำไปประยุกต์ได้ในบริบทที่หลากหลายครับ โดยองค์ประกอบหลักของแนวคิดนี้ประกอบโดยแบบจำลองความสัมพันธ์ใน 4 ระดับชั้นหรือ Four-layer Interaction Chain Model (ผมขอเรียกแบบจำลองนี้ว่า FLIC Model ละกันครับ) ประกอบด้วย

ชั้นบนสุดของแบบจำลอง FLIC คือ โซ่คุณค่า หรือ Value Chain ครับ คำว่า Value นี้มีความหมายใน 2 นัยยะนะครับ นั่นคือ มูลค่าและคุณค่า แต่นัยยะที่นำมาใช้นี้จะเน้นที่ "คุณค่า" หรือประโยชน์ที่เราจะได้หรือสิ่งที่เราต้องการ ส่วนนัยยะของมูลค่าจะเกิดขึ้นภายหลังนะครับ หมายความว่า ในระบบเศรษกิจกระแสหลัก มูลค่าจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีคุณค่าที่ผู้ซื้อต้องการและผู้ขายสามารถจัดหา คุณค่าที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ซื้อได้ จากนั้นก็นำไปแลกเปลี่ยนโดยเปรียบเทียบเป็นมูลค่าทางการเงินที่ทั้งสองฝ่าย ตกลงกันได้ (Agree) หรือพึงพอใจทั้งสองฝ่ายครับ

ทั้งนี้คุณค่าที่ผมอ้างถึงนี้จะมีความหมายในเชิงนามธรรม (Abstract)นะครับ แล้วคุณค่านี้ก็จะแปลงรูปไปเป็นสินค้า/บริการ เมื่อเราโฟกัสไปที่บริบทของสินค้า/บริการนั้นๆนะครับ วิธีคิดเชิงนามธรรมนี้จะทำให้เราก้าวข้าม ลักษณะทางกายภาพของสินค้า/บริการนั้นไปครับ ทำให้เราสามารถสร้างนวัตกรรมสินค้า/บริการ โดยไม่ยึดติดกับรูปร่างของสินค้า/บริการในอดีตครับ

ตัวอย่างเช่น โทรทัศน์ ในอดีตจอโทรทัศน์ผลิตจากหลอดแก้ว ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นจอพลาสม่า แล้วจอ LCD ปัจจุบันก็มีจอ LED ออกมาให้เห็นแล้ว ความหมายของโทรทัศน์ก็คือ "อุปกรณ์ที่รับสัญญาณภาพและเสียงจากสถานีโทรทัศน์" ไม่ว่าลักษณะของโทรทัศน์จะเป็นยังไงคุณค่าที่เราต้องการก็คือ "ภาพและเสียง" ที่แปลงรูปจากสัญญาณที่ส่งมาจากสถานี้โทรทัศน์นะครับ เมื่อเราไม่ยึดติดกับลักษณะทางกายภาพ แล้วก็สามารถที่จะสร้างนวัตกรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการนั้นๆได้อย่างหลากหลายครับ

ในเชิงการผลิต บริษัทที่เป็นผู้จัดหาวัตถุดิบให้กับการผลิตจอโทรทัศน์ ก็ต้องเปลี่ยนจากแก้ว ไปเป็นวัสดุอื่นๆที่ใช้ผลิตจอ LCD หรือจอ LED นะครับ ความต้องการโทรทัศน์จอแก้วก็ลดลงไป บริษัทที่ผลิตจอแก้วไม่มีลูกค้าที่จะส่งมอบให้ มีจำนวนน้อยลงไปเรื่อยๆ เมื่อไม่มีลูกค้าก็ไม่มีการแลกเปลี่ยนคุณค่า นั่นหมายถึงไม่มีรายได้เข้ามานะครับ เมื่อไม่มีรายบริษัทก็อยู่ไม่ได้ จนต้องปิดกิจการไปในที่สุด การคิดเชิงคุณค่ามีความหมายที่ทำให้เรามีความสามารถในการเปลี่ยนแปลง (Changeability) ได้ทันท่วงทีต่อสถานการณ์ ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และพร้อมที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครับ

กระบวนการของโซ่คุณค่าจะมีอยู่ 2 กระบวนการหลักๆครับ นั่นก็คือ การผลิต (Make) และการเคลื่อนย้าย (Move) ครับ โดยกระบวนผลิตสินค้า/บริการใดมีชุดการผลิตและเคลื่อนย้ายที่ต่อเนื่องการ หลายชุดที่ต่อกันเป็นโซ่ตั้งแต่การจัดหาทรัพยากรวัตถุดิบจะกระทั่งส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้าครับ

ชั้นต่อมาจะเป็นโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain ครับ ความหมายก็คือโซ่คุณค่าที่เราได้นี้ยังคงเป็นแค่กระบวนการนะครับ ยังไม่มีใครเข้าไปดำเนินกระบวนการนั้นทั้งสิ้น ดังนั้นถ้าจะให้สินค้า/บริการนั้นๆเกิดขึ้นได้จริงต้องมีคนหรือกลุ่มคนเข้า ไปดำเนินการนะครับ

มื่อมีกลุ่มคนเข้าไปดำเนินการผลิตและเคลื่อน ย้ายสินค้านั้น โซ่คุณค่าจึงจะแปลงรูปเป็นโซ่อุปทาน ความหมายโดยนัยยะของโซ่อุปทาน ก็คือ กลุ่มคนหรือหน่วยภาวะ (Entity) ที่ไปดำเนินกระบวนการโซ่คุณค่า โดยมีกระบวนพื้นฐานของโซ่อุปทานอยู่ 3 กระบวนการ ได้แก่ กระบวนการจัดหา (Sourcing Process) กระบวนการผลิต (Making Process) และกระบวนการส่งมอบ (Deliver Process) ที่เรียงต่อกันนะครับ

โดยกลุ่มผู้สร้างคุณค่าจะดำเนินการตัดสินใจวางแผน ผลิตสินค้าหรือบริการ และส่งมอบให้กับลูกค้าผู้เป็นผู้สร้างคุณค่าในลำดับต่อไปจนกระทั่งส่งมอบให้กับลูกค้าคนสุดท้าย โดยพิจารณาการไหล (Flow) 4 ส่วนที่สัมพันธ์กัน คือ การไหลของสารสนเทศ (Information Flow)ที่ส่งป้อนกลับไปสู่ผู้สร้างคุณค่าในโซ่อุปทานถึงความต้องการเพื่อให้เกิดการสร้างคุณค่า การไหลของการตัดสินใจ (Decision Flow) วางแผนร่วมกันระหว่างผู้สร้างคุณค่า ทำให้การไหลทางกายภาพ (Physical Flow) ของสินค้า/บริการที่จะส่งมอบให้กับลูกค้าเกิดขึ้นได้จริง แล้วนำมาแลกเปลี่ยนด้วยการไหลของระบบการเงิน (Financial Flow)ที่ป้อนกลับให้กับผู้สร้างคุณค่าทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องในโซ่อุปทาน

ระดับชั้นที่ 2 ก็จะเป็นชั้นของลอจิสติกส์ (Logistics) ครับ ซึ่งหมายถึง การไหลของทรัพยากรต่างๆเพื่อสนับสนุนการผลิตสินค้า/บริการที่เกิดจากการ ดำเนินการสร้างคุณค่าของผู้สร้างคุณค่าในโซ่อุปทาน กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ หากไม่มีการดำเนินงานร่วมกันระหว่างผู้สร้างคุณค่าในโซ่อุปทานก็จะไม่สามารถจัดการลอจิสติกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การดำเนินงานเชิงฟังก์ชั่นของลอจิสติกส์ (Function) จะบ่งชี้กิจกรรมที่ต้องบูรณาการรวมหน่วยเพื่อขับเคลื่อนการไหลสินค้า/บริการ อย่างต่อเนื่องจนกระทั่งถึงลูกค้าคนสุดท้าย

ชั้นล่างสุดจะเป็นระดับชั้นของกระบวนการธุรกิจ (Business Process) ครับ เนื่องด้วยโซ่อุปทานเกี่ยวข้องกับผู้สร้างคุณค่าเป็นจำนวนมากที่มีความ สัมพันธ์ต่อกันและกัน กระบวนการธุรกิจจะเป็นแบบจำลอง (Model) ที่ทำให้กระบวนการภายในของผู้สร้างคุณค่าดำเนินบนแม่แบบ (Template) ด้วยมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งจะทำให้เกิดการเชื่อมโยงต่อเนื่องอย่างไร้รอยต่อ (Seamless) โดยกระบวนธุรกิจจะบ่งบอกถึงขั้นตอนดำเนินกระบวนการธุรกิจขององค์กรที่จัดการ การไหลของทรัพยากร 5M (Man Method Material Machine Money) และ I (Information) บนกระบวนการโซ่อุปทานเดียวกัน

Four-Layer Interaction Chain Model: FLIC Model

แบบจำลอง FLIC เป็นภาพความสัมพันธ์ของกิจกรรมเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในระบบสังคม-เศรษฐกิจ (Socio-Economic)จริงซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องอย่างยาวนานตั้งแต่ในอดีตนะครับ เรานำกิจกรรมเหล่านั้นมาจัดเรียงใหม่ (Rearrange) เพื่อใช้วิธีการจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทานเป็นเครื่องมือในการจัดการองค์กรธุรกิจร่วมสมัยครับ

การเชื่อมโยงกลุ่มคนหรือหน่วยภาวะที่ดำเนินการบนโซ่คุณค่าให้ต่อเนื่องกันอย่างไร้รอย ต่อในช่องทางลอจิสติกส์ต้องมีกระบวนการธุรกิจรองรับนะครับ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำให้กลุ่มคนหรือหน่วยภาวะบนโซ่คุณค่า ต้องยกระดับให้ก้าวไปสู่องค์กรธุรกิจนะครับ ซึ่งในภาคอุตสาหกรรม ผู้เล่นบนโซ่อุปทานเกือบทั้งหมดเป็นกระบวนการธุรกิจอยู่แล้วครับ ขึ้นกับว่ามีการจัดการองค์กรธุรกิจของตนได้ดีแค่ไหนนะครับ

แต่สำหรับโซ่อุปทานที่มีความเชื่อมโยงกับภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะในประเทศไทย ภาคเกษตรกรส่วนใหญ่ของเรายังเป็นเกษตรกรที่แท้จริงนะครับ ซึ่งยังไม่ได้ใช้แม่แบบเดียวกันในเชื่อมต่อหรือแลกเปลี่ยนคุณค่าที่ส่งต่อไปสู่ภาคอุตสาหกรรมการเกษตร เราก็เลยต้องมี คนกลางที่เป็น adapter เชื่อมต่อระหว่างเกษตรกับอุตสาหกรรมนะครับ เหมือนปลั๊กตั้วเมียมี 2 รู แล้วก็ปลั๊กไฟตัวผู้มี 3 ขา ต่อกันไม่ได้นะครับ ต้องมี adapter เป็นตัวเชื่อมให้ต่อกันได้ กระแสไปถึงจะไหลผ่านไปสู่อุปกรณ์ไฟฟ้าได้ แล้ว
adapter นี่ละครับที่เป็นเหมือนเขื่อนที่กั้นไม่ไห้การไหลของเงินไหลกลับไปสู่เกษตร อย่างที่ควรจะเป็น
 
จำเป็นนะครับที่เกษตรต้องยกระดับการจัดการกระบวนการภายในของตัวเอง ให้เป็นกระบวนการธุรกิจหรือ Agri-Business ถึงจะทำให้การจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทานในภาคเกษตรอุตสาหกรรมของไทยมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ ซึ่งหมายถึงการจัดการความสัมพันธ์ของการไหลทั้ง 4 ส่วนในโซ่อุปทาน แล้วสิ่งสำคัญที่ต้องการ คือ การไหลของเงินต้องไหลย้อนกลับไปสู่ทุกองค์กรธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่างยุติธรรมนะครับ ก็หวังว่าถ้าเป็นไปได้จริงเกษตรกรของเราคงจะรายได้ที่สมเหตุสมผลกับการลงทุนนะครับ
หมายเลขบันทึก: 341479เขียนเมื่อ 3 มีนาคม 2010 17:55 น. ()แก้ไขเมื่อ 6 กันยายน 2013 22:31 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี