จดหมายถึงครู ι มาฆบูชา

ตื่นมาเช้าวันอาทิตย์ (๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓)

เช้านี้แม่เตรียมของไปวัดพร้อมทั้งช่วยรีดชุดขาวให้ทั้งพ่อและหนู ความตั้งใจก็คือไปวัดและไปร่วมพิธีสวดปาฏิโมกข์ ณ วัดที่สกลนคร พ่อขับรถพาหนูไป ไปถึงวัดก็เตรียมของรอใส่บาตร หลวงปู่ท่านเล่าถึงไฟป่า ช่วงนี้มันแห้ง ทั้งไฟป่า ทั้งคนเผา พระเลยต้องมีหน้าที่ดับไฟป่า วิ่งขึ้น วิ่งลงเขาวันละหลาย ๆ รอบ คนเผามันคงจะบาปเพราะสัตว์เล็กสัตว์น้อยตายหมดไม่เหลือ เช้านี้มีผู้นำผ้ามาถวายพระเป็นโยมจากกรุงเทพหลวงปู่จึงเมตตาบอกว่า

“เขารอให้หลวงปู่ไปกรุงเทพ หลวงปู่ไม่ไปสักทีเขาก็เลยเอามาถวายที่นี่ มาที่นี่ก็ดีนะ คนได้อนุโมทนาบุญด้วยเยอะ การอนุโมทนาก็ได้บุญด้วยนะ ให้อนุโมทนาเอา เราไม่ได้ถวายแต่ก็อนุโมทนาด้วยจิตด้วยใจก็ได้เหมือนกัน”

 

หลังให้พร ท่านให้โยมทำวัตรเช้าแล้วก็ค่อยลงไปทานข้าว พอตักข้าวเสร็จพ่อพาหนูมานั่งทานกับแม่ออกในวัดส่วนใหญ่เป็นคนในหมู่บ้านระแวกนี้ซึ่งจะใช้ภาษา “โซ่” ที่หนูกับพ่อฟังไม่รู้เรื่อง

มีลุงหนอม ท่านเมตตามาเล่าเรื่องพระในวัดต้องไปดับไฟป่า แทบจะทั้งวันทั้งคืน เมื่อคืนก็กลับลงมาเกือบตีหนึ่ง ตีสอง วิ่งขึ้น วิ่งลง ไม่ใช่เขาลูกเดียว มันสองสามลูกเลย ตอนกลางคืนก็มืด ๆ เห็นแต่ไฟ แต่มองไม่เห็นต้นไม้ ทั้งหนามทั้งไม้ข่วนไปตามแขน ตามขาเลือดไหลซิบซิบ ๆ ไม่มีใครไม่ได้แผล แล้วเมื่อวานเณรก็ร่วงลงมาจากหินเพราะลื่นก้นจ้ำเบ้า ลุกบิณฑบาตรไม่ไหวเลย ตอนกลางวันก็ร้อนมาก ๆ บางทีก็มีลมโหมมาอีก เอาน้ำไปแพ็คเดียวเมื่อวานเเป๊บเดียวก็หมด
หนูนั่งฟังเรื่องเล่าของลุงหนอมรู้สึกได้ถึง ความศรัทธา ความตั้งใจ ความเมตตาและความรักในภูเขาและผืนป่า ไม่มีความรู้สึกขุ่นมัวในเรื่องราวที่ท่านเล่าเลยค่ะครู ไม่เพียงเท่านั้นหนูยังสัมผัสได้ถึงความรู้สึกสงสารคนที่เผาป่าจากน้ำเสียงของท่านเอง

พอทานเสร็จพ่อชวนหนูขึ้นไปแจ้งความจำนงว่า จะไปด้วยเผื่อจะมีพระหรือโยมท่านไหนที่ประสงค์จะร่วมทาง แวะไปกราบหลวงพี่ที่กุฏิ ณ จุดที่หนูนั่งอยู่สังเกตเห็นฝ่าเท้าของหลวงพี่มีรอยแผลลึกยาวเป็นทาง และรอยข่วนมากมายตลอดแนวขาและแขนทั้งสองข้าง จึงเรียนถามท่านว่าเป็นอย่าไรบ้าง และประสงค์จะเอารองเท้าผ้าใบหรือไม่ ท่านตอบอย่างสบาย ๆว่า “ไม่เป็นไรช่วงนี้ไฟไหม้ป่าบ่อย การอดข้าวจึงต้องงดไว้ก่อน เพราะต้องเอาแรงไปช่วยกันดับไฟ

พอใกล้ ๆ เวลาเราจึงลงมารอพระที่ศาลา พอถึงเวลาเคลื่อนขบวนรถมากพอสำหรับพระและโยม ทั้งหนูและพ่อจึงนั่งไปสองคน พอไปถึงวัดหนูรู้สึกคุ้นเคยกับทางเข้า ทำให้ใจนึกถึงอีกวัดป่าที่ไม่ห่างจากบ้านนัก อากาศค่อนข้างร้อนแต่ก็มีร่มเงาของแมกไม้ในปกคลุมก้อนหินและภูเขาที่สงบ หลวงพี่ท่านลงจากรถอีกคันจัดแจงเตรียมตัวขึ้นศาลาบนเขาไปก่อน หนูเคยได้ฟังเรื่องราวว่าวัดนี้ภูเขานี้เป็นที่สิ้นกิเลสแห่งองค์หลวงตา จึงสอบถามพ่อท่านจึงชี้ทางบอกหนูว่าไปทางนี้ ๆ แต่เข้าไม่ได้นะ หนูจึงเพียงเดินไปดูห่าง ๆ แล้วก็หลบมาอยู่ริมห้วยที่ค่อนข้างสงบ สักพักจึงกลับมาอยู่กับพ่ออีกครั้ง ซึ่งตอนนี้มีท่านอื่น ๆ นั่งรวมกับพ่อหลายคน

ใกล้ ๆ เที่ยงมีคนเดินถึงน้ำอ้อยแล้วก็บอกว่าไปเอาน้ำอ้อยได้นะที่ตำรวจหน้าวัด หนูจึงได้รับโอกาสในการไปรับน้ำอ้อยมาเสริฟให้ลุง ๆ ทุกคนและพ่อ ได้ทานน้ำอ้อยเย็น ๆ ท่ามกลางอากาศร้อนทำให้ร่างกายรู้สึกกระชุมกระชวย หนูระลึกขอบพระคุณผู้มีเมตตา ตอนไปรับท่านย้ำกับหนูว่า

“ช่วยทิ้งลงถังขยะด้วยนะครับ”

หนูยิ้มแล้วรับคำท่านอย่างมั่นเหมาะ หลังทุกท่านทานเสร็จและเตรียมตัวเดินขึ้นเขาไปบนศาลาหนูจึงขอโอกาสเก็บแก้วและขวดไปลงถังขยะ แล้วพ่อก็พาหนูไปเข้าห้องน้ำและเดินขึ้นศาลา เป็นสิ่งมหัศจรรย์มาก ศาลาที่พระมาลงอุโบสถมีทางเข้าเป็นถ้ำแล้วก็สร้างหลังคาครอบอีกที พระที่มาร่วมค่อนข้างเยอะ แม่ชีและญาติโยมจึงนั่งกระจายอยู่ตามหินรอบนอก ตอนแรก ๆ พ่อและหนูนั่งอยู่ที่ลานหิน หลวงปู่เจ้าอาวาสท่านเทศน์จบ ท่านเอ่ยว่า “ให้พระขยับเข้ามาด้านในอีก ให้ญาติโยมได้ได้นั่งศาลาเย็น ๆบ้าง”

พ่อจึงชวนหนูไปนั่งบริเวณศาลา พอพระท่านเริ่มสวดหนูรู้สึกประหลาดใจเพราะนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่หนูมีโอกาสเข้าร่วมฟังไปขนลุกไป แต่พอฟังนาน ๆ หนูเริ่มมีอาการเจ็บขาจากการนั่งนาน ๆ

จากเดิมที่ใจจดจ่อที่เสียงสวด กลับเป็นการมาดูที่ความเจ็บปวดที่ขาตนเองค่ะครู หนูเจ็บมาก ๆ แต่ก็อดทน บอกตนเองว่า ต้องอดทน ต้องไม่ขยับเปลี่ยนท่าจนกว่าจะสวดจบ หนูลืมตามองพระไม่มีองค์ไหนที่ท่านขยับ หนูหันมาเตือนตนเองว่า

“นั่นไงท่านเป็นตัวอย่างที่งดงามที่ต้องเอาเป็นเยี่ยงอย่าง”

พอท่านสวดจบใจหนูโล่งเหมือนโดนปลดปล่อย หนูจึงค่อยเปลี่ยนท่า แล้วท่านก็สวดต่ออีกนิดหน่อยแล้วก็เชิญให้ทานน้ำปานะ หนูเลี่ยงออกมานั่งข้าง ๆ ให้ทางพระท่านทะยอยออกมาจากศาลาก่อน ครูขาตอนนั้นหนูรู้สึกปีติประทับใจมากค่ะ พระแต่ละรูปท่านมีพลัง รู้สึกได้ถึงความเป็นนักสู้แนวหน้า แม้หนูจะพนมมือก้มหน้าด้วยความนอบน้อมใจหนูสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นของท่านที่มุ่งสู่ความหลุดพ้น

พอลงจากเขาพ่อพาไปรอที่รอเจอลุงหนอมถือโทรศัพท์เดินมาพ่อแซวว่า “โห ธุรกิจรัดตัวหน้อ” แต่ในความหมายของพ่อคือพูดถึงไฟป่า ลุงหนอมยิ้ม ๆ แล้วก็บอกว่า “ไฟมาอีกแล้ว” พอหลวงพี่ลงมาท่านเล่าให้หนูฟังว่า

“ตะกี้เห็นไหม ขยับไป ขยับมา มาอยู่แถวหน้าได้ไงก็ไม่รู้ ข้างซ้ายก็หลวงปู่ (เจ้าอาวาสวัดที่หลวงพี่บวช) ข้างขวาก็หลวงปู่ (เจ้าอาวาสวัดที่สกลนคร) ตอนแรกนั่งอยู่ตรงประตูทางเข้าดี ๆ พอมาอยู่ข้างหน้า นั่งนิ่งเลยไม่มีง่วง ไม่มีหิวน้ำ ไม่มีปวดฉี่ สุดยอด ๆ”

  “สาธุ”

สักพักมีพระในวัดตามมาแซวหลวงพี่ว่า “โอ้ ครูบาร์ นั่งนิ่งเชียว” ท่านหัวเราะ พอพระที่มาทราบว่าไฟป่ามาอีกแล้ว ตอนแรกว่าจะเปลี่ยนรถขึ้นรถพ่อแทนเพื่อออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน แต่มองเห็นพระเดินมาอยู่ในระยะไม่ไกล จึงตัดสินใจรอ หนูรู้สึกว่าพระทุกรูปท่านกระตือรือล้นในการปฏิบัติต่อหน้าที่ ทำหน้าที่เต็มกำลังอย่างไม่มีเหน็ดเหนื่อย ก่อนแยกขึ้นรถหลวงพี่เอ่ยว่า “เย็นนี้มาให้ครบนะ” หนูตอบท่านว่า “เจ้าค่ะ”

หนูและพ่อจึงขึ้นรถแล้วก็ขับออกมา แต่ระหว่างทางมีการซ่อมแซมถนน มีการนำเอาป้ายข้างทางออก ทำให้เราขับรถเลยทางเลี้ยว พ่อเริ่มเอะใจเราจึงกลับรถ มองข้างทางมาเรื่อย ๆ สุดท้ายจึงจอดข้างทางเพื่อถาม ได้ความว่าเลยทางแยกมาแล้ว จึงย้อนกลับไปใหม่ เราจึงได้เดินทางอีกทางหนึ่งที่มีผู้บอกทางไม่ใช่ทางเดิมที่เคยใช้เดิน

ครูขาระหว่างหลงทางทำให้ใจหนูระลึกถึงครู การเดินทางแม้จะรู้เป้าหมายว่าบ้านหนูอยู่ไหน แต่ขาดป้ายบอกทาง ขาดผู้บอกทางก็ทำให้หนูวิ่งกลับไป กลับมาบนถนนเส้นเดิม ๆ แม้หนูจะมีรถ มีน้ำมัน แต่การไม่รู้ทิศทางก็ทำให้เสียเวลา การเดินทางนี้ช่างคล้ายการภาวนาของหนูเสียจริง  แต่พอเรามั่นใจแล้วว่าเส้นทางที่เดินอยู่แม้จะไม่เคยผ่านมาก่อน แต่ก็เชื่อมั่นว่าเป็นเส้นทางที่ไปได้จริง แล้วก็เดินหน้าต่อไป สุดท้ายก็ไปบรรจบกับเส้นทางที่คุ้นเคย แล้วหนูกับพ่อก็กลับบ้านทันไปเก็บของที่ตลาดเพื่อให้แม่ได้มาร่วมภาวนา

หลังเก็บของเสร็จ หนูเจอน้องตั้มจึงลองถามว่าอ่านบทสวดและเขียนบันทึกรึยัง จึงทำให้เกิดข้อตกลงการลืมสวดมนต์ ทุกนาทีมีค่ามากเลยค่ะครู หนูกลับไปอาบน้ำแต่งตัว บรรยากาศแปลกอีกอย่างที่เกิดขึ้นในบ้านคือ น้าผู้หญิงและกลุ่มป้า ๆ ที่เคยไปสวดมนต์ที่วัดใกล้ ๆ บ้านท่านมารวมกันที่บ้านเพื่อไปอีกวัดหนึ่ง ส่วนพ่อ แม่และหนูก็ไปอีกวัดหนึ่ง ทำให้หนูระลึกขึ้นมาว่าแต่ละคนมีเส้นทางของตนเอง พอขึ้นรถพ่อเล่าอีกว่าเพื่อนพ่อจะเอารถไปอีกคันหนึ่งเพราะว่าจะมีลูกสะใภ้บ้านนั้นและข้าง ๆ บ้านไปร่วมภาวนาที่วัดหลวงปู่ด้วย เป็นเหมือนแรงดึงดูดในด้านดีเลยค่ะครู เริ่มมีคนก้าวเข้ามาร่วมทางมากขึ้นเรื่อย ๆ

พอถึงวัดวันนี้คนเยอะกว่าปกติเพราะเป็นวันมาฆบูชา ที่วัดเคาะระฆังประมาณทุ่มกว่า ๆ หลวงปู่ลงมานั่งก่อน แต่ก็ยังมีพระเณรหลายรูปยังไม่มา หลวงปู่เอ่ยด้วยความเมตตาว่า

 “พระ เณร ฉันฑ์ข้าวก็มื้อเดียว แต่ก็ต้องไป วิ่งขึ้น วิ่งลงเขา ดับไฟป่า นี่ก็พึ่งลงมาไม่นาน ต้องอาบน้ำผลัดผ้าแล้วค่อยลงมา”

วันนี้หลวงปู่เมตตามาก ๆ เลยค่ะครู คนที่วัดทำหยวกกล้วยปักธูปเทียนและดอกไม้ ไว้แจกญาติโยม แล้วท่านนำพระและทุกคนเดินเวียนเทียนรอบศาลาโค้งไกลถึงบ่อน้ำ ก่อนออกเดินท่านบอกว่า

“ไม่ให้คุยกันมันจะปากเบี้ยว ให้ท่องพุทโธ พุทโธ ธรรมโม ธรรมโม สังโฆ สังโฆ ท่องไว้”

เวียนครบสามรอบระหว่างทางมีงูออกมาทักทาย แต่ไม่มีเสียงโวยวาย หวีดร้องใด ๆ มีเพียงโยมท่านหนึ่งคอยกวักมือให้ผู้เดินตามหลังเดินให้ห่าง ๆ อย่างสงบแล้วก็ไม่อะไรเกิดขึ้น

เวียนเสร็จบางคนกราบลา แต่ก็มีอีกหลายคนอยู่ร่วมทำวัตรเย็น และนั่งสมาธิภาวนา หลวงปู่บอกว่าคืนนี้หกทุ่ม หนูนั่งสมาธิประมาณชั่วโมงกว่า ๆ แต่ก็รู้สึกว่าฟุ้งซ่าน แล้วก็ออกมาเดินจงกรม แสงจันทร์สว่างมาก ๆค่ะครู ไม่นานแม่เดินมาบอกว่าไปกราบลาหลวงปู่ไป จะได้กลับใจหนูรู้สึกเสียดาย อยากอยู่ต่อ แต่ด้วยความที่ไม่ได้บอกพ่อกับแม่ก่อน จึงตัดใจไปกราบลาหลวงปู่ เก็บเสื่อแล้วก็กลับบ้านกับพ่อแม่ หนูอาบน้ำแล้วก็ขึ้นไปนอนกับพ่อ คืนนี้หนูนอนกับพ่อค่ะครู

วันนี้ได้มีโอกาสเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ ๆ กับครูบาอาจารย์ แม้การเดินทางจะเหนื่อยล้า แต่ก็ทำให้ได้มีโอกาสเห็นใจตนเองได้มากขึ้นค่ะครู

ศีล

ข้อ ๑ ไม่ได้เบียดเบียนใครค่ะ แม้ระหว่างทางตอนที่หลง ใจหนูก็ไม่ได้เพ่งโทษพ่อ ในทางกลับกัน หนูพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อหาทางกลับ อาสาลงไปถามทาง ทำความเข้าใจเหมือนเป็นกำลังใจให้พ่อ ทำให้หนูระลึกถึงคำครูที่บอกว่า “การช่วยเหลือก็คือ ทำใจสบาย หายใจสบาย พอทำแล้วพ่อก็คลายกังวลได้จริง ๆค่ะ”  

ข้อ ๒ หนูแย่งของรักใครไหม อืมรู้สึกว่าการพยายามรักษาศีลข้อนี้ทำให้หนูรู้สึกไม่กล้าหยิบขอที่เจ้าของไม่ได้อนุญาต

ข้อ ๓ ข้อนี้กาย วาจา สำรวมค่ะครู ใจก็ไม่ค่อยโลดแล่น รู้สึกปีติ จนใจไม่ได้ระลึกถึงเพศตรงข้ามค่ะ

ข้อ ๔ วันนี้พูดน้อย สำรวจในการเดิน พูดจา การอยู่ในสิ่งแวดล้อมของวันนี้ช่วยพยุงให้ใจและกายหนู สำรวมได้ดีค่ะครู

ข้อ ๕ หนูไม่ดื่มเหล้า วันนี้หนูก็มีเผลอบ้างค่ะครู แต่ก็มีสติมากขึ้น สติถี่ขึ้น

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน พระคุณครู



ความเห็น (4)

หนูขอโอกาสงีบก่อนนะคะครูเดี๋ยวมาต่อ

เขียนเมื่อ 

 “โอ้ ครูบาร์ นั่งนิ่งเชียว”

ครูบา... = สำนวนเรียกของคนพื้นบ้าน

กราบขอบพระคุณค่ะพี่ปุ๋มที่เมตตาแนะนำ

และขอโอกาสกราบขอขมาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

รู้สึกดีจังเลยค่ะ พอเห็นข้อความที่พี่ปุ๋มแนะนำให้แก้ไข ใจเบาขึ้น ไม่ได้เพ่งโทษ หรือ มีความขุ่นมัวปรากฏขึ้น เหมือนครั้งที่ผ่าน ๆ มา ทำให้หนูย้อนคิดต่อว่า ต้องตรวจทาน แก้ไข เขียนด้วยสติให้มากกว่านี้

กราบขอบพระคุณค่ะ

มาต่อค่...............

 ตื่นมาเช้าวันจันทร์ (๑ มีนาคม ๒๕๕๓)

แม่เตรียมของใส่บาตรและตะกร้ากับข้าวไว้ในรถเรียบร้อย แต่ก็วานหนูให้ไปซื้อส้มตำเพิ่ม แต่หนูรู้สึกขี้เกียจแล้วก็เอ่ยว่า น่าจะพอแล้ว แต่มานึกอีกที “อ้าวขี้เกียจนี่ จึงตัดสินใจไปซื้อมาเพิ่มค่ะ” พอถึงบ้านพ่อกลับมาอาบน้ำว่าจะพาหนูไปวัด แต่พอแม่เดินออกมาบอกว่าให้หนูไปกับท่านสองคน ตอนแรกก็รู้สึกว่า “อ้าวทำไมเปลี่ยนหล่ะ สงสารพ่อจัง” หนูคิดในใจ แล้วแม่ก็พูดต่อว่า “พ่อได้ไปวัดทุกวัน แต่แม่จะได้ไปเฉพาะวันที่ติ๋วมาเพราะว่า แม่ขับรถไม่เป็น” หนูถึงเข้าใจแม่

ครูค่ะ หนูมารู้สึกว่าหนูค่อนข้างเอาแต่ใจตนเอง ไม่เคยมองอะไร ๆ ในมุมของแม่เลย แทบจะไม่เคยเอาใจแม่ มาใส่ใจตนเอง คิดแต่เอาดีเข้าตัว แม่ท่านดีมาก ๆ ทำเพื่อทุกคนทุกอย่าง หนูได้รับจนเคยชินหารู้ไม่ว่าแม่ท่านเสียสละมากขนาดไหน พอขึ้นรถแม่ก็จัดเตรียมของสำหรับใส่บาตรทำให้หนูพึ่งนึกขิ้นได้ว่าวันนี้หลังวันพระ ท่านไม่บิณฑบาตรนอกวัด ท่านจะบิณฑบาตรในศาลา พอถวายอาหารพระรับพรแล้วเราก็กลับบ้าน วันนี้ที่บ้านคึกครื้นเพราะหลานชายอยู่โรงเรียนมัธยม จากเดิมที่เขาเป็นคนไม่ค่อยกล้าแสดงออก ขี้อายเงียบ ๆ ขรึม ๆ ลุกขึ้นมาเปลี่ยนตัวเองเข้าร่วมกิจกรรมโดยการขึ้นมาร่วมแสดงในวงโปงลางของโรงเรียน เล่นเป็นคนลิบซิ้ง ผู้อำนวยการและอาจารย์ที่โรงเรียนให้ความสำคัญกับความสำคัญของหมู่บ้านและโรงเรียน มีการจัดรถไปเชียร์กันทั้งหมู่บ้าน หนูเริ่มเห็นตั้งแต่เขาเริ่มเตรียมงานจนมีคนทะยอยมา มีการประกาสเสียงตามสายของหมู่บ้าน ครูค่ะคนแถวนี้น่ารตักมาก ๆ ไม่ว่ามีกิจกรรมใดเขาจะลุกขึ้นมาร่วมแรงร่วมใจทำกันเอง แทบไม่มีคนของภาครัฐหรืองบสนับสนุนใด ๆ เมื่อเขาเห็นว่าเป็นประโยชน์ก็จะรวมเงินทำช่วยกันทันที แล้วคำพูดของพี่สาวที่ทำให้หนูประทับใจก็คือ “ตอนทำบุญเรายังทำได้เป็นพัน ๆ หมื่น ๆ จ่ายไม่กี่ร้อยกี่พันเพื่อให้เห็นความสามาคีมักรู้สึกดีนะ” ทำให้หนูรู้สึกว่า อานิสงฆ์ของการทำทาน ทำให้จิตใจคนเราพร้อมที่จะให้ได้เสมอไม่มีการเกี่ยงงอน บ้านหนูเริ่มต้นที่การทำทานกับพระสงฆ์แบบสม่ำเสมอ ๆ หลัง ๆ มานี้ก็ค่อย ๆ ขยับขยายตามกำลัง พอคนอื่น ๆ ในตลาดและในหมู่บ้านเห็นเราทำแล้วก็ดูมีความสุขก็มาร่วมแรงร่วมใจ ตอนนี้เลยเหมือนมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์ไปไหนไปกันกลุ่มค่อนข้างใหญ่ขึ้น ตอนเย็น ๆ พี่สาวและแม่เตรียมตัวเรียบร้อย จะไปกับน้าชาย ก่อนไปก็เตรียมกับข้าวอะไรไปพร้อม หลังจากทุกคนไปหมด เหลือพี่เขยและน้องตั้มเฝ้าบ้านที่ตลาด พ่ออยู่บ้านที่ข้างโรงเรียน หนูมาอาบน้ำรอขึ้นรถกลับกรุงเทพ เป็นโอกาสดี ๆ ที่หนูและพ่อได้คุยกัน พ่อบอกหนูว่า

“ทุกอย่างก็ลงตัวแล้ว ไม่ต้องกลับบ้านบ่อย ๆ ก็ได้”

หนูอธิบายพ่อว่า

“ที่หนูมาทุกวันนี้ไม่ใช่เพื่อหลวงพี่ หรืออะไรหรอก ส่วนหนึ่งหนูก็มาพักใจหนูเอง บางทีอยู่ที่โน่นใจหนูก็วุ่นวาย แต่พอมาบ้านอาจจะเหนื่อยบ้านแต่ก็รู้สึกผอนคลาย แถมเด็ก ๆ กระตือรือล้นมากขึ้น อะไร ๆ ก็ดูจะเปลี่ยนไปในทางที่โอเคขึ้น อาจจะต้องจ่ายค่าเดินทางและเหนื่อยมากขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันก็คุ้ม”

พ่อเอ่ยอีกว่า “เรื่องหนี้สินของพระก่อนท่านบวช พ่อกำลังคิดอยู่”

หนูบอกพ่อว่า “หนูก็คิดเหมือนกันค่ะ หนูขอรับส่วนนี้ไว้เองจะค่อย ๆ ทะยอยจ่าย”

พ่อเอ่ยว่า “พ่อไม่อยากให้ใครมาว่าได้ แล้วถ้าหนี้จ่ายหมดแล้วจะได้ภาวนาสะดวก ๆ พ่อมีที่ดินหลายแปลงอาจจะขาย เงินสองสามแสน น่าจะพอหาได้ จะบวชตลอดชีวิตเลยพ่อก็ไม่ว่า ยิ่งเห็นพระตั้งอกตั้งใจภาวนาจริง ๆ จัง ๆ เป็นตาได้บุญเยอะอยู่”

หนูน้ำตาแทบร่วงค่ะครู พ่อท่านเป็นผู้มีศรัทธาและเข้าใจในวิถีแห่งการภาวนาอย่างสุดซึ้ง หนูโชคดีจริง ๆ ที่ได้เกิดมาเป็นลูกพ่อ

พอใกล้ ๆ เวลาหนูจึงกราบลาพ่อวิ่งมาขึ้นรถด้วยความซาบซึ้งใจและเป็นสุข การได้มีโอกาสเกิดมาในครอบครัวที่ยึดมั่นในพระพุทธศาสนานี่เป็นบุญจริง ๆค่ะครู

ศีล

ข้อ ๑ หนูไม่ได้ฆ่าสัตว์ค่ะ แต่ง่ายมาก ๆ กับการอยู่กับแม่แล้วจะมีอาการงอน เหมือนเด็ก ๆ เพราะความเคยชิน แต่ก็ทำให้หนูได้เห็นใจตนเองได้ชัดขึ้น และก็รู้เสมอว่าแม่พร้อมจะให้อภัยลูกเสมอค่ะครู

ข้อ ๒ อยู่บ้านแล้วการหยิบจัดอะไร ๆ ก็ดูง่ายไปหมด จนบางทีทำให้หนูรู้สึกว่า มีสิทธิ์ทำอย่างนี้อยู่รึ ของเหล่านี้เป็นของพ่อ แม่และพี่สาวนะ ไม่ใช่ของ ๆ ตน ควรจะขออนุญาตก่อน

ข้อ ๓ การอยู่กับงานเยอะ ๆ แล้วก็กิจกรรมมากมายทำให้ไม่ค่อยได้คิดเรื่องนี้เลยค่ะครู

ข้อ ๔ การพูดคุยง่ายมาก ๆ ที่จะเผลอพูดจาเพ้อเจ้อ แซวกันขำ ๆ แต่ก็รู้สึกตะหงิด  ๆ ในใจว่า ไม่ต้องขนาดนี้ก็ได้นะ มีความรู้สึกเหมือนตนเองพยายามจะทำให้รื่นเริ่งหรือขำ ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่ได้รู้สึกขำ

ข้อ ๕ เผลอสติอยู่บ่อยค่ะครู โดยเฉพาะตอนคุย ยิ่งตอนโดนทักว่าเหมือนผู้ชายนี่ หลงวูบ ขุ่นมัวบ้าง งง บ้าง เป็นแรงสั่นสะเทือนอยู่เหมือนกันค่ะ