ความเห็น 1888538

จดหมายถึงครู ι มาฆบูชา

เขียนเมื่อ 

มาต่อค่...............

 ตื่นมาเช้าวันจันทร์ (๑ มีนาคม ๒๕๕๓)

แม่เตรียมของใส่บาตรและตะกร้ากับข้าวไว้ในรถเรียบร้อย แต่ก็วานหนูให้ไปซื้อส้มตำเพิ่ม แต่หนูรู้สึกขี้เกียจแล้วก็เอ่ยว่า น่าจะพอแล้ว แต่มานึกอีกที “อ้าวขี้เกียจนี่ จึงตัดสินใจไปซื้อมาเพิ่มค่ะ” พอถึงบ้านพ่อกลับมาอาบน้ำว่าจะพาหนูไปวัด แต่พอแม่เดินออกมาบอกว่าให้หนูไปกับท่านสองคน ตอนแรกก็รู้สึกว่า “อ้าวทำไมเปลี่ยนหล่ะ สงสารพ่อจัง” หนูคิดในใจ แล้วแม่ก็พูดต่อว่า “พ่อได้ไปวัดทุกวัน แต่แม่จะได้ไปเฉพาะวันที่ติ๋วมาเพราะว่า แม่ขับรถไม่เป็น” หนูถึงเข้าใจแม่

ครูค่ะ หนูมารู้สึกว่าหนูค่อนข้างเอาแต่ใจตนเอง ไม่เคยมองอะไร ๆ ในมุมของแม่เลย แทบจะไม่เคยเอาใจแม่ มาใส่ใจตนเอง คิดแต่เอาดีเข้าตัว แม่ท่านดีมาก ๆ ทำเพื่อทุกคนทุกอย่าง หนูได้รับจนเคยชินหารู้ไม่ว่าแม่ท่านเสียสละมากขนาดไหน พอขึ้นรถแม่ก็จัดเตรียมของสำหรับใส่บาตรทำให้หนูพึ่งนึกขิ้นได้ว่าวันนี้หลังวันพระ ท่านไม่บิณฑบาตรนอกวัด ท่านจะบิณฑบาตรในศาลา พอถวายอาหารพระรับพรแล้วเราก็กลับบ้าน วันนี้ที่บ้านคึกครื้นเพราะหลานชายอยู่โรงเรียนมัธยม จากเดิมที่เขาเป็นคนไม่ค่อยกล้าแสดงออก ขี้อายเงียบ ๆ ขรึม ๆ ลุกขึ้นมาเปลี่ยนตัวเองเข้าร่วมกิจกรรมโดยการขึ้นมาร่วมแสดงในวงโปงลางของโรงเรียน เล่นเป็นคนลิบซิ้ง ผู้อำนวยการและอาจารย์ที่โรงเรียนให้ความสำคัญกับความสำคัญของหมู่บ้านและโรงเรียน มีการจัดรถไปเชียร์กันทั้งหมู่บ้าน หนูเริ่มเห็นตั้งแต่เขาเริ่มเตรียมงานจนมีคนทะยอยมา มีการประกาสเสียงตามสายของหมู่บ้าน ครูค่ะคนแถวนี้น่ารตักมาก ๆ ไม่ว่ามีกิจกรรมใดเขาจะลุกขึ้นมาร่วมแรงร่วมใจทำกันเอง แทบไม่มีคนของภาครัฐหรืองบสนับสนุนใด ๆ เมื่อเขาเห็นว่าเป็นประโยชน์ก็จะรวมเงินทำช่วยกันทันที แล้วคำพูดของพี่สาวที่ทำให้หนูประทับใจก็คือ “ตอนทำบุญเรายังทำได้เป็นพัน ๆ หมื่น ๆ จ่ายไม่กี่ร้อยกี่พันเพื่อให้เห็นความสามาคีมักรู้สึกดีนะ” ทำให้หนูรู้สึกว่า อานิสงฆ์ของการทำทาน ทำให้จิตใจคนเราพร้อมที่จะให้ได้เสมอไม่มีการเกี่ยงงอน บ้านหนูเริ่มต้นที่การทำทานกับพระสงฆ์แบบสม่ำเสมอ ๆ หลัง ๆ มานี้ก็ค่อย ๆ ขยับขยายตามกำลัง พอคนอื่น ๆ ในตลาดและในหมู่บ้านเห็นเราทำแล้วก็ดูมีความสุขก็มาร่วมแรงร่วมใจ ตอนนี้เลยเหมือนมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์ไปไหนไปกันกลุ่มค่อนข้างใหญ่ขึ้น ตอนเย็น ๆ พี่สาวและแม่เตรียมตัวเรียบร้อย จะไปกับน้าชาย ก่อนไปก็เตรียมกับข้าวอะไรไปพร้อม หลังจากทุกคนไปหมด เหลือพี่เขยและน้องตั้มเฝ้าบ้านที่ตลาด พ่ออยู่บ้านที่ข้างโรงเรียน หนูมาอาบน้ำรอขึ้นรถกลับกรุงเทพ เป็นโอกาสดี ๆ ที่หนูและพ่อได้คุยกัน พ่อบอกหนูว่า

“ทุกอย่างก็ลงตัวแล้ว ไม่ต้องกลับบ้านบ่อย ๆ ก็ได้”

หนูอธิบายพ่อว่า

“ที่หนูมาทุกวันนี้ไม่ใช่เพื่อหลวงพี่ หรืออะไรหรอก ส่วนหนึ่งหนูก็มาพักใจหนูเอง บางทีอยู่ที่โน่นใจหนูก็วุ่นวาย แต่พอมาบ้านอาจจะเหนื่อยบ้านแต่ก็รู้สึกผอนคลาย แถมเด็ก ๆ กระตือรือล้นมากขึ้น อะไร ๆ ก็ดูจะเปลี่ยนไปในทางที่โอเคขึ้น อาจจะต้องจ่ายค่าเดินทางและเหนื่อยมากขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันก็คุ้ม”

พ่อเอ่ยอีกว่า “เรื่องหนี้สินของพระก่อนท่านบวช พ่อกำลังคิดอยู่”

หนูบอกพ่อว่า “หนูก็คิดเหมือนกันค่ะ หนูขอรับส่วนนี้ไว้เองจะค่อย ๆ ทะยอยจ่าย”

พ่อเอ่ยว่า “พ่อไม่อยากให้ใครมาว่าได้ แล้วถ้าหนี้จ่ายหมดแล้วจะได้ภาวนาสะดวก ๆ พ่อมีที่ดินหลายแปลงอาจจะขาย เงินสองสามแสน น่าจะพอหาได้ จะบวชตลอดชีวิตเลยพ่อก็ไม่ว่า ยิ่งเห็นพระตั้งอกตั้งใจภาวนาจริง ๆ จัง ๆ เป็นตาได้บุญเยอะอยู่”

หนูน้ำตาแทบร่วงค่ะครู พ่อท่านเป็นผู้มีศรัทธาและเข้าใจในวิถีแห่งการภาวนาอย่างสุดซึ้ง หนูโชคดีจริง ๆ ที่ได้เกิดมาเป็นลูกพ่อ

พอใกล้ ๆ เวลาหนูจึงกราบลาพ่อวิ่งมาขึ้นรถด้วยความซาบซึ้งใจและเป็นสุข การได้มีโอกาสเกิดมาในครอบครัวที่ยึดมั่นในพระพุทธศาสนานี่เป็นบุญจริง ๆค่ะครู

ศีล

ข้อ ๑ หนูไม่ได้ฆ่าสัตว์ค่ะ แต่ง่ายมาก ๆ กับการอยู่กับแม่แล้วจะมีอาการงอน เหมือนเด็ก ๆ เพราะความเคยชิน แต่ก็ทำให้หนูได้เห็นใจตนเองได้ชัดขึ้น และก็รู้เสมอว่าแม่พร้อมจะให้อภัยลูกเสมอค่ะครู

ข้อ ๒ อยู่บ้านแล้วการหยิบจัดอะไร ๆ ก็ดูง่ายไปหมด จนบางทีทำให้หนูรู้สึกว่า มีสิทธิ์ทำอย่างนี้อยู่รึ ของเหล่านี้เป็นของพ่อ แม่และพี่สาวนะ ไม่ใช่ของ ๆ ตน ควรจะขออนุญาตก่อน

ข้อ ๓ การอยู่กับงานเยอะ ๆ แล้วก็กิจกรรมมากมายทำให้ไม่ค่อยได้คิดเรื่องนี้เลยค่ะครู

ข้อ ๔ การพูดคุยง่ายมาก ๆ ที่จะเผลอพูดจาเพ้อเจ้อ แซวกันขำ ๆ แต่ก็รู้สึกตะหงิด  ๆ ในใจว่า ไม่ต้องขนาดนี้ก็ได้นะ มีความรู้สึกเหมือนตนเองพยายามจะทำให้รื่นเริ่งหรือขำ ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่ได้รู้สึกขำ

ข้อ ๕ เผลอสติอยู่บ่อยค่ะครู โดยเฉพาะตอนคุย ยิ่งตอนโดนทักว่าเหมือนผู้ชายนี่ หลงวูบ ขุ่นมัวบ้าง งง บ้าง เป็นแรงสั่นสะเทือนอยู่เหมือนกันค่ะ