ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือนี้โปรดเข้าใจด้วยว่าท่านยังไม่ได้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยสมบูรณ์นะครับแต่เป็นเพียงหนังสือแสดงการยอมให้เข้าครอบครองที่ดินชั่วคราวเพื่อแสดงสิทธิ์ในที่ดินที่ทางราชการออกให้เพื่อยืนยันว่าท่านเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์อยู่แต่ท่านมีสิทธิจะจำหน่ายจ่ายโอนได้ครับ ซึ่งที่ดินดังกล่าวนี้ท่านอาจได้กรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์ต่อไปได้ให้ติดต่อสำนักงานที่ดินไม่เสียตงค์ แต่ถ้าติดต่อทนายรอรับตังค์อยู่...แฮ...แต่ถึงอย่างไร สค.1 ทนายได้ตังค์แน่ๆ...ฮา....

การครอบครองปรปักษ์ที่ดิน....เจ้าของที่ดินต้องรู้

กลับมาแล้วครับหายไปหลายวันคิดถึงชาว G2K ทุกท่าน 

ก่อนอื่นต้องขออภัยต่อทุกท่านที่ติดตามอ่านบทความของผมที่ขาดหายไปประมาณ หนึ่งอาทิตย์ เหตุเพราะไปทำศึกกับเจ้าไวรัสโทรจัน และไวรัสตัวอื่นๆอีกสองสามตัว กว่าจะกู้ข้อมูลส่วนที่ยังไม่ได้ทำแบ็คอัพไว้ก็ทำเอาเสียหายไปบางส่วน ซึ่งเป็นไฟล์ภาพที่ถ่ายมาใหม่และยังไม่ได้ทำแบ็คอัพไว้เป็นส่วนใหญ่ แต่ในส่วนข้อมูลเกี่ยวกับคดีไม่เสียหายเลยเพราะทุกครั้งที่พิมพ์งานเสร็จ ผมจะแบ็คอัพเก็บไว้ทันที กลัวข้อมูลเสียหายและการแบ็คอัพก็ใช้เวลาสั้นๆ ไม่เหมือนไฟล์ภาพที่แบ็คอัพแต่ละทีต้องใช้เวลามากพอควร ก็ฝากเป็นบทเรียนมายังทุกท่านที่เข้ามาอ่านบทความครับ ขยันทำแบ็คอัพข้อมูลของท่านเก็บไว้บ่อยๆเน่อเวลาเจ้าไวรัสจะเข้าไปทำศึกกับท่าน ไอ้เจ้านี้จะไม่มีการใช้กฎหมายสากลประกาศสงครามก่อนเด็ดขาด ก็นึกเสียดายภาพหลายๆภาพกว่าจะถ่ายได้แสง มุม ที่ต้องการ เออ...เศร้าน่าสงสารนะ

เอาหละครับกลับมาเข้าเรื่อง

ผมจะไม่ถามว่าท่านเคยได้ยินคำว่า ปรปักษ์ หรือไม่แต่จะถามว่าท่านทราบความหมายของคำว่า ปรปักษ์ อย่างไร   เอาเท่าที่เข้าใจผมเชื่อว่าท่านทราบดีว่าหมายถึง    ความขัดแย้ง   ความไม่ลงรอยกัน    ความเป็นภัยคุกคาม    หรืออาจหมายถึง ฝ่ายอื่น   ข้าศึก ศัตรู ส่วนคนที่บ้านเวลาเราแอบไปมีสายซ้อน(กิ๊ก) อย่างไหนถือเป็นปรปักษ์....ฮา...ผมไม่กล้าตอบได้แค่นึก...ฮา...เอาเท่านี้ก่อนครับ

คำว่าปรปักษ์นี้ในทางกฎหมาย บางท่านชอบเอามากๆ แต่บางท่านเกลียดเอามากๆเช่นกัน ทำไมผมถึงว่าอย่างนี้

ในทางกฎหมายนะ ถ้าใครเป็นเจ้าของที่ดิน แล้ววันร้าย คืนก็ร้าย (จะวันดีคืนดีไม่ได้ครับ) มีบุคคลอื่นเข้าไปแย่งการครอบครองจากเจ้าของที่ดิน และพออยู่มาครบ 10 ปี ก็อ้างการครอบครองปรปักษ์ไปร้องศาลให้มีคำสั่งให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินตกเป็นของตน กรณีนี้ใครเป็นเจ้าของที่ดินที่ถูกแย่งการครอบครองก็จะเกลียดคำว่า ปรปักษ์ แต่ในทางกลับกันผู้ที่เข้าไปแย่งการครอบครองมาก็จะชอบคำว่า ปรปักษ์ มาก

แต่ท่านเชื่อหรือไม่ว่าคำนี้ทนายทุกท่านชอบ เหตุที่ชอบเพราะได้ตังค์.....ฮา......

ที่ผมบอกว่า ปรปักษ์ หมายถึง ความขัดแย้ง

ตรงนี้แหละทนายถึงมีอาชีพ......ฮา.....

ถ้าทุกคนรักสามัคคีกันทนายจะน่ารักน่าสงสารแค่ไหน.......อิ.อิ.

ผมคนหนึ่งหละได้ตังค์เพราะคำว่า ปรปักษ์ โดยไม่ต้องไปศาลเพื่อว่าความเลย 

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2539 ขณะนั้นผมทำหน้าที่เป็นผู้จัดการ (GM.)ของโรงแรมเล็กๆแห่งหนึ่ง  เพราะที่โรงแรมแห่งนี้มีปัญหาเรื่องแรงงานบ่อยผู้จัดการท่านอื่นรับมือไม่ไหว ท่านประธานบริษัทจึงส่งผมไปทำหน้าที่แทนเพื่อประหยัดค่าจ้างทนายความ ในระหว่างที่ทำหน้าที่อยู่ประมาณ 8 เดือน แขกของโรงแรมท่านหนึ่งเข้ามาพักและได้สอบถามพนักงานโรงแรมว่ารู้จักทนายความในกรุงเทพบ้างหรือไม่ จึงได้มาพบผมต้องการว่าจ้างให้เป็นทนายความ เมื่อสอบถามทราบว่าไม่ยอมว่าจ้างทนายความในจังหวัดที่ท่านอยู่ เพราะไม่มั่นใจกลัวว่าทนายความจะไปรู้เห็นเป็นใจกับอีกฝ่าย ผมก็ขอดูเรื่องทราบว่าท่านเป็นเจ้าของที่ดินและได้รับสำเนาคำร้องจากศาลแจ้งว่าที่ดินของท่านมีผู้ร้อง (บุคคลที่แย่งการครอบครอง) ได้ยื่นคำร้องต่อศาลให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแต่ผู้เดียวโดยการครอบครองปรปักษ์ เนื้อที่ประมาณ 17 ไร่เศษ ผมพบว่า ที่ดินแปลงนี้เดิมเป็น น.ส.3 ก. และทางสำนักงานที่ดินได้ออกเป็นโฉนดให้ในปี 2539 จึงอธิบายว่าไม่ต้องตกใจกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้ท่านผู้ร้องไม่สามารถจะขอให้ศาลสั่งให้เป็นกรรมสิทธิ์ของท่านผู้ร้องได้ เพราะที่ดินเดิมไม่ได้ถือว่าเป็นที่ดินมีกรรมสิทธิ์ท่านเองก็ไม่ได้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ท่านมีเพียงสิทธิการครอบครองเท่านั้นเมื่อท่านได้รับแจกโฉนดที่ดินมาในปีนี้ ท่านผู้ร้องไม่มีทางจะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน เพราะยังถือว่าครอบครองไม่ครบ 10 ปี เดิมคงมีแต่เพียงการแย่งสิทธิการครอบครองเท่านั้น แต่เมื่อท่านได้รับโฉนดมาแล้วสิ่งที่ควรทำคือไปแจ้งตำรวจให้ดำเนินคดีผู้ร้องฐานบุกรุกจะดีกว่า ไม่ต้องเสียเวลาไปต่อสู้คดี หากศาลตรวจดูโฉนดแล้วรับรองว่าศาลต้องสั่งยกคำร้องแน่นอน ไม่ต้องเสียเงินค่าจ้างทนายที่ไหนทั้งนั้น ให้อยู่เฉยๆไม่ต้องไปศาลก็ชนะคดีได้เลย

ท่านไม่เชื่อที่บอกครับ แถบยังบอกว่าทนายทางจังหวัดของท่านก็พูดแบบเดียวกัน บอกไม่ต้องไปศาล ท่านเลยไปที่ศาลเจ้าหน้าที่ศาลบอกให้ไปหาทนายความมาต่อสู้คดี ก็ขอร้องผมเป็นทนายความให้ ผมถามอีกครั้งว่าจะยอมเสียเงินค่าจ้างทนายความทำไมในเมื่อคดีนี้ชนะโดยไม่ต้องไปศาล ท่านบอกว่ากลัวแพ้ไม่อยากเสียที่ดินไป ผมเสนอเงื่อนไขว่า หากผมรับเป็นทนายความให้ ผมจะทำคดีตามวิธีการของผมส่วนผมจะไปศาลหรือไม่ไปศาลให้เป็นเรื่องที่ผมตัดสินใจเอง แต่ผมจะรับรองผลคดีให้ว่าสำหรับคดีนี้ชนะแน่นอน ถ้าตกลงผมคิดค่าทนายความและค่าเดินทางค่าใช้จ่ายทั้งหมดเหมารวม 50,000บาท ปรากฏว่าท่านตกลงและจ่ายเงินทั้งหมดทันที

เมื่อรับเงินมาผมก็เดินทางไปยังสำนักงานที่ดินและที่ศาลพร้อมท่านลูกความก่อนวันนัดประมาณ หนึ่งเดือน เมื่อตรวจดูสำนวนที่ศาลและสาระบบของสำนักงานที่ดินแล้วยิ่งมั่นใจว่าชนะคดีแน่นอน จึงเดินทางไปสถานีตำรวจแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ร้องในข้อหาบุกรุก แล้วให้พนักงานสอบสวนไปเชิญตัวผู้ร้องมาพร้อมกับท่านทนายของผู้ร้อง จึงทำข้อตกลงต่อหน้าพนักงานสอบสวนว่าหากฝ่ายผู้ร้องแพ้คดีในทางแพ่งที่กำลังร้องศาลอยู่จนคดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องยินยอมจะขนย้ายออกจากที่ดินพิพาททันที ผมเลยขอท่านทนายผู้ร้องให้ทำคดีโดยสืบให้เสร็จในนัดเดียว เพื่อศาลชั้นต้นจะได้ตัดสินโดยไว        และหากท่านแพ้คดีจะอุทธรณ์คดีต่อไปก็ได้เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วให้    ปฎิบัติตามที่ได้ตกลงกันไว้ ส่วนทางผมจะไม่เข้าไปต่อสู้คดีใดๆ แต่ถ้าท่านไม่สืบให้เสร็จในนัดเดียวผมจะเข้าไปในคดีให้ศาลวินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมายตามมาตรา 24 ทันที และจะดำเนินคดีอาญากับผู้ร้องโดยจะไม่ตกลงใดๆกันอีก

ผลคดี ปรากฎว่าศาลชั้นต้นตรวจดูโฉนดที่ดินในวันนัดแล้วสั่งงดสืบพยาน แล้วพิพากษายกคำร้อง ต่อมาผู้ร้องขออนุญาตศาลอุทธรณ์ไปยังศาลฎีกาทันที โดยผู้ร้องอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา  โดยได้รับอนุญาต จากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  มาตรา 223 ทวิ

ผลศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

พักโทรเลื่อนนัดสายซ้อน(กิ๊ก)ก่อนก็ได้นะ..ฮา...

  

กลับมาเข้าเรื่องต่อครับ

เห็นยังครับผมได้ตังค์โดยไม่ต้องไปว่าความที่ศาลเลยแม้แต่นัดเดียว ถ้าลูกความผมเชื่อตามที่ผมหรือท่านทนายในจังหวัดของท่านแนะนำก็ไม่ต้องเสียเงิน 50,000 บาทให้ผมเป็นค่าวิชา

ที่นี้ท่านคงสงสัยว่า เออ....มันไม่ไปศาลรับแต่ตังค์แล้วชนะคีดได้ไง....งง....

คราวหน้าถ้าทนายบอกอะไรเชื่อดีกว่าไม่เสียตังค์....ฮา....

คือเรื่องมันเป็นเช่นนี้ครับที่ผมมั่นใจถึงกับไม่ไปศาลเพราะ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1382   

บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดย

เปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาห้าปีไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์

ตามกฎหมายที่กล่าวนี้ผมขออธิบายเฉพาะเรื่องครอบครอง อสังหาริมทรัพย์ติดต่อกัน 10 ปี เท่านั้น ส่วนสังหาริมทรัพย์จะปล่อยไว้ให้ งง ต่อไป  ฮา.....

ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่าอะไรคืออสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมาย

ท่านไม่ต้องสนเรื่องมาตรานะเพราะไม่ได้นำไปใช้ให้เป็นหน้าที่ของนักกฎหมายไว้หากินกันมั่ง อิ.อิ.

คำว่า อสังหาริมทรัพย์ ความหมายทางกฎหมายคือ ที่ดินและทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวรหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้นและหมายความรวมถึงทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับที่ดิน หรือทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดิน หรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้นด้วย

เอา...งง...อีกครับ ว่าแต่...เออ...แล้วมันคืออะไรแน่ จะทำไงให้เข้าใจวะ...

เอางี้เข้าใจง่ายๆ อสังหาริมทรัพย์ ก็คือ ที่ดิน บ้านพร้อมที่ดิน ไม่ต้องไปมองอย่างอื่นเพราะถ้ามองจะแตกสาขาออกไปอีกเช่น ไม้ยืนต้นที่ปลูกลงบนที่ดินก็ถือเป็นอสังหาริมทรัพย์ แต่ถ้าตัดไม้ออกไปจากที่ดินแล้ว ไม้ต้นนั้นกลายร่างเป็นสังหาริมทรัพย์ เลยจะยิ่ง ...งง..งง..และ...งงโคตร..ฮา....

เอาเพียงว่า อสังหาริมทรัพย์ หมายถึง ที่ดิน หรือบ้านพร้อมที่ดิน เท่านี้พอ

ภายหน้าหากท่านจำเป็นต้องตีความให้รู้ว่าอะไรคืออสังหาริมทรัพย์ และอะไรคือ สังหาริมทรัพย์ ให้เป็นหน้าที่ของทนายความหรือนักกฎหมาย เพราะถึงตอนนั้นท่านเตรียมอย่างเดียว ตังค์....ฮา...

ที่นี้พอเข้าใจแล้วมาดูต่อครับ

คือในตอน ท้ายของ มาตรา 1382 ที่ว่า

ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์”   

ผมขีดเส้นใต้คำว่า กรรมสิทธิ์  มีความหมายว่า ความเป็นเจ้าของทรัพย์และสิทธิทั้งปวงที่ผู้เป็นเจ้าของมีอยู่เหนือทรัพย์สินโดยสมบูรณ์ เอาเท่านี้พอขืนต่อเดี๋ยวผมงงไปด้วย....อิ.อิ.

คราวนี้มาแปลมาตรา 1382 กัน จะเห็นว่าตามมาตรานี้มีความว่า

 “บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี (ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาห้าปีไซร้) ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์

ผมจะไม่อธิบายแปลความส่วนที่วงเล็บไว้เดี๋ยวยาว (เออ...แล้วที่อ่านมาสั้นหรือไงวะ...ฮา....)

คือตามมาตรานี้วาง หลักเกณฑ์แห่งการครอบครองปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์  ไว้ 6 ประการเอาเป็นว่าหากท่านต้องการแย่งกรรมสิทธิ์ที่ดินของใครท่านต้องมีองค์ประกอบครบทั้ง 6 ประการ ดังนี้

1. ท่านต้องไม่ใช้เจ้าของทรัพย์สินนั้น แต่เข้าครอบครองทรัพย์สินนั้น

2. ทรัพย์สินนั้นต้องเป็นของผู้อื่น

3. ท่านต้องครอบครองโดยความสงบ  ในที่นี้คือท่านจะไปข่มขู่ ใช้กำลัง หลอกลวง และต้องไม่มีใครมาหวงห้าม กีดกัน แสดงความเป็นเจ้าของกับท่าน

4. ท่านต้องครอบครองโดยเปิดเผย คือไม่มีการปิดบังซ่อนเร้นอำพรางใดๆ

5. ท่านต้องครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ คือ ตั้งใจที่จะเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้นจริง

6.  ถ้าท่านครอบครองอสังหาริมทรัพย์ ต้องครอบครองติดต่อกันสิบปี

เมื่อท่านทำครบทั้ง 6 ประการแล้ว ท่านได้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์นั้นตามกฎหมายครับ

ที่นี้ต้องเข้าใจต่อครับว่า วิธีการนี้เป็นการแย่งกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ก็คือที่ดิน หรือบ้านพร้อมที่ดิน คราวนี้มาดูว่าที่ดินประเภทใดที่ถือได้ว่าเจ้าของที่ดินมีกรรมสิทธิ์และจะถูกแย่งการครอบครองได้บ้าง  

ผมเคยอธิบายไว้ในบันทึกก่อนๆแล้วไปดูได้ที่นี้ครับว่าที่ดินที่มีเอกสารแสดงสิทธิมีหลายประเภทมากเช่น

·    น.ส.2 หรือ ใบจอง

·    ใบเหยียบย่ำ

·    น.ส. 3 และ น.ส. 3 ก และ น.ส. 3 ข หรือที่เรียกว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ส่วนไม่มีอักษรต่อท้าย กับอักษร ก.ไก่ ต่อท้าย นั้นออกโดยนายอำเภอ แต่อักษร ข. ไข่ ออกโดยเจ้าพนักงานที่ดิน

·    น.ส. 5 หรือเรียกว่า ใบไต่สวน

ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือนี้โปรดเข้าใจด้วยว่าท่านยังไม่ได้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยสมบูรณ์นะครับแต่เป็นเพียงหนังสือแสดงการยอมให้เข้าครอบครองที่ดินชั่วคราวเพื่อแสดงสิทธิ์ในที่ดินที่ทางราชการออกให้เพื่อยืนยันว่าท่านเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์อยู่แต่ท่านมีสิทธิจะจำหน่ายจ่ายโอนได้ครับ ซึ่งที่ดินดังกล่าวนี้ท่านอาจได้กรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์ต่อไปได้ให้ติดต่อสำนักงานที่ดินไม่เสียตงค์   แต่ถ้าติดต่อทนายรอรับตังค์อยู่...แฮ...แต่ถึงอย่างไร สค.1 ทนายได้ตังค์แน่ๆ...ฮา.... 

ที่ดินประเภทนี้จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์แห่งการครอบครองปรปักษ์ ผมถึงได้ขีดเส้นใต้ไว้ตรงคำว่า กรรมสิทธิ์ เพื่อให้เข้าใจว่านี้เป็นการแย่งกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ ที่ดินตามที่ว่ามานี้เมื่อเจ้าของที่ดินยังไม่มีกรรมสิทธิ์ จึงแย่งการครอบครองโดยปรปักษ์ไม่ได้ ต่อให้ครอบครองต่อเนื่องกันมาเป็นร้อยๆปีก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ครับ

ก่อนไปต่อรับสายซ้อนอีกครั้งก่อนก็ได้ครับ...เดี๋ยวงอน..อิ.อิ.

มาต่อกันครับ

ที่นี้จะมีที่ดินประเภทใดบ้างหละที่สามารถแย่งกรรมสิทธิ์ตามมาตรา 1382 นี้ได้ มีครับคือ

อย่างที่หนึ่ง   

โฉนดตราจอง

อันนี้เป็นโฉนดรุ่นเก่าแก่มาก

ไม่ทราบว่าท่านเกิดทันป่าว คงสูงวัยน่าดู ...ฮา ส่วนผมเรียนจากตำรา ..อิ.อิ.

คือโฉนดตัวนี้ออกตามพระราชบัญญัติออกตราจองชั่วคราว ร.ศ. 121 ตรงกับ พ.ศ. 2446 ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนเป็นพระราชบัญญัติออกโฉนดตราจอง ร.ศ. 124 ตรงกับ พ.ศ. 2449 ออกในมณฑลพิษณุโลก คือ จังหวัดพิษณุโลก พิจิตร อุดรดิตถ์ และสุโขทัย ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัดทำให้โฉนดตราจองตกอยู่ในจังหวัดนครสวรรค์บางส่วน ปัจจุบันไม่ออกแล้วเพราะ พ.ร.บ. ออกโฉนดตราจอง ร.ศ. 124 ถูกยกเลิกโดย พ.ร.บ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497

อย่างที่สอง

โฉนดที่ดิน หรือ น.ส. 4

หรือที่ท่านได้พบเห็นเป็นโฉนดปัจจุบันนี้หละครับ ซึ่งการออกโฉนดก็เป็นไปตาม ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 (ปีผมเกิดพอดี เลยต้องเรียนให้รู้ลึก อิ.อิ.)

ส่วนสังหาริมทรัพย์ คือจำพวกทรัพย์ทั่วไปที่เคลื่อนที่ได้ก็สามารถแย่งการครอบครองได้เช่นกันแต่ใช้เวลาน้อยกว่าคือแค่ 5 ปี

แต่ปัญหาของการเข้าแย่งการครอบครองทั้งอสังหาริมทรัพย์กับสังหาริมทรัพย์ ก็จะมีความผิดเกี่ยวกับคดีอาญาเกี่ยวเนื่องอยู่ด้วยเพียงแต่กฎหมายจะรับรองสิทธิให้เมื่อท่านครอบครองได้ตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และส่วนมากการที่เจ้าของทรัพย์นั้นจะถูกแย่งการครอบครองมักจะเป็นเพราะปล่อยทรัพย์นั้นไว้ไม่เข้าไปจัดการดูแลรักษาใดๆ เลย  หากดูแลย่อมจะพบเห็นก่อนและมีการดำเนินคดีกัน ผู้ครอบครองก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์อยู่ดี เอาเพียงสั้นๆพอเข้าใจแค่นี้นะครับ

ที่นี้มาสรุปว่าทำไม่ผมถึงชนะคดีนี้โดยไม่เข้าไปต่อสู้คดีเลย

เพราะงี้ครับ คดีนี้ผมตรวจดูหลักฐานโฉนดที่ดินแล้วปรากฏว่าที่ดินแปลงนี้เดิมเป็น น.ส.3ก  มาก่อนขณะนั้นท่านเจ้าของที่ดินยังไม่มีกรรมสิทธ์ในที่ดินโดยสมบูรณ์ต่อมายื่นคำขอให้สำนักงานที่ดินรังวัดออกโฉนดให้ในปีที่ พ.ศ.2539 นั้นเอง ถึงได้ทราบว่ามีผู้บุกรุก(คือผู้ร้องคดีนี้) เข้าไปทำนาและปลูกบ้านอาศัยในที่ดินมานานกว่าสิบปีมาแล้ว ตอนไปซื้อที่ดินมาเข้าใจว่าเป็นที่นาเลยไม่ได้ไปดูแล ตอนจะมาแบ่งโฉนดให้ลูกๆถึงทราบ เมื่อที่ดินแปลงนี้เป็น น.ส. 3 ก มาก่อนและดูระยะเวลาที่ท่านผู้ร้องอ้างการครอบครองปรปักษ์ต่อศาล และดูในสาระบบของสำนักงานที่ดินแล้วเห็นว่าระยะเวลาการครอบครองปรปักษ์ เริ่มนับได้ไม่ถึง หนึ่ง ปี ส่วนที่ท่านผู้ร้องอ้างว่าครอบครองมาก่อนนั้น เท่ากับเสียเปล่า เพราะขณะนั้นยังไม่เป็นโฉนดย่อมไม่ได้สิทธิ์ตามที่ผมอธิบายมาแล้ว ผมถึงมั่นใจว่าสามารถชนะคดีได้โดยไม่ต้องไปศาลและที่ท่านทนายในจังหวัดของท่านเจ้าของที่ดินแนะนำแต่แรกนั้นถูกต้องแล้วแต่ไม่มั่นใจจึงต้องมาเสียเงินให้ผม เพื่อซื้อความมั่นใจ และหากท่านจะสงสัยว่าเป็นเช่นนี้แล้วทำไม่ท่านทนายผู้ร้องยังรับทำคดีให้ ท่านทนายผู้ร้องไม่รู้ข้อกฎหมายข้อนี้หรืออย่างไร เชื่อเถอะครับว่าท่านทนายผู้ร้องรู้กฎหมายข้อนี้ดีเท่าๆกับนักกฎหมายทุกท่าน เพราะตอนผมได้คุยกันและบอกว่าหากไม่สืบพยานให้จบในนัดเดียวผมจะเข้าไปในคดีและจะยื่นคำร้องตาม ป.วิแพ่ง มาตรา 24 ท่านตกลง เพราะท่านทราบดีว่าหากให้ผมยื่นคำร้องตามที่ว่าท่านจะไม่มีโอกาสได้สืบพยานต่อ เพราะมาตรานี้ศาลสามารถวินิจฉัยงดสืบพยานโดยหันมาชี้ประเด็นข้อกฎหมายเบื้องต้นแล้วพิพากษาคดีได้เลยโดยไม่ต้องสืบพยานอีกต่อไป แต่ที่ท่านทนายผู้ร้องรับทำคดีนี้ท่านมีเหตุผลส่วนตัวของท่าน ซึ่งผมไม่อาจก้าวล่วงได้ แต่เป็นผลดีกับผมที่ได้ตังค์....ฮา....

คราวหน้าจะเล่าเรื่อง

พินัยกรรม.......ทำแล้วตายไปลูกหลานจะฆ่ากันป่าว