เหตุมาจากภรรยาตัดผมให้ซะสั้นแบบไม่ได้ตั้งใจ จึงจำเป็นต้องไปซื้อเจลแต่งทรงผมมาใช้ ซึ่งปกติก็ไม่ชอบใส่หรอกครับ แต่ถ้ามันสั้นขนาดนี้ (ไม่เกิน 2 นิ้ว) มันจะชี้ๆ ฟูๆไงครับ ก็เลยต้องแต่งหล่อหน่อย อิอิ
 
วัตถุหรือ สะสารที่ช่วยแต่งให้ผมอยู่ทรงตามต้องการนั้นมีขายกันเกลื่อน ผมก็ไปเดินๆดูเจลเป็นหลอดถูกๆ เพราะไม่คิดว่าจะต่างกันมากนัก แค่ 20-30 บาทนี้ก็โอเคแระ เคยใช้อยู่ ไม่ได้เลวร้ายอะไร ;)
ทีนี้ใจสายตามันดันไฮโซ เหลือบไปมองชั้นวางเจลแต่งผมยี่ห้อของนอก ใจจริงแค่อยากดูเฉยๆว่ามันแตกต่างกันมากมั้ย หมายถึงราคา ปรากฏว่าแตกต่างกันมากจริงๆครับ ไม่คิดอะไร หยิบมาดูเล่นๆ...
 
...ก็เพราะไอ้การหยิบมาดูเล่นๆนี่แหละ ทำให้เสียตังค์จนได้ 555 เพราะ การเขียนคำสรรพคุณของสินค้านั่นเองที่ โดน โดน โดน ลองอ่านดูนะครับ ;)

 

ด้านหน้า...ปิดยี่ห้อไว้ เดี๋ยวหาว่าโฆษณา อิอิ :P

 

และวิธีใช้ด้านหลังนี่แหละครับ คือประเด็นที่ชวนคิดของบันทึกนี้ ^_^

ลองอ่านดูนะครับ ที่เน้นสีเหลือง คือ คำโดนโดน ที่ทำให้ผมอยากซื้อมัน

เป็นไงครับ...แรงมะ? 555

..................................

 

คือผมชอบใจตรงที่ เค้าเขียนอธิบายได้ซะเห็นภาพเลยอะ ปกติแล้วผลิตภัณฑ์ทั่วๆไปก็จะบอกวิธีใช้โดยสังเขป เช่นถ้าเป็นเจลยี่ห้ออื่นก็จะเขียนประมาณว่า "ใช้สำหรับจัดแต่งทรงผมตามต้องการ" หรือ "เพื่อทรงผมที่ดูมีเสน่ห์ของคุณ" ฯลฯ แล้วไง?? เข้าใจแล้ว...แต่ว่าให้จัดยังไงล่ะ? How???? คือต้องเติม adjective เยอะๆหน่อยให้เห็นภาพว่า อ๋อ...อย่างนี้นี่เอง ^_^

ผมชอบคำอธิบายจุดขายของเจลยี่ห้อนี้ตรงคำที่ขีดเส้นสีเหลืองนั่นแหละครับ ผมกับภรรยายืนหัวเราะกันอยู่สองคน ในใจคิดว่า เออ..แฮะ เขียนได้เข้าใจง่ายดี ทั้งๆที่มันก็เป็นยี่ห้อที่น่าเชื่อถือ แต่พี่แกเล่นคำซะแบบวัยรุ่นสมกับกลุ่มเป้าหมายจริงๆ 555 เช่น ยุ่งแบบเพิ่งตื่นนอน(อืม...เอางั้นเลยรึ?) หรือ ยุ่งแบบกระเจิดกระเจิง(อ๋อ...ชี้ไปคนละทาง เตลิดเปิดเปิงอะไรประมาณนั้นใช่มั้ย?) ทุกคำล้วนแล้วไม่ต้องการคำอธิบายเพิ่มเติม รู้เรื่องแล้ว จบข่าวได้เลย อิอิ

ผมซื้อกระปุกนี้เพราะการเขียนสรรพคุณสินค้าอย่างเดียวจริงๆครับ ^^ ซึ่งราคามันแพงกว่ายี่ห้ออื่นตั้ง 100 นึง ในปริมาณเท่าๆกัน แต่มันชอบใจนี่นา เลยซื้อมาลองใช้ดู :P

ความเห็นหลังการใช้จากผู้บริโภคคนหนึ่ง : ใช้ยากชะมัด 555 มันต้องเอามาตบๆๆๆๆๆ เป็นโครงค่ายเน็ตเวิร์กไฟเบอร์อะไรของมันก็ไม่รู้?? ก็พอเข้าใจอยู่ว่ามันไฮโซ แต่ก็ให้ทรงผมกระเจิงตามที่คุยไว้อยู่อะนะ อภัยได้ อีกอย่างฝากขอบคุณ และขอให้จ่ายโบนัสพนักงานคนนั้นที่คิดเขียนคำข้างกระปุกนี้ด้วยเด้อ ;) เจ๋งๆๆๆ

....................................

ผมเชื่อเรื่องการสื่อสารครับ ^^ ไม่ว่าจะบอกความต้องการอะไร? ให้ใครรู้? จะอย่างไรก็ขอให้บอกกันตรงๆ อย่างซื่อสัตย์ ชอบก็บอกชอบ รักก็ไม่ต้องเขิน...บอกไปเลย ให้ตรงกับใจก็พอ บางทีการใช้คำพูดคลุมเครือหรือคำที่ฟังดูฉลาดๆนั้นน่ะ มันไม่เข้าถึงจิตใจสามัญอย่างมนุษย์เราหรอกครับ อันนี้เป็นความเชื่อส่วนตัวผมนะครับที่คิดแบบเด็กๆ ^^ ความต้องการอันบริสุทธิ์นั้นไม่ต้องแปล

เหมือนตอนที่ผมเรียนภาษาอังกฤษช่วงมหา'ลัยเหมือนกัน เรียนไม่ค่อยเข้าใจครับ เพราะว่าครูแทบทุกคนสอนว่าให้แปลคำนี้มาเป็นความหมายนี้ ผมก็เรียนๆๆมาตามนั้นตั้ง 2-3 ปี...อย่างไม่รู้แจ้งเท่าไหร่ แต่พอมาเจออาจารย์ท่านนึง แกกรุณาให้คำสำคัญที่มีค่ามากๆในการเรียนภาษากับผมว่า

"อย่าไปสนเลยว่าคำนั้น คำนี้แปลว่าอะไร แต่ลองเปลี่ยนคำว่าแปล เป็นคำว่า รู้สึกสิ!!! เช่นประโยคนี้ในภาษาอังกฤษ แทนความรู้สึกถึงประโยคใดในภาษาไทย ขืนเธอแปลแต่คำตรงตัวตลอดล่ะคงจะเข้าใจกันได้ยาก"

"และที่สำคัญ...ภาษาคือการสื่อสาร เธอจำแค่นี้ จำไว้ว่าเรียนเพื่อการสื่อสาร อย่าไปกำหนดหรือคิดอะไรให้มันซับซ้อนเกินจิตใจ พูดให้มันรู้เรื่องกันทั้ง 2 ฝ่ายก็เพียงพอแล้ว นี่แหละคือจุดประสงค์หลักของการเรียน!"

จากนั้นมา ผมก็รู้สึกดีกับการสื่อสารมาตลอดครับ ^_^