เหนียวปลาแห้งแอนด์เหนียวมะม่วง

สองคืนที่ผ่านหลังอีซา (ก่อนจะกลับบ้าน) มีเพื่อนคนหนึ่งชวนไปกินข้าวเหนียว เค้าบอกว่าเหนียวเป็นของเค้าแต่ไปทำที่บ้านของเพื่อนเค้าอีกคน พวกเราไปกันห้าหกคน และที่ไปก็ไม่ใช่ใครอื่นมีอาจารย์และเจ้าหน้าที่ แรกๆไปก็ไม่รู้ว่าเขาทำเหนียวอะไร พอเจ้าของบ้านยกมาก็รู้เลยว่าคืนนี้ได้กินเหนียวมะม่วง (แต่ก็ไม่ทันที่จะถามว่ามะม่วงที่ซื้อมานั้น เค้าเรียกมะม่วงอะไร) เห็นเพื่อนตักใส่จาน ทุกคนก็ไม่รอช้า  กินไปสักพัก ภายในกลุ่มเริ่มตั้งประเด็นข้อสงสัย.......................อะไร ...........ทำไม.............

ปกติแล้วกินเหนียวมะม่วงหรือเหนียวทุเรียนแถว 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นี้ไม่เหมือนกับเหนียวทางภาคใต้ตอนบนหรือ กทม. ของที่นี่จะใช้น้ำกะทิสดๆ (โดยไม่ต้องตั้งไฟ) และไม่หวานด้วย พอจะกินก็ตักน้ำตาลทรายลงบนข้าวเหนียวแล้วตามด้วยน้ำกะทิก็กินได้เลย บางคนก็เติมน้ำแข็งไปด้วยสดชื่นเย็นคอ (อร่ิอยจัง) ประเด็นที่เราคุย ทำไมชาวบ้านรวมถึงเจ้าของบ้านถึงได้เอาพริกใส่ลงในถ้วยน้ำกะทิ (ปกติถ้าเราไปกินเหนียวมะม่วงในถ้วยกะทิจะมีพริกใส่ลงไปด้วย 2-3 เม็ด แต่ไม่ได้ทำให้แตกนะ) เหตุผลของชาวบ้านหรือคนแก่บอกว่าถ้าใส่พริกลงไปในถ้วยแล้ว น้ำกะทิดังกล่าวจะไม่บูดและไม่เปรี้ยว ถามว่าสมมุติฐานนี้มีใครมาพิสูจน์หรือทดลองโดยผ่านกระบวนการวิทยาศาสตร์แล้วหรือยัง อุสตะท่านหนึ่งบอกว่า หากเรานำสมมุติฐานนี้ไปให้คนที่อยู่ในคณะวิทย์ทำการศึกษาว่า ในพริกมีสารอะไรถึงกะทิไม่บูดง่าย หรือแค่สันนิษฐานไปเอง ถ้าพิสูจน์ได้ เค้าว่าประกันของเราก็น่าจะผ่าน (คิดได้ไง อยู่ๆ ออกเรื่องประกันเชยเลย)

กินเหนียวมะม่วงเสร็จรู้ไหม เจ้าของบ้านก็ยกเหนียวปลาแห้งอีก ที่นี้แหละไม่อยากบรรยาย ไว้ถ้าใครมีโอกาสหุงอีกบอกให้ทราบด้วย (ทราบแล้วเปลี่ยนด้วย) วอ.2  และ 28