ความเข้าใจที่ถูกต้อง และ วัตถุประสงค์หลัก ของพหุวัฒนธรรมศึกษา จาก Jame A. Bank เจ้าของหนังสือ An introduction to multicultural education
วัตถุประสงค์หลัก ของพหุวัฒนธรรมศึกษา (Multicultural Education) คืออะไร?
มุจลินทร์ ผลกล้า
นศ.หลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาภาวะผู้นำและนวัตกรรมทางการศึกษา
รายวิชา 299-702 Research seminar in education in cultural diversity and globalizationBank (1994:1) ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์หลักของพหุวัฒนธรรมศึกษาไว้ในตอนต้นว่า “Education within a pluralistic society should affirm and help students understand their home and community cultures.” “การให้การศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจ วัฒนธรรมของตนเอง พร้อมทั้ง ยอมรับและเข้าใจวัฒนธรรมของผู้อื่นด้วย” ข้างต้น คือวัตถุประสงค์หลัก ของพหุวัฒนธรรมศึกษา โดยมีแนวทางในการปฏิบัติดังนี้ 1. การสร้างโอกาสที่เท่าเทียม ให้ความยุติธรรม ความเสมอภาคในการได้รับการศึกษาของผู้เรียนที่มาจากความหลากหลายทางวัฒนธรรม เชื้อชาติ ศาสนา เพศ ฐานะทางสังคม สภาพร่างกาย 2. การปรับวิธีการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้เหมาะกับรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนที่มาจากต่างวัฒนธรรม 3. การปรับเนื้อหาในบทเรียนเพื่อให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมต่างๆ 4. การปรับทัศนคติในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของผู้เรียนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ขออภิปรายในแต่ละแนวทางในการปฏิบัติของวัตถุประสงค์หลักของพหุวัฒนธรรมศึกษา แนวทางที่ 1 การสร้างโอกาสที่เท่าเทียม ให้ความยุติธรรม ความเสมอภาคในการได้รับการศึกษาของผู้เรียนที่มาจากความหลากหลายทางวัฒนธรรม เชื้อชาติ ศาสนา เพศ ฐานะทางสังคม สภาพร่างกาย ความเท่าเทียมในที่นี้หมายถึงความเท่าเทียมทั้งโอกาสของการได้รับการศึกษา และความเท่าเทียมของโอกาสในการประสบความสำเร็จทางการศึกษา ดังนั้น จึงต้องมีการปรับวิธีการสอน และนโยบายการจัดการศึกษาให้เอื้อต่อผู้เรียนทุกกลุ่มวัฒนธรรม เพื่อให้เกิดความเสมอภาคและเท่าเทียมกับผู้เรียนทุกกลุ่ม ซึ่งหากนำไปใช้ในโรงเรียนจะช่วยแก้ปัญหาความไม่เสมอภาคอย่างที่ชนกลุ่มน้อยบางกลุ่มประสบอยู่ ดังที่ บัญญัติ ยงย่วน (2550 : 3) ได้กล่าวถึงความเท่เทียมกันในโอกาสของการได้รับการศึกษา โดยมากแล้วครูมีบทบาทสำคัญดังนี้ 1.1 ครู มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างเจตคติ ค่านิยมทางเชื้อชาติที่ถูกต้องให้กับผู้เรียนโดยผ่านกระบวนการสอน และการกระทำตนเป็นแบบอย่างที่ไม่ลำเอียง ดังนั้นการรับรู้เจตคติ และพฤติกรรมของครูเกี่ยวกับความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรมของผู้เรียนต้องเป็นไปในทิศทางบวก 1.2 ครู จะต้องเป็นผู้ที่ยอมรับแนวคิดในเรื่องของความแตกต่างทางวัฒนธรรมและการอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีความหลากหลาย 1.3 ครู จะต้องมีความรู้ เจตคติและทักษะกรสื่อสารในชั้นเรียน สร้างบรรยากาศในชั้นเรียนและจัดกิจกรรมในบทเรียนอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคเพื่อให้ผู้เรียนได้เข้าใจและยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรมและความหลากหลาย 1.4 ครูประจำชั้นและครูประจำวิชาในสังคมพหุวัฒนธรรมศึกษา คือผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมเจตคติในเรื่องการยอมรับในบุคคลและกลุ่มบุคคลที่มีความแตกต่างจากตน ไม่ว่าความแตกต่างนั้นจะเป็นเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา หรือวัฒนธรรม 1.5 ครู จะต้องปราศจากความอคติความลำเอียงต่อผู้เรียนที่มีลักษณะแตกต่างจากตน และเรียนรู้ผู้เรียนกลุ่มต่างๆเพื่อนำไปสู่การสื่อสารและการปฏิบัติกิจกรรมการเรียนการสอนให้เหมาะสมและส่งเสริมการยอมรับซึ่งกันและกัน แนวทางที่ 2 การปรับวิธีการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้เหมาะกับรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนที่มาจากต่างวัฒนธรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการศึกษาให้เกิดความเท่าเทียมและการยอมรับของผู้เรียนในทุกกลุ่มวัฒนธรรม ตามแนวคิดของ Bank (1994: อ้างถึงใน ฐิติมดีอาพัทธนานนท์, 2551: 137) วิธีการปรับการจัดการเรียนการสอนมีดังนี้ 2.1 โรงเรียนควรมีนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับพหุวัฒนธรรมศึกษา คือแนวทางในการจัดการเรียนการสอน การจัดกิจกรรม และแนวปฏิบัติในโรงเรียน รวมถึงการสื่อสารไปถึงพ่อแม่และประชาชนว่าโรงเรียนให้ความสำคัญกับพหุวัฒนธรรมศึกษากับผู้เรียน 2.2 ปรับทัศนคติ ความเชื่อ และการปฏิบัติของบุคลากร สิ่งสำคัญที่สุดคือ ทัศนคติของบุคลากรซึ่งหมายรวมถึง ครู ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ ธุรการ แม่บ้าน ภารโรงและเจ้าหน้าที่ทุกคนในโรงเรียน บุคลากรโดยเฉพาะครูจะต้องเชื่อว่าผู้เรียนทุกคนไม่ว่าจะมาจากเชื้อชาติใด เพศใด มีความผิดปกติทางร่างกายหรือไม่ ล้วนแล้วแต่มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการเรียนด้วยกันทั้งนั้น ความเชื่อเช่นนี้จะช่วยให้ผู้เรียนมีทัศนคติที่ดีต่อตนเองและเพิ่มความมั่นใจในการเรียนให้แก่ผู้เรียนอีกด้วย 2.3 การจ้างบุคลากรในโรงเรียนให้มีความหลากหลาย
บุคลากรในโรงเรียน เช่นผู้บริหาร ครู เจ้าหน้าที่ บุคลากรสนับสนุนอื่นๆ ควรมีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ เพศ ศาสนา และสภาพร่างกาย ความหลากหลายของบุคลากรเช่นนี้ จะเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงนโยบายของโรงเรียนเกี่ยวกับพหุวัฒนธรรมศึกษาของโรงเรียนเป็นอย่างดี สิ่งที่ต้องระวังคือ โรงเรียนต้องคำนึงถึงตำแหน่งของบุคลากรที่เป็นชนกลุ่มน้อยด้วย เช่น หากผู้บริหารเป็นชนผิวขาวแต่ ภารโรงเป็นคนผิวดำ จะทำให้ผู้เรียนมีทัศนคติด้านลบเพิ่มขึ้นอีกก็เป็นได้ 2.4 หลักสูตรของโรงเรียน ควรมีการปรับเพื่อให้สะท้อนมุมมองของชนกลุ่มน้อยมากขึ้นเป็นการนำเสนอเนื้อหาหลักสูตรผ่านมุมมองของชนกลุ่มน้อยเองด้วยไม่ใช่เพียงแค่เพิ่มเรื่องราวของชนกลุ่มน้อยเข้าไปในหลักสูตรเท่านั้น การปรับหลักสูตรเช่นนี้จะช่วยให้ผู้เรียนมองปัญหา และประเด็นต่างๆจากมุมมองของคนหลากวัฒนธรรม 2.5 เทคนิคการสอน สำคัญที่สุดคือ ผู้สอนจะต้องใช้วิธีการสอนที่เน้นกรมีส่วนร่วมและ การจัดกิจกรรมกลุ่มทคนิคการสอนที่เหมาะสมกับหลักสูตรที่มีความเป็นพหุวัฒนธรรมศึกษา คือ การเรียนที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและการเรียนที่ครูฟังเสียงและความคิดเห็นของผู้เรียนที่มาจากหลากหลายวัฒนธรรม โดยโรงเรียนและเขตพื้นที่การศึกษาต้องมีการจัดการอบรมวิธีการสอนสำหรับผู้เรียนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมให้แก่ครู 2.6 สื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอน โรงเรียนควรเลือกสื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอนที่สะท้อนประสบการณ์และประวัติศาสตร์ สื่อการสอนควรจะเกี่ยวข้องกับปัญหาและมุมมองของทุกกลุ่มชนชาติ 2.7 การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง เป็นส่วนประกอบสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน ผู้ปกครองอาจจะลังเล ไม่กล้าเข้ามามีส่วนในการจัดการศึกษาเนื่องจากเห็นว่าตนเองไม่มีอำนาจ หรือความเห็นของตนไม่ได้รับความใส่ใจจากโรงเรียน ดังนั้น หน้าที่ของโรงเรียนคือการหาวิธีที่จะทำให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในการศึกษาให้มากที่สุด 2.8 การตรวจสอบและประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ การจัดการศึกษาแบบใดก็ตามต้องหมั่นตรวจสอบและปรับปรุง พัฒนา การจัดการศึกษาในโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ เช่น ตรวจสอบว่าเป้าหมายที่กำหนดเกี่ยวกับการจัดการศึกษาแบบพหุวัฒนธรรมศึกษาบรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่ เป็นต้น แนวทางที่ 3 การปรับเปลี่ยนเนื้อหาในบทเรียนเพื่อให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมต่างๆแนวทางดังกล่าวมีการแนวทางในการปรับเปลี่ยนอยู่ 4 ระดับ ดังนี้ Bank (1994 : 25) ระดับที่ 1 The Contribution Approach คือการเพิ่มบทบาท เหตุการณ์ ประสบการณ์ต่างๆของเชื้อชาติต่างๆเข้าไปในแบบเรียน โดยให้มีเนื้อหาที่แสดงถึงบทบาทของตัวแทนของกลุ่มของผู้เรียนในสังคม เช่น กล่าวถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงในวัฒนธรรมหรือประวัตศาสตร์ของผู้เรียน ระดับที่ 2 The Additive Approach คือการเพิ่มหรือเสริมสิ่งที่ขาดหายไปในหลักสูตร เนื้อหา สาระสำคัญ แก่นของเรื่อง เข้าไปโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหลักสูตร
ระดับที่ 3 The Transformation Approach คือ การปรับเปลี่ยนเนื้อหาในหลักสูตรทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดพหุวัฒนธรรมศึกษาทั้งในประเด็นของ เหตุการณ์ แนวคิด ที่ต้องมีความสอดคล้องกับผู้เรียนที่มีวัฒนธรรมหลากหลาย
ระดับที่ 4 The Social Action Approach คือการมีบทบาททางสังคม ดูว่าในโรงเรียนหรือชุมชนมีปัญหาอะไรบ้างและแสดงบทบาทในการแก้ไขเพื่อนำความรู้มาช่วยแก้ไขปัญหาสังคม ให้พัฒนาขึ้น แนวทางที่ 4 . การปรับทัศนคติในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของผู้เรียนที่มีความหลากหลาย ทางวัฒนธรรม ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า การสอนของครูที่เข้าใจผู้เรียนอย่างแท้จริง ไม่ว่าผู้เรียนจะมาจากวัฒนธรรมใดก็ตาม ผู้สอนจะต้องมีทักษะ 3 ประการดังนี้
4.1 To Know : รู้ความหลากหลายทางวัฒนธรรมของผู้เรียน เห็นอกเห็นใจ
4.2 To Care : ใส่ใจผู้เรียนทุกคน ไม่ดูถูกดูแคลน
4.3 To Act : ปฏิบัติและกระทำต่อผู้เรียนทุกคนอย่างเท่าเทียมเสมอภาค
แล้วจะทำให้ผู้เรียนรู้สึกถึงความเท่าเทียมจากผู้สอนอย่างแท้จริง
สวัสดีวันหยุดยาวค่ะ..ไปเที่ยวไหนรึปล่าวค่ะ..เอากล้วยบัวมาฝากด้วยค่ะ..เคยเห็นมั้ยเอ่ย..
สวัสดีค่ะท่านอาจารย์
- แวะมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ อ่านบันทึกแล้วดีมากเลยค่ะ เพราะตอนนี้เรียนหลักสูตรการสอนอยู่ นำไปใช้ได้เลยค่ะ
- ยินดีที่ได้รู้จักท่านอาจารย์นะค่ะ
- ขอบคุณสำหรับบันทึกดีดี
- ดูแลสุขภาพด้วยนะค่ะ
สวัสดีค่ะ คุณ New ครูบันเทิง ยินที่ที่ได้รู้จักนะคะ วันหยุดยาว ได้มีโอกาสพาย่าและแม่ไปวัดมาค่ะ แค่นี้ก็รู้สึกดีมากๆ แล้ว แล้วก็ กล้วยบัว ดอกสวยมากค่ะ ยังไม่เคยเห็นเลย ขอบคุณนะคะ ที่นำรูปมาโพสให้ได้รู้จักกัน ดีจังเลยค่ะ
สวัสดีค่ะ คุณ Rattanaporn
ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ
ขอบคุณมากสำหรับข้อมูลที่โพสไปแล้วเป็นประโยชน์กับอาจารย์นะคะ
ขอให้สุขภาพแข็งแรง และสวยวันสวยคืนอีกด้วย
สุดท้าย
อย่าเรียกท่านอาจารย์เลยค่ะ
เป็นครูสอนหนังสือที่มาร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กันดีกว่านะคะ คุณครู Rattanaporn คนสวย
ยินดี...ให้ข้อมูลเพิ่มเติมหากต้องการนะคะ