บริสุทธิ์
วิธีทำจิตให้บริสุทธิ์  ปริวัชชนะ
 ปริวัชชนะ       เว้นสิ่งที่ควรเว้น
 
          ในชั้นพระพุทธพจน์ คือในพระไตรปิฎกได้พูดถึงเรื่องการเว้นอโคจร คือ ไม่ไปในที่ไม่ควรไป แล้วเว้นบุคคลที่ไม่ควรคบ
 
          ในที่นี้ขอกล่าวเฉพาะภิกษุก่อน
 
          ต่อไปนี้จากหนังสือวินัยมุข เล่ม 2 ตอนที่ว่าด้วยเรื่องอโคจร  พระนิพนธ์ในสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระองค์ท่านได้ทรงพระนิพนธ์ ไว้อย่างนี้
 
          บุคคลก็ดี สถานที่ก็ดี อันภิกษุไม่ควรไปสู่ เรียกว่า อโคจร ท่านแสดงไว้ 6 ประเภท คือ หญิงแพศยา 1 หญิงม่าย 1 สาวเทื้อ 1 ภิกษุณี 1 บัณเฑาะก์ 1 ร้านสุรา 1 อันนี้เป็นอโคจร 6
 
          ท่านอธิบายไว้ว่า หญิงแพศยานั้นหมายเอาหญิงหากินในทางกาม  ทุกชนิด แสดงอาการเปิดเผยก็ดี แสดงอาการซ่อนเร้นก็ดี อยู่เป็นโสดตามลำพัง ตนก็ดี อยู่ในหมู่ก็ดี นับเข้าในชื่อหญิงแพศยาทั้งนั้น คือ โสเภณีในปัจจุบันนะครับ
 
          ภิกษุชอบพอไปมาหาสู่กันเนืองๆ กับหญิงแพศยาย่อมเป็นที่รังเกียจของสหธรรมิกด้วยกัน (คือ ผู้ประพฤติธรรมร่วมกันนะครับ) ทั้งหญิงแพศยาย่อมจะจูงไปสู่อำนาจ ดังมีเรื่องเล่าถึงพระเถระรูปหนึ่ง ชื่อ สุนทรสมุทร เป็นบุตรของสกุลผู้มั่งคั่ง มีศรัทธาออกบวช ทั้งยินดีใน พรหมจรรย์ มารดาบิดาหาอุบายจะให้ลาพรหมจรรย์ไม่สำเร็จ หญิงแพศยาคนหนึ่งรับอาสา ตามไปตั้งสำนักอยู่ในเมืองที่พระเถระอยู่
 
          ในเวลาแรกคอยถวายบิณฑบาตในเวลาที่ พระเถระออกภิกขาจาร พอคุ้นกันเข้าโดยฐานได้รับบาตรอยู่เนืองๆ คราวนี้นิมนต์ให้ฉันที่เรือน แต่แรกก็ให้ฉันในที่เปิดเผย
 
          ต่อมาหญิงนั้นหาอุบายให้เด็กมาเล่นบ้าง ทำรกบ้าง พออ้างเป็นเหตุ ให้พระเถระเข้าไปฉันในห้องเรือน แสดงอาการสนิทสนมเข้าทุกที ยั่วยวนพระเถระในทางกาม จนท่านรู้สึกตัว จึงได้หลีกไปเสีย ท่านเป็นผู้มีสติ และมั่นอยู่ในธรรมของภิกษุ จึงเอาตัวรอด
 
          แต่ว่ามีภิกษุที่เอาตัวไม่รอดเยอะเหมือนกัน คือ ถูกเข้าทำนองพระสุนทรสมุทรนี้ แต่สติไม่มั่นพอที่จะอยู่ในธรรมของภิกษุ และก็เอาตัวไม่รอด ต้องเป็นปาราชิก ไปก็มีไม่น้อย
 
          สมเด็จฯ ได้ทรงพระนิพนธ์ต่อไปว่า
 
          แต่มิใช่ว่าท่านสาปหญิงประเภทนี้เสียทีเดียว จะรับนิมนต์ไปเป็นกิจจะลักษณะได้ มีภิกษุรับนิมนต์แล้ว ไปทำภัตกิจที่เรือนของนางสิริมาเป็นตัวอย่าง แต่ควรตั้งสติระวังมิให้เสียสังวร
 
          เรื่องทำนองนี้ ท่านอาจารย์พุทธทาสได้เขียนไว้เหมือนกันในหนังสือ "ตามรอยพระอรหันต์" ที่ว่าด้วยอินทรีย์สังวร สำหรับพระภิกษุท่านก็แนะนำว่า ถ้าเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง คือ อย่ากล้าเผชิญหน้ากับอารมณ์ที่คิดว่าอาจจะพ่ายแพ้ได้ ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องมีสติมั่นอยู่ในธรรมของภิกษุจริงๆ จึงจะเอาตัวรอดได้
 
          ต่อไปพูดถึงหญิงม่าย เป็นอโคจรสำหรับภิกษุอย่างหนึ่งเหมือนกัน หญิงม่ายนั้นท่านหมายเอาทั้งหญิงที่สามีร้าง หย่าขาดจากกัน
 
          หญิงเทื้อ หมายเอาหญิงโสด หาสามีไม่ได้ อยู่ลำพังตน
 
          ภิกษุคบหาสนิทสนมกับหญิง 2 ประเภทนี้ คือ หญิงม่าย หรือหญิงเทื้อ หญิงโสด ไปมาหาสู่ไม่เป็นกิจจะลักษณะ หรือผิดเวลา ย่อมจะเป็น ที่รังเกียจของสหธรรมิกด้วยกัน ทั้งล่อแหลมต่ออันตรายแห่งพรหมจรรย์ด้วย แต่มิใช่ว่าจะเป็นคนไม่ควรคบเสียเลย จะรู้จักหรือไปมาหาสู่กัน โดยเป็นกิจจะลักษณะได้อยู่ แม้จะรับบำรุงของเขาก็ได้ แต่ควรประพฤติพอดีพองาม
 
          ดังภิกษุรูปหนึ่งที่ไปพำนักอยู่ ณ บ้านมาสิกคาม แคว้นโกศล ได้รู้จักกันกับมารดาของนายบ้าน และได้รับบำรุงของเขา ได้ความสะดวก บำเพ็ญสมณธรรมจนสำเร็จ คบกันแต่พอดีพองาม เช่นนี้ไม่มีโทษ
 
          กล่าวถึงภิกษุณี เป็นอโคจรอย่างหนึ่งของภิกษุเหมือนกัน เป็นพรหมจาริณี คือ ผู้ที่ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกัน จัดว่าเป็นหญิงโสด แม้เป็น สหธรรมิกด้วยกัน ก็ยังสมควรจะคบกันแต่พอดีพองาม พระศาสดาได้ทรงบัญญัติสิกขาบท เนื่องด้วยการคบภิกษุณีไว้หลายมาตรา ก็เพื่อจะได้ตั้งอยู่ในความพอประมาณนั่นเอง
 
          บัณเฑาะก์ หมายถึง บุรุษที่เขาตอนเสียแล้ว ได้ยินว่าในราชสำนักแห่งประเทศจีนและประเทศตุรกีในกาลก่อนแต่นี้ ได้ใช้พวกบัณเฑาะก์ชนิดนี้เป็นคนเข้าข้างในออกข้างนอกได้ ภาษาไทยที่เป็นคำพังเพย - เข้านอกออกใน
 
          ในเมืองจีนเรียกว่า ขันที พวกบัณเฑาะก์นี้เป็นที่สวาทในหมู่บุรุษจึงเป็นที่รังเกียจของภิกษุ พึงเห็นในสิกขาบทสังฆาทิเสส เนื่องด้วยหญิง คงจัดบัณเฑาะก์เป็นวัตถุแห่งถุลลัจจัย คือ รองลงมาจากสังฆาทิเสส
 
          ในลำดับรองลงมาจากสังฆาทิเสส ภิกษุผู้คบหาสนิทสนมกับบัณเฑาะก์ย่อมเป็นที่รังเกียจของสหธรรมิก ด้วยกันในทางเล่นสวาท
 
          ร้านสุรา คือ ที่ขายสุรา เป็นที่อโคจร แม้โรงกลั่นสุรา ก็นับเข้าในชื่อนี้ ภิกษุเข้าไปในร้านสุรา เขาคงเข้าใจว่ามีความต้องการดื่ม อันการดื่มสุราย่อมเป็นอุปกิเลสหรือมลทินของสมณะ ย่อมจะเป็นที่รังเกียจของผู้ที่ได้เห็นหรือได้ยิน ร้านฝิ่น โรงฝิ่น อันเป็นของเกิดขึ้นในภายหลัง สงเคราะห์เข้าในสถานนี้ เป็นอโคจรของภิกษุเหมือนกัน ภิกษุผู้ไปสู่บุคคล  ก็ดี สถานที่ก็ดี ดังกล่าวแล้ว ด้วยอาการไม่ดีไม่งาม เป็นที่รังเกียจ ได้ชื่อว่า โคจรวิปันโน แปลว่า มีโคจรวิบัติ โคจร คือ สถานที่ไปวิบัติ
 
          ภิกษุผู้เว้นอโคจร 6 นี้ ไปหาใครหรือจะไป   ที่ไหน เลือกบุคคล เลือกสถานที่อันสมควร ไปเป็นกิจจะลักษณะ เวลาอันควรไม่ไปพร่ำเพรื่อ กลับใน
เวลา ประพฤติตนไม่ให้เป็นที่รังเกียจของสหธรรมิก เพราะการไปเที่ยว ได้ชื่อว่า โคจรสัมปันโน แปลว่า ถึงพร้อมด้วยโคจร เป็นหลักคู่กับมารยาท ในสีลนิทเทส คือ หัวข้อที่อธิบายเรื่องศีล รวมเรียกว่า อาจารโคจรสัมปันโน แปลว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจร เป็นคู่กับ คุณบทว่า สีลสัมปันโน ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล สมบูรณ์ด้วยศีล ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ถึงพร้อมด้วยมารยาทและโคจร ย่อมประดับพระศาสนาให้รุ่งเรือง อันนี้เป็นพระนิพนธ์ในสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เรื่องอโคจร ปรากฏในวินัยมุข เล่ม 2 กัณฑ์ที่ 22
 
          นี่สำหรับ ปริวัชชนะ การเว้นสถานที่ที่ควรเว้น บุคคลที่ควรเว้นสำหรับภิกษุ
 
          สำหรับฆราวาสทั่วไป อโคจรของฆราวาส คือ สถานที่ที่ไม่ควรไปและบุคคลที่ไม่ควรคบ สถานที่ที่ไม่ควรไป เช่นว่า ร้านสุรา หรือโรงสุรา โรงฝิ่น สถานการพนัน สำนักโสเภณี ท่านดูอบายมุข 4 อบายมุข 6 ก็ได้ สถานที่สำหรับคนเที่ยวกลางคืน สถานที่ก่อให้เกิดอันตรายและปัญหามาก สิ้นเปลืองเงินทอง สถานที่ เล่นการพนัน มีอบายมุขทุกประการก็เป็นสถานที่อโคจรของฆราวาส
 
          สำหรับบุคคลที่เป็นอโคจร ก็คือบุคคลที่ไม่ควรคบ ก็คือคนชั่ว หรือมิตรชั่ว ซึ่งเป็นอบายมุขข้อหนึ่งในอบายมุข 6 คือ การคบมิตรชั่ว   เป็นอบายมุข ควรละเว้น
 
          สำหรับคนที่ไม่ควรคบ พระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงไว้หลายจำพวก      ดูจากพระไตรปิฎกว่าพระพุทธเจ้าตรัสอะไรไว้บ้างเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ ขอพูดเป็นตอนๆ ไปนะครับ
 
          บุคคล 3 จำพวก  มีดังต่อไปนี้
          1. เป็นผู้มีจิตเหมือนแผล อรุกูปมจิตฺโต
          2. บุคคลผู้มีจิตเหมือนสายฟ้า วิชฺชูปมจิตฺโต
          3. บุคคลผู้มีจิตเหมือนเพชร วชิรูปมจิตฺโต
 
          พวกที่ 1 หมายถึง ผู้มีจิตมักโกรธ เต็มไปด้วยความคับแค้น  ใครว่ากล่าวนิดหน่อยก็โกรธ กระทบกระทั่งไม่ได้ คล้ายบุคคลที่เป็นแผลมาก่อน เนื้อเป็นแผลถูกไม้หรือกระเบื้องกระทบกระแทกเพียงเล็กน้อย ก็เจ็บมาก บุคคลที่มีจิตเปรียบเหมือนเป็นแผล
          พวกที่ 2 ทรงหมายถึงบุคคลผู้รู้อริยสัจตามความเป็นจริง คล้ายสายฟ้าที่แลบเพียงแวบเดียวในภาวะอันธกาล ทำให้เห็นรูปได้ สายฟ้าแวบเดียว ก็ทำให้เห็นอะไรได้เยอะเลย
          พวกที่ 3 ทรงหมายถึงบุคคลผู้ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ หาอาสวะมิได้ เจโตวิมุตติ คือ หลุดพ้นด้วยกำลังญาณ และก็มาต่อวิปัสสนา ทำให้เกิดปัญญาวิมุตติ ก็แปลว่า ได้ 2 อย่าง คือ ได้ทั้งเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ คือ สิ้นกิเลส และก็เป็น อุภโตภาควิมุตติ เป็นผู้หลุดพ้นโดยส่วนทั้ง 2 คือ ทั้งเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ
 
          บุคคลอีก 3 จำพวก  มีดังนี้
          1. บุคคลที่ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้
          2. บุคคลที่ควรคบ ควรเข้าใกล้
          3. บุคคลที่ควรเข้าใกล้ ควรคบ และควรเคารพสักการะ
 
          พวกที่ 1 หมายถึง บุคคลผู้เลวกว่าเราทั้งโดยศีล ทั้งโดยสมาธิ ทั้งโดยปัญญา แต่ทรงมีข้อยกเว้นอยู่อย่างหนึ่งว่า หากจะคบหรือเข้าใกล้ ก็ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะอนุเคราะห์เขา เอ็นดูเขา เพื่อชักนำให้เขามีศีล สมาธิ และปัญญา ดีขึ้นอันนี้ทรงอนุญาตให้คบได้
          พวกที่ 2 หมายถึง บุคคลผู้เสมอกับเราทั้งโดยศีล สมาธิ และปัญญา ทรงอธิบายว่าทั้งนี้เพื่อจักได้สนทนากันด้วยเรื่องศีล สมาธิ และปัญญา
          พวกที่ 3 หมายถึง บุคคลที่ยิ่งกว่าเราโดยศีล สมาธิ และปัญญา คบบุคคลเช่นนั้นไว้เพื่อจะยังศีล สมาธิ และปัญญา ที่ยังไม่สมบูรณ์ให้สมบูรณ์ พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องนี้เอาไว้ในตอนท้ายของพุทธพจน์ว่า บุคคลคบคนเลวก็จะเลวลง คบคนเสมอกันก็ไม่เสื่อม คบคนประเสริฐกว่าย่อมดีขึ้นโดยพลัน ฉะนั้นผู้มีปัญญาพึงคบคนที่ยิ่งกว่าตนโดยคุณธรรม
 
          ชุดที่ 3 บุคคลอีก 3 จำพวก  มีดังนี้
          1.  บุคคลที่ควรรังเกียจไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้
          2.  บุคคลที่ควรวางเฉยไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้
          3.  บุคคลที่ควรคบ ควรเข้าใกล้
 
          พวกที่ 1 หมายถึง บุคคลทุศีล มีธรรมอันทราม มีกรรมที่ต้องปกปิด ถ้าหากคบบุคคลเช่นนั้นเข้าอาจได้รับตัวอย่างไม่ดี หรือมิฉะนั้นก็จะมี ชื่อเสียงฟุ้งไปว่ามีมิตรเลวหรือสหายเลว เปรียบเหมือนงูที่ตกลงไปในหลุมคูถ เมื่อใครจับเข้าก็อาจจะกัดผู้นั้นถึงตาย หากไม่กัด มือของผู้นั้นก็ต้องเปื้อน คูถอย่างแน่นอน
          พวกที่ 2 หมายถึง ผู้มักโกรธ มากไปด้วยความคับแค้น ใครคบเข้าก็เดือดร้อนมาก เหมือนเอาไม้สั้นไปตีหลุมอุจจาระหรือหลุมคูถก็กระเด็นถูกคนตี
          พวกที่ 3 หมายถึง บุคคลผู้มีศีลดี มีธรรมงาม ใครคบเข้าย่อมจะได้ตัวอย่างที่ดี หากมิได้ดำเนินตามตัวอย่างที่ดีนั้น ก็ยังมีชื่อเสียงอันดีฟุ้งว่ามีมิตร
ดี มีสหายดี
 
          นี่เป็นบุคคลที่ควรคบหรือไม่ควรคบอย่างใด เป็นปริวัชชนะ หรือควรจะเข้าไปคบหาสมาคม ก็มีบุคคลบางพวกที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า บุคคลที่ควรเข้าใกล้ ควรคบ และควรเคารพสักการะด้วย ซึ่งทรงหมายถึงบุคคลที่มีศีล มีสมาธิ และมีปัญญาดี เมื่อคบแล้วก็ทำให้ศีล สมาธิ และปัญญา หรือคุณธรรมต่างๆ ของเราดีขึ้น บุคคลอย่างนี้ก็เป็นบุคคลที่ควรคบ เป็นโคจร ไม่ใช่เป็นอโคจร สำหรับเราควรเข้าไปหาด้วยความเคารพนับถือ เชื่อฟัง ทำให้ได้อะไรเยอะเลย ทำให้ได้ในสิ่งที่ไม่คิดว่าจะได้ จากการที่ได้คบคนดี เว้นคนชั่ว
 
          ในมงคลท่านก็ห้ามไม่ให้คบคนชั่ว ให้คบคนดี บูชาคนที่ควรบูชาตั้งแต่ชุดแรกของมงคล 38 ประการ 3 อย่างนั้นถือว่าเป็นมงคลอันสูงสุด
 
          ฉะนั้นก็ปริวัชชนะคือการเว้นสถานที่หรือ สิ่งที่ควรเว้น ไปในสถานที่ที่ควรไป และบุคคลที่ควรคบหา สมาคม ตามที่กล่าวมานี้ก็เป็นข้อหนึ่งใน 7 ข้อ ที่จะเป็นเหตุให้มีอาสวะน้อยลง เป็นไปเพื่อการละอาสวะ เป็นอุบายในการพัฒนาจิตหรือวิญญาณไปสู่ความบริสุทธิ์
อ.วศิน อินทสระ