๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓
สวัสดีค่ะครู
หลายวันมาแล้วที่หนูไม่ได้เขียนจดหมายถึงครู พยายามใคร่ครวญว่าคำว่า “หนูเห็นคุณค่ากับสิ่งที่ทำไหม” เพราะจดหมายแทบทุกฉบับที่เขียนไม่มีฉบับไหนเลยที่ไม่มีการคร่ำครวญ แล้วหนูก็ได้คำตอบว่า มันก็สะท้อนความจริงในใจของนักเดินทางมิใช่รึ แล้วจะสงสัยอะไร หากว่าใจหนูสว่างไสวตลอดเวลาก็ค่อยหมดสิ้นความคร่ำครวญ สองสามวันที่ผ่านมา แม้หนูไม่ได้เขียนจดหมายหาครู แต่ก็พยายามดำเนินชีวิตเหมือนเดิม มีเพียงบางวันที่มีธุระที่ต่างไปตามภาระกิจ พอหนูบอกตนเองว่า เอานะลองไม่เขียนแล้วก็ทำ ๆ ไป ก่อนหนูมีเวลามากขึ้น แต่บางทีดูเหมือนว่างไปแล้วเกิดความฟุ้งซ่าน จึงเพิ่มการซักผ้าในตอนเช้าเข้ามาแทน แล้วไปทำงานเช้าขึ้น ก็เป็นอะไรที่เพียงแค่การลอยคอค่ะครู
พอวันนี้ครูส่ง SMS มาถามว่าเลิกฝึกตนเองแล้วเหรอ ใจหนูก็เป็นจ๋อย ๆ รู้สึกเสียใจขึ้นมา จริง ๆแล้ว มันเป็นทุกครั้งที่โดนจี้ข้อบกพร่องที่หนูยอมรับไม่ได้ แล้วก็จะโอดครวญ
ที่ผ่านมาหนูไม่เขียนบันทึก ก็สบายดีแต่ไม่ค่อยไปไหนมาไหน แต่ก็รู้สึกว่า ตนเองเห็นแก่ตัว ทั้ง ๆที่ตั้งใจจะแลกเปลี่ยนและพัฒนาตนเองผ่านการเขียนบันทึก แต่ที่ผ่านมาศีลข้อสี่ก็บกพร่องจนน่าเพ่งกะบาล เพราะเมื่อไหร่ที่ไม่อยากเขียนใจหนูก็จะปล่อยของเน่าออกมาผ่านบันทึก หากเคยทำสิ่งใดไม่เหมาะไม่ควรในเวทีแห่งนี้ หนูกราบขอขมาไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ และก็กราบขอขมาครูค่ะ สิ่งไม่เหมาะไม่ควรมากนัก ศิษย์ไม่ขอแก้ตัว เจ้าค่ะ แต่ศิษย์ก็จักฝึกฝนตนเองต่อไป ผิดถูกเช่นใดโปรดชี้แนะด้วยเจ้าค่ะ
เมื่อเช้าหนูตื่นขึ้นมา แบบงัวเงียในตอนเช้า แม้จะอยากให้มันสดใส แต่หนูก็ปฏิเสธความจริงไม่ได้ สวดมนต์ทำวัตรเช้า แม้หนูจะยังไม่ลงใจว่าทำไปทำไม แต่ก็ยังทำ คำกล่าวในบทสวด ณ ตอนนั้นสะเทือนใจ ว่าความโศก ความร่ำไร รำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจมันเป็น ไปวิ่งออกกำลังกายตอนเช้า แล้วก็เตรียมของไปใส่บาตร วันนี้พระท่านทักว่า “ตื่นสายรึ” หนูยิ้ม ๆ แล้วตอบท่านว่า “เจ้าค่ะ” ท่านเมตตาบอกว่า “อย่าตื่นสายนะ ทำบ่อย ๆ เดี๋ยวมันจะตื่นเช้าไม่ได้” แล้วหนูก็วิ่งออกกำลังกายต่อ แล้ว กลับมาอาบน้ำ หนูเพิ่มกิจกรรมตอนเช้าขึ้นมาเพราะมีเวลาว่างมากขึ้น โดยการให้ตนเองซักผ้าก่อนอาบน้ำ แล้วค่อยแต่งตัวไปทำงาน ตลอดกลางวันที่ทำงาน ช่วงนี้หนูต้องใช้สมาธิมากขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้เพราะการเขียนงานลงกระดาษไข เป็นจุดที่ลงไปแล้วแก้ไขไม่ได้ ลบไม่ได้ เป็นงานยากสำหรับหนู แต่หน้าที่ก็คือ หน้าที่แม้จะต้องหายใจเข้าลึก แล้วค่อย ๆ วาด มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะปากกาหมึกซึมเป็นไม้เบื่อไม้เมากับหนูมาแต่เด็ก ครานี้ต้องมาใช้ปากกาหัว 0.2 mm ซึ่งหมึกต้องใช้การสลัดเพื่อความต่อเนื่อง พอตอนเที่ยง ๆ ไปกินข้าวที่กรมอนามัย แล้วก็กลับมานั่งทำใจ ก่อนจะทำงาน พายุอารมณ์แรง กับสิ่งที่เป็นไปทุกอย่าง เลิกงานกลับมาอาบน้ำเพราะตั้งใจจะไปซื้อตั๋วที่หมอชิตก่อน ขาไปนั่งรถตู้แบบสบาย ๆ ไปลงจัตตุจัตรค่ะ ฟังวิทยุหลวงตาไปด้วยมีท่อนหนึ่งท่านถามว่า “เบื่อรึยัง เบื่อการ ตาย เกิดในวัฏสังสารนี้รึยัง” หนูแทบน้ำตาร่วงแล้วตอบว่า “หนูเบื่อแล้วเจ้าค่ะ” แล้วก็มีกำถามแทรกมาว่า “เบื่อทุกข์แล้วจะเอาสุขรึเปล่า” จึงอึ้ง ๆ แสดงว่าใจหนูยังอยากได้สุขอยู่ค่ะ เพราะมันตอบว่า ตั้งแต่เกิดมาในชีวิตนี้ไม่เคยรู้สึกได้ถึงความสุขแบบลึกซึ้งจริง ๆ มีแต่แป๊บ ๆ แล้วก็หายไป มันสุขอยู่แป๊บเดียวค่ะ เดี๋ยวก็ทุกข์อีกค่ะครู
พอได้ตั๋วขากลับหนูนั่งรถเมล์กลับขึ้นที่ต้นสายเป็นรถแอร์ จึงพอมีที่นั่งแต่พอออกมาถึง BTS แทบไม่มีที่ยืนเลยค่ะครู ทำให้หนูนึกถึงคำว่า “หนูคงต้องเรียนรู้ สถานการณ์แบบนี้ ถ้าเข้าใจ ใช้เขาหมดแล้วก็คงหมดเอง จึงนั่งภาวนาไปเรื่อย ๆ” พอถึงพันธุ์แวะซื้อกล้วยหอมตั้งใจว่าจะใส่บาตรพรุ่งนี้ แล้วก็กลับมาที่ห้อง หนูตั้งใจจัดห้องใหม่หลังจากอ่านเจอข้อมูลเกี่ยวกับการหันหน้าไปในทิศต่าง ๆ ของหิ้งพระและพระพุทธรูป หลังจากได้ทดสอบกับตนเองมาระยะหนึ่งแล้ว จึงตั้งใจว่าวันนี้จะจัดการให้เรียบร้อย แล้วก็สวดมนต์ทำวัตรเย็น
ศีล
ข้อ ๑ หนูยังเพ่งโทษตนเองอยู่ พยายามตอบคำถามตนเองให้ได้ว่า “ทำไมหนู้เชื่อมั่นในทุกคน แต่ไม่ค่อยเชื่อมั่นในตนเอง”
ข้อ ๒ หนูไม่ขโมยของใครค่ะ ขอรักใครก็ไม่ได้ทำลาย แถมวันนี้เอาเสื้อผ้าที่ตนเองไม่ค่อยใช่ไปแบ่งปัน เห็นแววตาของผู้รับเป็นประกาย ก็รู้สึกสุขใจแล้วค่ะ
ข้อ ๓ หนูไม่ค่อยอยากจะยุ่งกับใครค่ะครู เหมือนวันนี้ใจคลุกอยู่แต่กับตนเอง เลยไม่ค่อยปรากฏว่าสนใจคนอื่นมากนักค่ะ
ข้อ ๔ ข้อนี้ดูจะด่างพร้อยในเรื่องของสัจจบารมีเพราะหนูทำไม่ค่อยได้ตามที่ตั้งใจไว้ แม้กระทั่งตั้งใจกับตนเองว่าจะเขียน แต่พอมีความสงสัยเกิดขึ้นก็เลิกเขียนไป
ข้อ ๕ หนูไม่ดื่มเหล้า แต่ก็เผลออยู่ค่ะ อืมวันนี้มีอุบัติเหตุนิดหน่อยตอนที่เดินขึ้นรถเมล์ มือหนูเกาะที่ราวข้าง ๆ ประตูเข้าด้านขวาแล้วหนูก็เอี้ยวตัวเข้ามานั่งเลย ปรากฏว่า มีเหล็กยื่นเผย่อออกมาเลาะเอาเนื้อใต้นิ้วชี้ไปพอสมควร หนูจึงตัดสินใจฉีกส่วนที่แหว่งออกมาแล้วทิ้ง แล้วเลือดก็ค่อย ๆไหลออก มาพี่ที่นั่งข้าง ๆ เห็นเลือดท่านเป็นห่วง มีน้ำใจหยิบกระดาษชำระยืนให้ หนูยกมือไหว้แล้วขอบพระคุณท่าน ด้วยการเผลอสติเพียงเสี้ยวเดียว วันนี้จึงได้แผลเลยค่ะครู