ฟังด้วยใจ ฟังด้วยสติ อยู่กับปัจจุบัน ด้วยจิตนิ่ง ไม่บวก ไม่ลบ มีใจจดจ่ออยู่กับการฟัง ฟังโดยไม่คิด ฟังจบแล้วค่อยนำมาคิด

 

หลังจากที่ติดตามผลงานของท่าน อ. ประพนธ์  ผาสุขยืด (http://gotoknow.org/blog/beyondkm) มานาน ผมก็เพิ่งได้สัมผัสตัวจริงกับท่านเมื่อวานนี้เอง (23 กุมภาพันธ์ 2553) ที่งาน “Asia Pacific HR Congress 2010” ภายในงานได้จัดให้มี Free Learning Zone ขึ้น 2 เวที ผมได้มีโอกาสได้เข้าร่วมฟังการเสวนากับท่าน อ. ประพนธ์  ผาสุขยืด ที่เวที่ Stage A ในเรื่อง “Deep Listening มหัสจรรย์แห่งการฟังอย่างลึกซึ้ง” โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ตั้งแต่ 10 โมง จนถึงเที่ยง วันนั้นท่านมากับทีมงานอีก 1 ท่านคือ คุณ อุไรวรรณ  เทิดบารมี  ที่ปรึกษาพัฒนาการเปลี่ยนแปลง (Change & Empowering Officer) สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) (http://www.kmi.or.th/1_AboutUs/Officer/CV_Uraiwan.html)

 

บรรยากาศการเสวนาเริ่มต้นด้วยการให้ดู VDO การสื่อสารระหว่างอดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช กับที่ปรึกษา ที่เป็นการสื่อสารที่ล้มเหลว อาจารย์จึงได้เชื่อมโยงให้เห็นว่าการฟังสำคัญกว่าการพูด จากนั้นก็ได้แจกแบบสอบถามที่มีลักษณะของการประเมินการฟังของการเสวนาในครั้งนี้ ถามถึงวัตถุประสงค์การฟัง และคุณภาพการฟัง โดยแบ่งออกเป็นช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการเสวนา ว่า ฟังด้วยจินตนาการหรือจากประสบการณ์เดิม หรือใช้ร่วมกัน จากนั้นคุณอุไรวรรณก็ได้ทำหน้าที่เป็นผู้นำการเสนาต่อโดยใช้เรื่องเล่านิทานกระต่ายกับเต่าเป็นตัวดำเนินเรื่อง แล้วถามผู้เข้าเสวนาว่ารู้สึกอย่างไร หรือมีประเด็นอะไรเกี่ยวกับนิทานเรื่องนี้ หลายคนตอบด้วยการตัดสินไปแล้ว เพราะเป็นเรื่องเดิมๆ เอาประสบการณ์เดิมๆ มาตัดสิน หรือเอาที่สิ่งที่ตัดสินอยู่ในใจไว้แล้ว (Mental Model) มาตัดสิน จนกระทั่งวิทยากรได้เฉลยในตอนท้ายว่า เรื่องนี้ถึงแม้จะเป็นเรื่องเดิม แต่การเล่าเป็นการเล่าด้วยมุมมองใหม่ คือ มุมมองของกระต่าย โดยมุมมองเดิมจะเล่าในมุมมองของเต่าซึ่งสอนให้รู้ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” แต่ในมุมมองของกระต่าย จะเป็นเรื่องของ “ความประมาทเป็นหนทางแห่งความหายนะ”

 

 

คุณอุไรวรรณ ได้ยกตัวอย่างจากเรื่องเล่าอีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ส่วนตัวที่มีความรู้สึกเหนื่อยอ่อนเพลีย และกระหายน้ำ แต่พยายามหาซื้อน้ำเปล่าที่อยู่บริเวณงานไปหลายที่แล้ว แต่ปรากฎว่าไม่มีน้ำเปล่าขาย มีแต่น้ำอย่างอื่น จนกระทั่งไปพบร้านขายน้ำที่มีมะนาวอยู่ จึงได้ขอซื้อมะนาวเพื่อบีบกินแทนน้ำดับกระหาย จากนั้นก็ถามผู้เข้าเสวนาเหมือนเดิมว่ารู้สึกอย่างไร มีประเด็นอะไร และก็เป็นไปตามคาด ผู้เข้าร่วมเสวนาตอบตามประสบการณ์เดิมด้วยความสงสัย หรือเอาที่สิ่งที่ตัดสินอยู่ในใจไว้แล้ว (Mental Model) มาตัดสินเช่นเคย ท่านวิทยากรทั้งสองจึงได้สรุปให้ฟังว่า การฟังอย่างลึกซึ้งนั้นต้องฟังด้วยสติ ฟังด้วยใจที่เป็นกลาง ฟังทุกอย่างที่เป็นข้อมูลเข้า และต้องไม่คิด ไม่ปรุงแต่ง ท่านยกตัวอย่างให้ฟังว่าคนส่วนใหญ่ฟังแต่ไม่ได้ยิน คือมีข้อมูล 100 % จะรับได้แค่ 10 % อีก 90% เป็นสิ่งที่ตัดสินอยู่ในใจไว้แล้ว ตามที่เรียกว่า Inner Voice คือ เสียงที่อยู่ในใจตนเอง  อาจารย์ยกตัวอย่างให้เห็นถึงเรื่องการให้คำปรึกษาแก้ปัญหา ถ้าผู้บังคับบัญชารับฟังปัญหาไม่ครบถ้วนและตัดสินจาก Inner Voice ไป ผู้ใต้บังคับบัญชาจะรู้สึกว่าคำตอบที่ได้เป็นคำตอบที่ตัวเองไม่ได้เป็นเจ้าของของปัญหานั้น ทำให้แก้ปัญหาได้ไม่ถูกจุด ดังนั้นถ้ามีการฟังอย่างลึกซึ้ง จะสามารถตั้งคำถามได้ดี และทำให้พบว่าคนส่งสารก็จะค้นพบคำตอบนั้นได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องให้คนรับสารตอบออกมาก็ได้

 

วิทยากรยังได้เชื่อมโยงเรื่องของการฟังกับการปฏิบัติธรรมว่า เป็นเรื่องเดียวกัน คือ ต้องฟังด้วยสติ อยู่กับปัจจุบัน ด้วยจิตนิ่ง ไม่บวก ไม่ลบ มีใจจดจ่ออยู่กับการฟัง ฟังโดยไม่คิด ฟังจบแล้วค่อยนำมาคิด การฟังต้องฟังด้วยใจ และทำด้วยใจ ไม่ใช้ฟังด้วยหู โดยเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา นั่นคือ Here you/See you/Be with you ตัวอย่างเช่น การให้บริการลูกค้าที่เคาเตอร์ธนาคาร ถ้าถึงคิวผู้ใช้บริการของเราแล้วแต่เจ้าหน้าที่ยังเขียนเอกสาร รับโทรศัพท์อยู่ เราจะรู้สึกว่าเขาไม่ได้สนใจเรา ไม่เห็นเรา ไม่ฟังเรา เป็นต้น  เมื่อมีสติกับการฟังจะเห็นตามสิ่งที่เป็นจริงตามที่มันเป็นจริง จากนั้นปัญญา (Wisdom) ก็จะเกิดขึ้นมาเอง คำว่าปัญญานี้คือสิ่งที่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างรู้แจ้งเห็นจริงถึงสัจธรรม ซึ่งเป็นคนละตัวกับความรู้ คนมีความรู้อาจจะไม่ใช่คนมีปัญญาก็ได้ สิ่งใดที่เป็นเรื่องของการจดจำ หรือเป็นเรื่องที่ไม่ส่งเสริมเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ทำลายล้าง ทำให้เกิดความไม่สงบสุข หรือเป็นผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม เฉพาะคน ตอบสนองกิเลส ไหลไปตามทุนนิยม สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงแค่ความรู้ทางโลกๆ เท่านั้น  การทำงานหรือการแก้ปัญหาควรต้องทำมีความสุขและทุกคนพอใจ เช่น การนำ Dialogue มาใช้ โดยให้ทุกคนมีโอกาสแสดงความคิดเห็นคุยกันอย่างเปิดใจ เล่าเรื่องแสดงความคิดเห็นจากกิจกรรมที่ได้ประสบมา (AAR : After Action Review)

 

 

ท่านวิทยากรได้อธิบายถึง Model ของความรู้สึกนึกคิด โดยสิ่งที่มีผลต่อการรับรู้สถานการณ์ Situation จะมีอยู่ 2 ปัจจัยคือ ความคิด (สมองด้านซ้าย) และความรู้สึก (สมองด้านขวา) คือ ยิ่งมีความคิดและความรู้สึกมากเท่าใด การรับรู้สถานการณ์ก็จะยิ่งห่างจากความเป็นจริงมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นการรับรู้ จะต้องทำใจให้เป็นกลาง ไม่บวก ไม่ลบ จึงจะทำให้เข้าถึงความจริงที่ตรงเป้ามากที่สุด นั่นคือการทำใจให้เป็น “อุเบกขา” ซึ่งตามที่ท่าน พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ได้ให้ความหมายไว้หมายถึง การวางใจให้เป็นกลาง มองตามความเป็นจริง อย่างเป็นธรรม ไม่ใช่การวางเฉย หรือเพิกเฉย การที่จะเข้าถึงความจริงได้จะได้ต้อง “อย่าผู้ขาดความจริง” ตามที่ท่าน ว. วชิระเมธีได้กล่าวไว้ อย่าเชื่อโดยปักใจ ซึ่งผมคิดว่านั่นก็คือหลักของกาลามสูตรและโยนิโสมนสิการนั่นเอง

 

 

การทำงานและดำเนินชีวิตของคนส่วนใหญ่จะใช้ “เหตุผล” ที่จะใช้สมองด้านซ้ายมากกว่า “เหตุปัจจัย” ที่ใช้สมองด้านขวา ดังนั้นควรคำนึงถึง “เหตุปัจจัย” เพิ่มขึ้นให้มากกว่าเก่า โดยใช้เครื่องมือส่งเสริม จินตนาการ ความรู้สึก ที่ทำให้คนเกิดความสุขความพอใจให้มากขึ้น เช่น Dialogue ,Story Telling, World Café, AAR เป็นต้น  แต่อย่างไรก็ตาม ต้องให้การใช้สมองของทั้งสองฝั่งสมดุลกัน