หลักการสำคัญทางวิชาการคือ ต้องอย่ายอมให้ใครเอาชื่อของเราไปใส่ไว้ที่ใดก็ตามโดยตัวเราไม่สามารถรับผิดชอบความถูกต้องแม่นยำของเรื่องนั้น หากเราไม่สามารถตอบคำถามเวลามีคนมาตรวจสอบ เราก็ไม่ควรมีชื่อร่วมอยู่ในผลงานนั้น
วันที่ ๒๓
กพ. ๕๓ มีคนมาหาเพื่อขอคำแนะนำเรื่องถูกกล่าวหาว่าทำ plagiarism
ซึ่งเมื่อค้นด้วย Google ก็พบที่นี่
และ ๒,
๓ คือเปิดเผยทั่วไปแล้วใน
cyberspace
เรื่องแบบนี้
เมื่อเกิดขึ้น ไม่มีใครได้ประโยชน์ มีแต่เสียหาย
เสียหายกันไปหมดทุกฝ่าย
และผมไม่มีความชำนาญในเรื่องแบบนี้
ไม่มีประสบการณ์ส่วนตัว เพราะตนเองไม่คิดจะทำ
และไม่กล้าทำ เพราะคิดว่าบาป และเมื่อผมอายุมากขึ้น
ก็เห็นใจคนที่เผลอตกเข้าไปอยู่ในหุบเหวนี้
ซึ่งก็จะตามหลอกหลอนไปตลอดชีวิต
เรื่องนี้สอนผมว่า
คนเราต้องระมัดระวังในทุกย่างก้าวของชีวิต
หลักการสำคัญทางวิชาการคือ
ต้องอย่ายอมให้ใครเอาชื่อของเราไปใส่ไว้ที่ใดก็ตามโดยตัวเราไม่สามารถรับผิดชอบความถูกต้องแม่นยำของเรื่องนั้น
หากเราไม่สามารถตอบคำถามเวลามีคนมาตรวจสอบ
เราก็ไม่ควรมีชื่อร่วมอยู่ในผลงานนั้น
นี่คือหลักการที่ผมได้รับการสั่งสอนจากอาจารย์ที่เป็น mentor ของผม
(คือ ศ. นพ. ประเวศ วะสี) และผมยึดถือมาตลอดชีวิต
แม้จะไม่เกี่ยวกับ plagiarism แต่ก็เกี่ยวข้องกับ integrity
ทางวิชาการ
ผมได้แจ้งให้ท่านผู้มาปรึกษาทราบว่า
ผมรู้เรื่องนี้มานานแล้ว ได้เห็น paper ของญี่ปุ่น และ
paper ใน จพสท.
เอามาเปรียบเทียบกันแล้วทุกคนก็เห็นพ้องกันว่าเป็นรูปที่ลอกเขามาแน่นอน
ผมรู้เรื่องนี้เพราะอยู่ในแวดวงการให้รางวัลแก่คนเก่งและดี
จึงต้องเข้าใจเรื่องทำนองนี้ไว้เป็นเครื่องระมัดระวัง
ไม่เผลอให้รางวัลแก่ผลงานลอกเลียน
ผมได้แจ้งว่า
คนเป็นศาสตราจารย์จะถูกไฟส่องหน้า
จะมีการเอาผลงานมาดูเพื่อหาคนที่มีผลงานเด่นสำหรับนำมายกย่องให้รางวัลเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่
ซึ่งก็หมายความว่า เป็นการถูกตรวจสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า
และลงรายละเอียดหลากหลายมิติ
คนที่เป็นผู้ใหญ่ต้องเข้าใจความเป็นจริงข้อนี้
วิจารณ์ พานิช
๒๓ ก.พ. ๕๓