การบริหารที่รัฐบาลกำลังทำในโครงการ SP2

การบริหารงานโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์*

(Results  Based  Management  -  RBM)

 

เมธินี  จิตติชานนท์ 

ผู้อำนวยการกองฝึกอบรม 

สำนักงานประกันสังคม

 

                        สถานการณ์ปัจจุบันนี้ทุกท่านคงทราบดีว่าเราอยู่ในช่วงของการพัฒนาระบบราชการ  ทำไมถึงต้องมีการพัฒนา  เพราะโลกมีการเปลี่ยนแปลง  โลกไร้พรมแดนที่เรียกว่า  โลกาภิวัตน์  การติดต่อสื่อสารไปมาได้รวดเร็ว  ใครทำอะไรที่ไหนเราก็รู้ได้โดยรวดเร็ว  หากเป็นเรื่องที่ดีเราก็จะเลียนแบบและทำตาม เพราะฉะนั้น  ตัวแรกที่ก่อให้เกิดการพัฒนาระบบราชการไทยคือ  โลกาภิวัตน์  ตั้งแต่ปี  2540  ช่วงที่เกิดเศรษฐกิจวิกฤตทำให้เราต้องหันกลับมาทบทวนดูว่า  ราชการไทยจะยังคงดำเนินต่อไปในรูปแบบเดิมได้หรือไม่  ในช่วงนี้เมื่อเกิดสถานการณ์เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาเราขยับตัวไม่ทันทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจอย่างรุนแรง นี้คือ  ปัจจัยตัวที่  2  ส่วนปัจจัยที่  3  เราจะเห็นได้ชัดเจนและเชื่อว่า  กลุ่มพวกท่านจะสัมผัสอย่างชัดเจนที่สุดก็คือ  ความต้องการมีส่วนร่วมของประชาชน  ปัจจัยที่  4  ความเข้มแข็งของภาคเอกชน  ภาคเอกชนมีความเข้มแข็งกว่าภาคราชการมากเพราะเป็นผลจากโลกาภิวัตน์  การเรียนรู้ประสบการณ์ของต่างประเทศก็ไปได้เร็ว  เพราะเราได้รับทราบข่าวสารจาก  CNN  ปัจจัยสุดท้ายคือ  รัฐธรรมนูญใหม่ค่อนข้างชัดเจนว่า  ภาครัฐต้องรู้จักการบริการที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน  เหล่านี้คือที่มาของการพัฒนาระบบราชการไทย

การพัฒนาระบบราชการไทย

                   การพัฒนาระบบราชการไทยเว้นไม่ได้ที่จะต้องกล่าวถึง  พระราชบัญญัติระเบียบบริหาร

ราชการแผ่นดิน(ฉบับที่  5)  พ.ศ.2545  ว่าด้วยเรื่องของมาตรา  3/1

                   มาตรา  3/1  ค่อนข้างกำหนดเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการไว้อย่างชัดเจนว่าจะต้องดำเนินการไปโดยคำนึงถึง    ประโยชน์สุขของประชาชน      จะต้องดำเนินการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อ

ภารกิจของรัฐ  ภารกิจใด ๆของรัฐก็ตามจะต้องทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ให้จงได้ รวมทั้งการใช้ทรัพยากรต่าง ๆจะต้องคำนึงถึงความมีประสิทธิภาพ  ความคุ้มค่าในเชิงภารกิจแห่งรัฐ  ส่วนที่สำคัญต่อไปคือ  ขั้นตอนในการทำงานทั้งหลายทำอย่างไรจะลดลงให้ได้  ปี  2550  ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อของแผนพัฒนาระบบราชการไทย  เขาบอกว่า  ในกระบวนการทั้งหลายที่แต่ละหน่วยราชการมีนั้นจะต้องปรับลดขั้นตอนการปฏิบัติงานให้ได้ครึ่งหนึ่ง      สมมุติว่าเรามีอยู่  20  กระบวนการ  ภายในปี  2550  จะต้องลดให้ได้  10  กระบวนการ     นี้คือ

เป้าหมายการลดภารกิจและยุบเลิกหน่วยงานที่ไม่จำเป็นก็อาจจะเกิดขึ้นได้ และในวันพรุ่งนี้จะมีการแถลงผลการพัฒนาระบบราชการไทยครบ  2  ปี  ที่หอประชุมกองทัพเรือ

 

 

*ถอดเทปการบรรยายและเอกสารประกอบการบรรยายจากหลักสูตรนายอำเภอรุ่นที่  56  เมื่อวันที่  1  ตุลาคม  2547

เวลา  13.00  -  16.00  น.  ณ  โรงเรียนนายอำเภอ   วิทยาลัยการปกครอง  กรมการปกครอง  กระทรวงมหาดไทย

 

 

               นอกจากนี้ยังจะต้องมองการกระจายภารกิจและทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น  ตรงนี้มีเป้าหมายอยู่แล้วว่าเราจะกระจายงบประมาณให้ท้องถิ่น  เพราะยังทำได้ไม่เต็มที่  การกระจายอำนาจการตัดสินใจจะเห็นว่า  ผู้ว่า  CEO  จะได้รับมอบอำนาจมากขึ้นจากระดับกรม ฯ  จากส่วนกลาง  เรื่องต่อมาคือ  การอำนวยความสะดวกและการตอบสนองความต้องการของประชาชน  และสุดท้ายคือ  มีความรับผิดชอบต่อผลของงาน  และยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย

                   เมื่อมีพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินแล้ว สำนักงาน  ก.พ.ร.  ได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทยไว้  7  ยุทธศาสตร์ดังนี้คือ

  1. การปรับเปลี่ยนกระบวนการและวิธีการทำงาน
  2. การปรับปรุงโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน
  3. การปรับรื้อระบบการเงินและการงบประมาณ
  4. การสร้างระบบบริหารบุคคลและค่าตอบแทนใหม่
  5. การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์  วัฒนธรรม  และค่านิยม
  6. การเสริมสร้างราชการให้ทันสมัย
  7. การเปิดระบบราชการ  ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม
การปรับเปลี่ยนกระบวนการและวิธีการทำงาน

                   เป็นการวางเงื่อนไขให้ส่วนราชการต่าง ๆนำระบบการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์มาประยุกต์ใช้อย่างจริงจัง  โดยให้มีการทำยุทธศาสตร์และแผนดำเนินงานอย่างเป็นระบบ  มีความสอดคล้องและเชื่อมโยงกับนโยบายและเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาล  โดยให้มีการกำหนดตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมและสามารถวัดผลได้ในทุกระดับ  ตั้งแต่ระดับองค์การ(Organization  Scorecard)  ลงไปจนถึงระดับตัวบุคคล  (Individual  Scorecard)  รวมถึงให้แต่ละส่วนราชการจัดให้มีการรายงานผลสัมฤทธิ์รายปี  เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณะ  เพราะฉะนั้นต่อไป  เขาจะมี  KPI  (Key  Performance  Indicator)  ตัวชี้วัด  ระดับบุคคล  ก่อนจะข้ามไปถึงเรื่อง  RBM  ขอพูดถึงกรอบของกระบวนการในการเปลี่ยนแปลงมี  ขั้นตอนของการทำงานในปัจจุบันอยู่  3  ขั้นตอนดังนี้คือ

                   ขั้นที่  1  การละลาย  Unfreezing 

-          แจ้งการเปลี่ยนแปลง

-          จงใจพนักงานให้ยอมรับการเปลี่ยนแปลง

-          ละลายพฤติกรรม  ค่านิยม  และทัศนคติ

ขั้นที่  2  การเปลี่ยนแปลง  (Moving)

-          ปฏิบัติตามการเปลี่ยนแปลง

-          แนะนำความรู้ใหม่  รูปแบบพฤติกรรมใหม่  ค่านิยมและความเชื่อถือใหม่

-          ละลายพฤติกรรม  ค่านิยม  และทัศนคติ

ขั้นที่  3  การก่อรูปใหม่  Refreezing

-          เสริมและสนับสนุนรูปแบบใหม่

-          ทำให้การเปลี่ยนแปลงมั่นคงและจัดให้มีขั้นในองค์การ

-          ละลายพฤติกรรม  ค่านิยม  และทัศนคติ

ทั้ง  3  ขั้นตอนนี้จะนำไปสู่การทำงานในอนาคต(Future  performance)

                   เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในการทำงานแล้วเรายอมรับกันหรือเปล่า  หากยอมรับบางส่วนก็จะมีการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นไม่ว่าจะอยู่ไหนก็ตาม  สาเหตุการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงนักวิชาการได้รวบรวมและสรุปไว้ดังนี้  คือ

  1. การเปลี่ยนแปลงนั้นทำให้ผลประโยชน์ส่วนตัวขาดหายไปที่เคยได้มากอาจจะลดลง  บางเรื่องได้มากขึ้นแต่ก็ต่อต้านได้
  2. การขาดความเข้าใจและความเชื่อถือ  ไม่เข้าใจว่าหลังจากการเปลี่ยนแปลงแล้วทำอะไรดีขึ้น
  3. ความไม่แน่นอน  การเปลี่ยนแปลงในช่วงของการละลายไปสู่การเปลี่ยน  เพราะอาจไม่แน่นอนเหมือนกัน  ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเปลี่ยนแล้วมันจะเป็นอย่างไร  ยึดตามแนวนี้ได้ไหมหรือจะต้องเปลี่ยนวิธีการใหม่อีก
  4. การรับรู้ที่แตกต่างกัน

                        ทั้ง  4  สาเหตุของการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงนี้นำไปสู่วิธีการที่จะจัดการกับการบริหารการเปลี่ยนแปลง

  1. การให้การศึกษาและการติดต่อสื่อสาร
  2. การมีส่วนร่วม  ลดแรงต่อต้านได้
  3. การอำนวยความสะดวกและการสนับสนุน  ให้กับผู้ที่ต่อต้านนั้น เช่น เขาไม่พอใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมาก็ต้องใช้วิธีจับเข่าคุยกัน  เป็นการอำนวยความสะดวกให้ไม่ได้ปฏิเสธเขา
  4. การเจรจาต่อรอง  หลักของการเจรจาต่อรองพยายามให้ฝ่ายตรงข้ามเปิดเผยจุดยืนของเขาก่อนเพื่อนำไปปรับใช้
  5. การแทรกแซง  ส่งใครก็ได้เข้าไปเจรจาต่อรอง
  6. การบังคับ  การทำงานโดยวิธีการบังคับนั้นสำเร็จแต่ไม่ได้ใจเขา

 

แนวคิด  หลักการ  และรูปแบบของการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์

          การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ 

                   เป็นเทคนิควิธีการบริหารจัดการสมัยใหม่ที่นำมาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์และวิธีการบริหารงานภาครัฐไปจากเดิมที่ให้ความสำคัญต่อทรัพยากรหรือปัจจัยนำเข้า  (input)  และอาศัยกฏระเบียบ  เป็นเครื่องมือในการดำเนินงานเพื่อให้เกิดความถูกต้อง  สุจริตและเป็นธรรม  โดยหันมาเน้นถึงวัตถุประสงค์และสัมฤทธิ์ผลของการดำเนินงานทั้งในแง่ของผลผลิต(Output)  และผลลัพธ์ (Outcome)  และความคุ้มค่าของเงิน (Value  for  money)  รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพและสร้างความพึงพอใจให้แก่ประชาชน  ผู้รับบริการ

          การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์  (Results  Based  Management  -  RBM)

แยกออกเป็น  ผลสัมฤทธิ์    =      ผลผลิต    +     ผลลัพธ์

             (RESULTS)         (OUTPUTS)       (OUTCOMES)

การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์คืออะไร

                   คือ  วิธีการบริหารจัดการที่เป็นระบบมุ่งเน้นที่ผลสัมฤทธิ์หรือผลการปฏิบัติงานเป็นหลัก  โดยมีการวัดผลการปฏิบัติงานที่ชัดเจนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

ที่มาของการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์

                   มาจากแนวคิดของการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public  Management : NPM )  (3  E)  ที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญต่อ

  • ความประหยัด (Economy) การใช้ต้นทุนหรือทรัพยากรการผลิตอย่างเหมาะสม  และมีความคุ้มค่าที่สุด
  • ประสิทธิภาพ  (Efficiency)  ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานให้ได้ผลงานในระดับที่สูงกว่าปัจจัยนำเข้า
  • ประสิทธิผล  (Effectiveness)  ประสิทธิผลการปฏิบัติงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

 

กรอบแนวคิดเรื่อง   การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์

    ผลสัมฤทธิ์   

                       
               
           
 
 

 

 

 

                                -------------------------------------------------     

                           ความประหยัด             ประสิทธิภาพ                     ประสิทธิผล

              และการบริหารงานโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์นั้นต้องใช้หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดีด้วย  (ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี พ.ศ.2542)  โดยมีหลักปฏิบัติ  6  ประการ แต่การบริหารงานโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์นั้นนำมาใช้เพียง  4  หลักปฏิบัติตั้งแต่ข้อ  3  ถึง  ข้อ  6

  1. หลักนิติธรรม  (Rule  of  Law)  หมายถึง  การตรากฎหมายที่ถูกต้องเป็นธรรม  การบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย  การกำหนดกฎ  กติกาและการปฏิบัติตามกฎ  กติกาที่ตกลงกันไว้อย่างเคร่งครัดโดยคำนึงสิทธิ  เสรีภาพ  ความยุติธรรมของสมาชิก

                    2.  หลักคุณธรรม  (Ethics)  หมายถึง  การยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม  การส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนพัฒนาตนเองไปพร้อม ๆกัน  เพื่อให้คนไทยมีความซื่อสัตย์  จริงใจ  ขยัน  อดทน  มีระเบียบวินัย  ประกอบอาชีพสุจริตจนเป็นนิสัยประจำชาติ

                   3.   หลักความโปร่งใส  (Transparency)  หมายถึง  การสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันของคนในชาติโดยปรับปรุงกลไกการทำงานขององค์กรทุกวงการให้มีความโปร่งใส

                   4.  หลักการมีส่วนร่วม (Participation)  หมายถึงการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้และเสนอความเห็นในการตัดสินใจปัญหาของประเทศ  ไม่ว่าด้วยการแจ้งความเห็น  การไต่สวนสาธารณะการประชาพิจารณ์  การแสดงประชามติหรืออื่น ๆ

                   5.  หลักความรับผิดชอบ  (Accountability)  หมายถึง  การตระหนักในสิทธิหน้าที่ความสำนึกในหน้าที่รับผิดชอบ  ตลอดจนการเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง  และความกล้าที่จะยอมรับผลดีและผลเสียจากการกระทำของตน เช่น  รับผิดชอบต่อลูกค้า  ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องยอมรับต่อผลการดำเนินการ

                   6.  หลักความคุ้มค่า  (Utility)  หมายถึงการบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม  โดยรณรงค์ให้คนไทยมีความประหยัด  ใช้อย่างคุ้มค่าสร้างสรรค์สินค้า  และบริการที่มีคุณภาพสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก  และรักษาพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยั่งยืน  RBM  :  Results  เกี่ยวข้องกับทุกกระบวนการของการบริหาร  ได้แก่

                   Plan  ต้องกำหนดวัตถุประสงค์/เป้าหมายชัดเจน (ต้องการผลสัมฤทธิ์อะไร)

                   Do   ปฏิบัติมุ่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามที่วางแผนไว้

                   Check  วัดว่าปฏิบัติได้ผลสัมฤทธิ์ตามที่วางแผนหรือไม่ (KPI ชัดเจน)

                   Act  ปรับปรุงแก้ไขให้ได้ผลสัมฤทธิ์ตามที่วางแผนไว้

          การติดตามประเมินผลการปฏิบัติงาน  (Performance  Monitoring)

                   เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งเพราะเรื่องนี้

  • เป็นกระบวนการวัดผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง
  • เป็นการกำกับ  ตรวจสอบการใช้ทรัพยากรในการปฏิบัติงาน
  • สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับโครงการของรัฐได้

ประโยชน์ของการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงาน

/     กระตุ้นให้เกิดการสื่อสารระหว่างกัน

/     ปรับปรุงการกำหนดนโยบาย

/     สามารถแสดงภาพรวมของสถานภาพ

/     สนับสนุนการวิเคราะห์แนวโน้มผลการปฏิบัติงาน                               

          การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์  เกี่ยวข้องกับการกำหนด 

â    วิสัยทัศน์

â    พันธกิจหรือภารกิจ

â    ปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จ

â    ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลัก

วิสัยทัศน์  (Vision)

                   คือ  ภาพที่องค์การต้องการจะเป็นหรือเป็นเป้าประสงค์โดยรวมที่องค์การต้องการ  ณ  เวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต

พันธกิจ  (Mission)

*  เป็นหลักการพื้นฐานจุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งองค์การและขอบข่ายการดำเนินงานขององค์กร

ปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จ  (Critical  Success  Factor)

        “สิ่งที่เราต้องการทำให้มีหรือให้เกิดขึ้นเพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ขององค์กรคืออะไร”

        ถ้าหากว่า เรากำหนดวิสัยทัศน์ขององค์กรไว้แล้ว  การที่เราจะบรรลุวิสัยทัศน์นั้นเราต้องทำอะไรบ้างหรือมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง  องค์กรจึงจะบรรลุวิสัยทัศน์   ฉะนั้นจึงต้องมีเกณฑ์การกำหนดปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จ  ดังนี้

/     เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์โดยมุ่งความสำคัญที่ผลผลิตและผลลัพธ์

/     เชื่อมโยงกับวิสัยทัศน์  พันธกิจ  และวัตถุประสงค์ขององค์กร

/     มีความเฉพาะเจาะจงและสามารถเข้าใจได้

/     เป็นที่ยอมรับจากระดับผู้บริหาร

/     อยู่ภายใต้อิทธิพลการควบคุมขององค์กร   

ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลัก  (Key  Performance  Indicator)

        “เราจะวัดความก้าวหน้าของการบรรลุปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จได้อย่างไร”

                ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลัก  คือสิ่งที่สะท้อนว่า  เราจะวัดอะไร  อะไรที่แสดงถึงความก้าวหน้าของเรา  ในการกำหนดตัวชี้วัดมีข้อที่จะต้องคำนึงถึงเช่นกันว่า  เวลากำหนดขึ้นมานั้นจะต้องรับได้ไหม  วัดได้จริง ๆไหมแล้วจะต้องทำได้  และบรรลุได้  ทำความเข้าใจได้  ตรวจสอบได้  วัดได้ภายในเวลาที่กำหนด  หากจะจำง่าย ๆนั้นก็คือ  SMART    เป็นการกำหนดตัวชี้วัด

เกณฑ์การกำหนดตัวชี้วัด

O        สามารถวัดผลการปฏิบัติงานได้จริง

O        สามารถบรรลุได้  มีความสมเหตุสมผลที่จะใช้เป็นตัวชี้วัด  ไม่วัดในสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากความสามารถของส่วนราชการ

O        สามารถสื่อสารทำความเข้าใจได้ตรงกัน  มีความเฉพาะเจาะจง

O        สามารถตรวจสอบได้

O        สามารถวัดผลได้อย่างเท่าเทียมกัน  ผลงานเหมือนกันควรใช้ตัวชี้วัดเดียวกัน

O        สามารถวัดผลการปฏิบัติงานภายในเวลาที่กำหนด

ความหมายของคำว่า  Smart  มีดังนี้

                S  pecific            -  เฉพาะเจาะจง  ชัดเจน

                   M  easurable       -  สามารถวัดได้

                   A  chievable                -  สามารถบรรลุได้

                   R  ealistic           -  สอดคล้องกับความเป็นจริง

                   T  imely             -  วัดได้เหมาะสมตามช่วงเวลาที่กำหนด

                   การกำหนดตัวชี้วัดต้องกำหนดอย่าง  SMART  พอเป็นตัวชี้วัดแล้วก็ต้องมาดูการแสดงค่าให้ชัดเจน ดังนั้น  ตัวชี้วัดที่ชัดเจนที่ดีจะต้องแสดงค่าที่แสดงออกมาเป็นตัวเลขอันใดอันหนึ่ง เช่น  เป็นร้อยละ  (Percentage)  อัตราส่วน  (Ratio)    ค่าเฉลี่ย  (Average  or  Mean)  จำนวน  ( Number) อัตรา 

(Rate)   และสัดส่วน  (Proportion)

บทเรียนจากประสบการณ์

                   ตัวอย่างการทำงานเรื่องการบริหารงานโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์ของสำนักงานประกันสังคมพอสรุปได้ดังนี้

ประโยชน์ของ  RBM  ที่ผู้บริหารนำมาใช้ในราชการ  มีดังนี้

ã         เป็นเครื่องมือในการติดตามงาน

ã         เป็นเครื่องมือในการจัดสรรทรัพยากร

ã         ผู้บริหารระดับสูงจะทราบว่าองค์กรอยู่  ณ  ตำแหน่งใด

ã         สนับสนุนให้องค์กรมีวิสัยทัศน์

ข้อเสนอแนะในการนำระบบนี้มาใช้
  1. บุคลากรมีความเข้าใจ
  2. ลดความยุ่งยากในการเก็บข้อมูลการประมวลผล
  3. กำหนดตัวชี้วัดที่สำคัญ
  4. ผู้บริหารเห็นความสำคัญนำไปใช้ประโยชน์
  5. มีทีมงานที่มีความสามารถ
ปัญหาและแนวทางแก้ไข

          ปัญหาที่พบ

  1. ความไม่เข้าใจของเจ้าหน้าที่
  2. ปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น  (เก็บข้อมูลทุกวัน)
  3. การวิเคราะห์ผลการปฏิบัติงาน

 

แนวทางแก้ไข

  1. จัดอบรมสัมมนาปีละ  2  ครั้ง

ทำเอกสารคู่มือ  VDO  ออกติดตามงาน

  1. ตั้งทีมงาน  กระจายงาน  เฉพาะงานที่จำเป็น
  2. ประชุมวิเคราะห์ผลร่วมกัน

มีประโยคที่น่าสนใจอยู่  3  ประโยคฝากไว้สำหรับผู้ที่จะก้าวเป็นนักบริหารในอนาคตต่อไป

          1.  If  you  can’ t  measure,  you  can’ t  manage   วัดไม่ได้  บริหารไม่ได้

                           2.  If  you  can’ t  measure,  you  can’ t   improve  วัดไม่ได้  พัฒนาไม่ได้

3.  What  gets  measured,  gets  done  สิ่งไหนที่วัด  สิ่งนั้นคนจะสนใจ

ตอนท้ายของเรื่อง  การบริหารงานโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์นั้นจะสำเร็จได้ต้อง  มีพื้นฐานของการสื่อสารที่ดี  การมีส่วนร่วม  และการมีความมุ่งมั่นต่อความสำเร็จของบุคลากร โดยมีขั้นตอนดังนี้

  1. การเตรียมการพัฒนาระบบ  RBM 
  2. การพัฒนาระบบ  RBM
  3. การติดตามและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ทั้ง  3  ข้อ  เมื่อดำเนินการเสร็จแล้วจะเป็นการสร้างวัฒนธรรมการบริหารผลการปฏิบัติงานได้ต่อไป

เป้าหมายในการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมข้าราชการใหม่มี  ดังนี้

                   ภาษาอังกฤษใช้คำว่า  I  AM  READY  ย่อมาจาก

                   *    I   (Intergrity)    การทำงานอย่างมีศักดิ์ศรี

                   *    A   (Activeness)     ขยัน  ตั้งใจทำงาน

                   *    M  (Moral)    มีศีลธรรม

                   *    R   (Relevancy)  มีการเรียนรู้และปรับตัวให้ทันกับปัญหา

                   *    E   (Efficiency)   การทำงานที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

                   *    A   (Accountability)   การมีความรับผิดชอบต่อผลงาน

                   *    D   (Democracy)    มีใจและการกระทำที่เป็นประชาธิปไตย

                   *    Y   (Yield)    มีผลงานเป็นที่ประจักษ์และปฏิบัติงานโดยเน้นผลสัมฤทธิ์

                   จากการบรรยายดังกล่าวนั้นหวังว่าทุกท่านจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์และนำไปปฏิบัติให้เกิดความคล่องตัวขึ้นได้ในอนาคตและเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับประสบการณ์การเรียนรู้เรื่อง  การบริหารงานโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์  ขอขอบคุณ

*************************

                   ถอดเทปการบรรยาย/รวบรวม/พิมพ์โดย

                        นางพรรณธิภา  ธนสันติ  นพบ.  6

                        วิทยาลัยการปกครอง