บทเพลงที่สะท้อนความรัก...ความห่วงใย...ของผู้ที่เป็นแม่

      บทเพลง...ของแม่...ตอนที่ 2

            ตามที่เคยนำเรียนในตอนที่ 1 แล้วว่าดิฉันชอบร้องเพลงเพื่อชีวิตในการกล่อมลูกๆและลูกๆก็ชื่นชอบเพลงแนวนี้มากด้วย อาจเป็นเพราะฟังตั้งแต่อยู่ในท้องก็เป็นได้  วันนี้เลยอยากนำเอาอีกบทเพลงหนึ่งที่ชอบขับกล่อมลูกมาให้ชื่นชมค่ะ  เป็นงานของคุณสมศักดิ์-คุณสุรินทร์ อิสมันยี แห่งวงคีตาญชลี ทำนองคล้ายๆเพลงแหล่ แต่ด้วยเนื้อหาของเพลงและเสียงร้องที่ไพเราะ จึงทำให้เพลงนี้ออกมาละเมียดละไม งดงาม และมีความหมายลึกซึ้ง มาดูเนื้อเพลงกันเลยนะคะ

                                        ใบเงิน ใบปอ ใบไผ่

          

          เสือทอง แม่ ใบเงิน

          เพลงนกเขาเถื่อน

  

เจ้านกเขาเถื่อนเอย อยู่เรือนเลี้ยงน้อง
แม่ไปขายของ เอ๋ย เลี้ยงน้องนะพ่อคุณเอย

ลูกเอย แม่จะภิเปรยอย่างไร
ถึงจะหมดดวงใจที่มีรักให้แก่เจ้า
แม่หาบแม่คอนไม่ท้อไม่ถอนเพื่อเจ้า
ถึงแม่เป็นคนโง่เขลาแต่แม่รักเจ้าจริงใจ

ลูกเอยยากจะเฉลยรำพัน
ว่าหัวใจแม่นั้นห่วงหาอาวรณ์เพียงไร
เจ้าไปศึกษา โอ้สาลิกาบินไกล
ปีกเจ้าอ่อนคอนไหว แม่เกรงเจ้าไม่กลับคืน

โอ้ลูกเอ๋ย ลูกแม่
เป็นห่วงแท้ๆ พ่อจอมขวัญ
เจ้าจากแม่ไปเนิ่นนานวัน
เพื่อสร้างความฝันเจ้าให้เฟื่องฟู

แม่ภูมิใจในความคิด
แต่ยังหวั่นจิตคิดห่วงเจ้าหนู
สังคมกว้างใหญ่ คนมากมายพอดู
มีสิ่งงามหรูล่อตาล่อใจ

ปีกเจ้ายังอ่อนเพิ่งสอนขัน
ตามเล่ห์ไม่ทัน อาจหวั่นไหว
หากเจ้าเลยละถืออิสระแห่งใจ
อาจต้องเสียดายค่าความเป็นคน

เจ้าต้องศึกษาวิชาให้มาก
ความเป็นอยู่ลำบากเจ้าอาจขัดสน
ตั้งใจให้มั่นขยันอดทน
อ่อนน้อมถ่อมตนในสิ่งเป็นธรรม

หมู่อบายอย่ากรายใกล้ 
ความมีน้ำใจมีค่ายิ่งล้ำ
สิ่งใดถูกผิดต้องใส่จิตจดจำ
อย่าตีค่าต่ำ แค่เพียงรวยจน

เจ้าต้องศึกษาวิชาที่หวัง
เพื่อเป็นพลังแห่งสำเร็จผล
อย่าปล่อยวันให้ลอยอย่าปล่อยใจเสียจน
ลืมเหตุลืมผลพิจารณา

แม่อยู่หลังยังคอยเฝ้า
วอนคุณพระคุณเจ้าปกปักรักษา
ให้ลูกปลอดภัยจากหมู่อบายนานา
กลับสู่บ้านป่าเต็มค่าของคน

ให้รักถิ่นฐานบ้านเกิดเมืองป่า
ให้ซึ้งคุณค่าข้าวกล้าหยาดฝน
อย่าเหยียดสาบเสื่อเหงื่อไคลคนจน
                                    สละใจของตนเพื่อมวลชนเถิดเอย                               

                                                                        

                ลูกๆที่เมืองกายา อินเดีย ที่ชอบมาเรียนภาษาไทยและหัดสวดมนต์

                และเป็นที่มาของชื่อ มาตายี(แปลว่าแม่)เด็กๆจะเรียกดิฉันว่า มาตายี

                            ลูกๆที่โรงเรียนเชื้อจรูญวิทย์          และลูกๆที่บ้าน(พ่อของลูกด้วยค่ะ)

 

          นอกจากการร้องเพลงกล่อมลูกแล้ว ยังมีการเล่านิทาน เป็นการสร้างฝันและจินตนาการร่วมกันระหว่างแม่และลูกๆ นี่คือสิ่งที่ โทรทัศน์ไม่อาจทำได้หรือทำได้น้อยมาก เด็กจะไม่อ่อนแอทางความคิดและสติปัญญา ไม่ได้ถูกครอบงำให้คิดและเชื่อสิ่งที่เห็นซ้ำๆในโฆษณา หรือในหนังและละครต่างๆ  ขณะที่เราเล่านิทาน ลูกๆได้เรียนรู้อะไรผิดอะไรถูกอะไรดีอะไรงามไปพร้อมๆกัน ได้สร้างฝันและจินตนาการไปด้วยกันค่ะ ที่สำคัญมีความสุขทั้งแม่และลูกๆค่ะ

       เริ่มที่แม่ แก้ที่พ่อ ก่อที่ลูก ปลูกที่อาจารย์