๐ เมื่อตะวันลอยดวง..เผยช่วงแสงโลกทั้งแหล่งก็เริ่มต้นหมุนวนใหม่เสียง-หัวร่อ, เว้าวอน, ทอดถอนใจระงมให้ยิน-เห็นไม่เว้นวาย๐ โสตที่คอยพะเน้าพะนอเสียงฤๅอาจเบี่ยงบ่ายรุดสู่จุดหมายตาหลังสบรูปชอบ..คอยลอบชายย่อมปัดป่ายใจอยู่ไม่รู้แล้ว๐ พร่ำพลอดด้วยโอภาสพิลาสพิไลเพราะหวั่นไหวระยิบช่วงแห่งดวงแก้วมอง-สับสน, เร้ารุก-ไปทุกแนวหากวี่แววอำไพ..กลับไร้ร้าง๐ ก้าวย่ำลง-ย้ำรอย, อย่างหงอยเงื่องเห็น-เชื่อเชื่องผ่านไป..จนไกลห่างตะวันเผา..ทุกข์เข็ญทุกเส้นทางก้าวยังย่างย่ำอยู่-ไม่รู้ร้อน๐ ฉงน-อยู่ว่าแดดนั้นแผดเผาไฉน-เฝ้ารับอยู่ไม่รู้ผ่อนยังขวนขวาย, ใฝ่หา, ยังอาวรณ์เส้นทางจรคลาคล่ำ-เสียงย่ำเท้า๐ เมื่อตะวันเลื่อนดวง..กลางช่วงวันเสียงทอดถอนใจนั้น..ยิ่งสั่นกระเส่าไม่มีร่มบังแสงช่วยแบ่งเบาแดดแผดร้อนรุมเร้า..ยิ่งเผาซ้ำ๐ จึงบ้างค่อยทรุดกายหอบหายใจแววตาใต้ไอแสงก็แดงก่ำความมุ่งมั่นจับจองเคยส่องนำเริ่มหมองมัวแอบอำ..อย่างจำนน๐ ค่อยค่อยช้อนตามอง..ครรลองล่วงทุกทุกช่วงลำดับ..หรือสับสน?หลับตาพลอยพิศวง..จำนงตนเที่ยววกวนลุ่มหลง-งุนงงนัก๐ ที่ไหนกัน..จุดปลายความหมายมุ่งแต่สางรุ่ง-เที่ยง-เย็นยังเข็ญหนักก้าวตามเส้นทางจรไม่ผ่อนพักยังไม่อาจรู้จัก..แม้สักครั้ง๐ มีหรือ..มรคาที่ว่าไว้เห็นอยู่เพียงเหงื่อไคล..ที่ไหลหลั่งและแววตาปรากฎเงาบดบังที่ค่อยเลือนลบหวัง..เคยฝังใจ๐ เมื่อตะวันคล้อยดวง..พ้นช่วงฟ้าปรารถนามุ่งมั่นก็สั่นไหวเห็นแต่มืดเวิ้งว้างทุกทางไปฟ้าสีทองอำไพ..ที่ไหนมี