ระวัง ภัยร้ายผู้สูงวัย

โรคความดันโลหิตสูง

สาเหตุและอาการ ความดันโลหิตหมายถึง แรงดันจากการที่หัวใจสูบฉีดเลือดไปตามหลอดเลือดแดงต่าง ๆ ในร่างกาย ความดันโลหิตสูงเกิดจากการที่หลอดเลือดแดงตีบตันลง เพราะกล้ามเนื้อที่ผนังหลอดเลือดหนาขึ้นทำให้เลือดไหลผ่านได้ยากขึ้น ผลคือทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อให้มีแรงดันสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกายอย่างต่อเนื่องและเพียงพอ แรงดันที่เพิ่มสูงขึ้นนี้หากเป็นอยู่นานก็จะไปทำให้ผนังหลอดเลือดชำรุดเสียหายได้ และอาจไปเร่งให้ผนังหลอดเลือดแข็งตัว และมีไขมันมาเกาะเร็วขึ้น ทำให้หลอดเลือดยิ่งตีบ และมีโอกาสที่หลอดเลือดจะอุดตันสูงขึ้น

บางครั้งผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัวเองว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง เนื่องจากโรคนี้อาจจะไม่แสดงอาการอะไรออกมาให้เห็นเลยก็ได้ และถ้าไม่ได้รักษาก็อาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายแรง เช่น โรคหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจพิบัติ โรคหลอดเลือดสมองต่าง ๆ และไตชำรุด

การวัดค่าความดันโลหิต ความดันโลหิตมีค่าวัดได้ 2 ค่า คือ

  1. ความดันช่วงบน หรือซิสโทลิค (systolic pressure) เป็นแรงดันที่ขึ้นสูงขณะหัวใจบีบตัว
  2. ความดันช่วงล่าง หรือไดแอสโทลิค (diastolic pressure) เป็นแรงดันที่ต่ำลงขณะหัวใจคลายตัว

ค่าความดันจะเขียนเป็นเศษส่วน โดยตัวเลขเศษเป็นค่าความดันช่วงบน ตัวเลขส่วนเป็นค่าความดันช่วงล่าง เช่น 130/60 ความดันโลหิตที่ถือเป็นปกติสำหรับคนหนุ่มสาวมักจะประมาณ 110/75 ความดันจะมีค่าสูงขึ้นตามอายุ และสำหรับคนอายุ 60 ความดันที่ประมาณ 150/90 ถือว่าปกติ

การรักษา การกินยาอาจรักษาโรคความดันโลหิตได้ดี แต่ต้องระวังอาจมีผลข้างเคียงได้ ยาที่ใช้รักษาโรคนี้ ได้แก่

  • ยาขับปัสสาวะ ช่วยขับโซเดียม และของเหลวออกจากร่างกาย และลดปริมาณของเลือด

มีผลข้างเคียงคือ สมรรถภาพทางเพศเสื่อม และเป็นโรคเกาต์

  • ยาปิดกั้นเบตา (beta – blocker) อาจกินอย่างเดียวหรือกินร่วมกับยาขับปัสสาวะ ช่วยลดปริมาณเลือด

ผลข้างเคียงคือ อ่อนเพลีย มือเท้าเย็น หลับไม่สนิท และหายใจดังหวีด ๆ ยานี้ไม่เหมาะสำหรับผู้เป็นโรคหืด หรือมีปัญหาเรื่องการหายใจ

  • ยายับยั้งเอซีอี (ACE inhibitor) ช่วยขยายหลอดเลือด ลดความดันในหลอดเลือด

ผลข้างเคียงคือ อาจทำให้ความดันลดต่ำเกินไป เกิดเป็นลม หรือเวียนศีรษะได้

  • ยาปิดกั้นแคลเซียม มีผลทำให้หลอดเลือดขยาย

ผลข้างเคียงคือ ผิวหนังแดง ปวดศีรษะ ข้อเท้าบวม คลื่นไส้ และเป็นผื่น ถ้ากินยานี้พร้อมกับอาหารจะช่วยลดอาการเหล่านี้ได้

ผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูงอาจลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายแรงต่าง ๆ โดยไม่ต้องกินยาได้ด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินชีวิต เช่น เลิกสูบบุหรี่ เลิกดื่มสุรา ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนัก กินอาหารที่มีคุณค่า งดอาหารที่มีไขมัน และคลอเลสเตอรอลสูง รู้จักผ่อนคลายความเครียด ฝึกนั่งสมาธิ ทำจิตใจให้สงบ ไม่หงุดหงิด หรือโกรธง่าย เป็นต้น แต่วิธีการเหล่านี้อาจแก้ไขอาการได้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความดันโลหิตสูงกว่าปกติเล็กน้อย แต่ผู้ที่มีความดันช่วงล่างสูงกว่า 100 ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงจากกรรมพันธุ์ หรือเกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน หรือจากอวัยวะที่ชำรุดเสียหาย มักต้องใช้ยาซึ่งอาจจะต้องใช้ไปจนตลอดชีวิต