การผลิตครูไม่ควรผลิตเพียงเพื่อทดแทนอัตราว่างจากการเกษียณเท่านั้น แต่ต้องพัฒนาครูอย่างเป็นระบบ เช่น การผลิตครูพันธุ์ใหม่ที่ต้องตั้งเกณฑ์ไว้สูง เพื่อดึงคนที่เข้ามาเป็นครู จะต้องเก่งและดี

โรงแรม Pullman Bangkok King Power - นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ
น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหาร นักการศึกษาชั้นนำของประเทศ ร่วมประชุมสัมมนา เรื่อง แนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา "สี่ใหม่" อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓


รมว.ศธ. กล่าวว่า ถือเป็นวันที่สำคัญที่สุดวันหนึ่งในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง โดยกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้เชิญนักวิชาการ ผู้บริหารจากทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นการปฏิรูปการศึกษา เพื่อจัดการศึกษาที่จะนำไปสู่คุณภาพผู้เรียน แหล่งเรียนรู้ที่มีคุณภาพ การจัดการศึกษาตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ รวมทั้งการศึกษาแนวใหม่ให้บรรลุเป้าหมายที่เน้น "ตัวผู้เรียน" เป็นหลัก โดยสร้างโอกาส ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วม 

จึงหวังว่าการสัมมนาครั้งนี้จะได้แนวคิดจากนักการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะมอบให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) รวบรวมประเด็นต่างๆ จากการสัมมนา เพื่อนำเสนอคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาฯ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ต่อไป จากนั้นจึงจะรวบรวมความคิดเห็นที่เริ่มมาหลายครั้ง ตั้งแต่การสัมมนาผู้ประกอบการวิทยุชุมชน การสัมมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยประจำจังหวัด ผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษา และผู้บริหารสถานศึกษาเอกชน โดยจะประมวลความคิดเห็นเพื่อให้คณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาให้ความเห็นชอบ จากนั้นจึงจะนำไปขับเคลื่อนสมัชชาการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง ซึ่งจะเริ่มในเดือนมีนาคมนี้ต่อไป

รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า ความก้าวหน้าการปฏิรูปการศึกษาช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมาว่า มีความก้าวหน้าหลายเรื่อง และมีหลายส่วนที่ต้องนำไปสู่เป้าหมายที่จะสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงในการปฏิรูปการศึกษารอบสอง โดยเฉพาะต้องการเห็นการพัฒนาครูยุคใหม่ให้มีศักดิ์ศรี มีการพัฒนาสถานศึกษาให้รองรับตอบโจทย์ ๒ ข้อ คือ กรอบตามมติ ครม.ที่จะเน้น "สี่ใหม่" คือ ๑) การพัฒนาคุณภาพคนไทยยุคใหม่ ๒) การพัฒนาครูยุคใหม่ ๓) การพัฒนาสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ใหม่ ๔) การพัฒนาการบริหารจัดการใหม่ และกรอบความคิดเชิงนโยบายองค์รวม และนโยบายส่วนปฏิบัติที่จะเติมเต็ม Model อย่างไรให้เข้าสู่การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ทั้งนี้ ดีใจที่ครูในชนบทและทุกท่านในที่นี้ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ยืนยันจะมุ่งมั่น ซื่อสัตย์ที่จะทำงานร่วมกันในการขับเคลื่อน เพราะหากทุกท่านร่วมวางรากฐานเพื่อเปลี่ยนแปลงแล้ว เชื่อมั่นว่าจะสามารถเดินไปสู่เป้าหมายและทิศทางเดียวกัน ตนในฐานะ รมว.ศธ.จะพยายามแปลเป้าหมาย พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ ในเชิงยุทธศาสตร์ในเวลาที่ค่อนข้างจำกัด รวมทั้งนโยบายของ ศธ. โดยจะไม่เปลี่ยนแปลงตามรัฐมนตรีที่เข้ารับตำแหน่ง

รมว.ศธ.ได้ฝากประเด็นนโยบาย ๘ ข้อที่จะมีส่วนในการปฏิรูปการศึกษา คือ ๑) การขับเคลื่อนสมัชชาการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองเพื่อส่งสัญญาณว่าการศึกษาจะเป็นธงนำในการพัฒนาประเทศทุกด้าน ๒) โครงการเรียนฟรี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ ๓) การสร้างโรงเรียนดีประจำตำบล ๔) การพัฒนาการศึกษาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ๕) การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ราคาถูก คือ กศน.ตำบล ๖) การพัฒนาเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา หรือ NedNet ๗) การสร้างขวัญกำลังใจครู ๘) การพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์

น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รมช.ศธ. กล่าวว่า ในช่วง ๑ ปีที่ผ่านมา ตนได้ให้ความสำคัญต่อการปฏิรูปการศึกษาโดยเข้าร่วมประชุมเรื่องนี้ทุกครั้ง และเมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รัฐมนตรีทั้ง ๓ ท่านได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีเพื่อหารือกันในเรื่องการปฏิรูปการศึกษา โดยมองการศึกษาในระบบ เริ่มตั้งแต่ระดับปฐมวัย ที่ ศธ.ต้องสนับสนุนงบประมาณ ทำงานอย่างใกล้ชิดกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น

ระดับประถมศึกษา ถือเป็นหน้าที่โดยตรงของ ศธ.ที่ต้องติดตามในเรื่องต่างๆ เช่น การเตรียมเรื่องกำลังคน การติดตามประเมินผลอัตรากำลังครู โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งมีอัตราส่วนครู ๑ คนต่อนักเรียน ๕ คน ในขณะที่โรงเรียนขนาดใหญ่มีอัตราส่วนครู ๑ คนต่อนักเรียน ๓๐-๔๐ คน ซึ่งต้องมาแก้ไขให้ชัดเจน เพื่อพัฒนาคุณภาพโรงเรียนตั้งแต่ระดับจังหวัดลงไปสู่ระดับตำบล

ระดับมัธยมศึกษา จะต้องมองเรื่องการวางแผนผลิตกำลังคน ต้องมีความร่วมมือในการแนะแนวการศึกษาต่อแก่นักเรียนอย่างชัดเจนตั้งแต่ ม.๑ ขึ้นไป เพื่อให้นักเรียนเลือกเรียนตามความถนัด โดยเฉพาะการเลือกเรียนสายอาชีวะที่จะเน้นการพัฒนา Skill Force ที่ต้องตอบโจทย์การผลิตของภาคอุตสาหกรรมเพื่อการพัฒนาประเทศได้ ดังนั้นการเรียนระดับขั้นพื้นฐานจะต้องคำนึงถึงการเคลื่อนย้ายการเรียนไปยังระดับอาชีวศึกษาอย่างชัดเจน

ระดับอาชีวศึกษา ช่วง ๒ ปีที่ผ่านมาเราเห็นตัวเลขการเติบโตในภาคอุตสาหกรรมที่ชัดเจนแล้ว แต่การใช้งบประมาณระดับอาชีวศึกษายังไม่สอดคล้องชัดเจนตามแผนพัฒน์ นอกจากนี้เป้าหมายที่จะนำผู้เรียนมาสู่อาชีวะยังไม่เป็นไปตามแผนพัฒนาของภาคอุตสาหกรรม จึงควรปรับการพัฒนาการเรียนการสอนอาชีวะให้มุ่งสู่ Demand-Supply เพื่อให้คนมีงานทำ ไปสู่การประกอบอาชีพที่ต้องมี Skill Work ที่จะต้องแบ่งตาม ๗๓ คลัสเตอร์กลุ่มวิชาต่างๆ อย่างชัดเจน เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่จะต้องสอนตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการวิจัย ที่ไม่ใช่แบ่งสถาบันการผลิตตามกลุ่มจังหวัด แต่ต้องมองความเข้มแข็งของกลุ่มอุตสาหกรรมเป็นหลัก โดยอาจจะมีสถาบันเฉพาะ เช่น สถาบันข้าว กลุ่มปศุสัตว์ กลุ่มยานยนต์ เป็นต้น

ระดับอุดมศึกษา วันนี้เรามีการผลิตผู้เรียนในเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ เราจึงต้องมาดูการผลิตคนให้ตรงกับสาขาวิชาที่ต้องการ เพื่อไม่ให้จบออกไปว่างงาน ดังนั้นจะต้องขอความร่วมมือมหาวิทยาลัยในการรับนักเรียนเข้าเรียนด้วย

ในเรื่องครูนั้น ได้มีความเห็นร่วมกันว่าการผลิตครูไม่ควรผลิตเพียงเพื่อทดแทนอัตราว่างจากการเกษียณเท่านั้น แต่ต้องพัฒนาครูอย่างเป็นระบบ เช่น การผลิตครูพันธุ์ใหม่ที่ต้องตั้งเกณฑ์ไว้สูง เพื่อดึงคนที่เข้ามาเป็นครู จะต้องเก่งและดี โครงการคืนครูสู่นักเรียน การปรับปรุงคุณภาพชีวิตครู ต้องเพิ่มฐานเงินเดือนครูบรรจุใหม่ให้สูงขึ้น มีการปรับโครงสร้างหนี้ครู เป็นต้น ส่วนพนักงานราชการหรือครูอัตราจ้างก็เป็นเรื่องที่น่าห่วง เพราะเกรงว่าจะทำให้คนกลุ่มนี้ไม่มีกำลังใจ จึงควรกำหนดสัดส่วนเพื่อบรรจุพนักงานราชการหรือครูอัตราจ้างให้เป็นข้าราชการครูไว้อย่างเหมาะสมด้วย สำหรับในเรื่องวิทยฐานะ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเกณฑ์การประเมิน เพื่อมุ่งการพัฒนาครูและผู้บริหารสถานศึกษาไปที่คุณภาพของผู้เรียนมากกว่าเรื่องของตัวเอง ซึ่งจะต้องเพิ่มในเรื่องธรรมาภิบาลด้วย

 

อ้างอิงจาก http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=16116&Key=news1