...my Valentine




 
ถ้าเมื่อ 2 ชั่วโมงที่แล้ว
MP rash ไม่กระจายวงกว้างจากคอมา ถึงหน้าอก จนเต็มตัว  
ผมคงไม่ต้องมานอนแอ้งแม้ง   นับลมหายใจตัวเองเล่น อยู่ที่ห้อง ER แห่งนี้หรอก
หมอเวรเข้ามาดู แล้วไม่แน่ใจ ให้ตามเภสัชมาช่วยดูอีกทีว่ามันเป็นผื่นจากการแพ้ยาหรือปล่าว
...
2 นาทีหลังจากนั้น พี่หัวหน้าเภสัชจอมอำที่คุ้นเคยกันดีก็มาดูด้วยตัวเอง
 
พี่เภสัช  
“แย่แล้ว ...สงสัยจะเป็น  ADR      หว่ะ  ..
 เหมือนๆมีอาการ Steven Johnson  ด้วย”  พูดพลางหัวเราะคิกคักตามสไตล์พี่แก
ผม
“ขอบคุณครับพี่  ฟังแล้ว ผมมีกำลังใจขึ้นมากจริงเลย”    
ผมทำน้ำเสียงประชดประชันพูดทีเล่นที่จริงสวนพี่แกไป    
เพราะรู้ตัวดี  ว่าอาการของผมมันไม่ได้แย่ขนาดนั้น
แต่หมอเจ้าของไข้ บอกว่า จะลองให้ยาแก้แพ้ก่อนถ้าไม่ดีขึ้นผมคงต้อง นอนโรงพพยาบาล
เพื่อ Observe  อาการ..
..
ในขณะที่ผมนอนรอให้ยาแก้แพ้สองตัววิ่งแข่งกันในเส้นเลือดเพื่อไปไล่จับกับ receptor  ของผม
สมองผมกำลังทำงานอย่างหนัก  ครุ่นคิดๆ
ถ้า ต้องนอนโรงพยาบาลจริง 2 วันหลังจากนี้ที่ผมอุตส่าห์เคลียร์วันว่าง  
เตรียมตัวเดินทางไกลเอาการ์ดวาเลนไทน์ไปให้ใครบางคน
จะทำยังไงดี...  
..แต่ตั้งใจแล้ว ...
หมอเจ้าของไข้ เดินเข้ามาถามอาการอีกครั้งและถามย้ำว่าจะนอนโรงพยาบาลไม๊
ผมปฎิเสธ ผมมีแผนอยู่ในใจแล้ว 2 วันต่อจากนี้
ผมควรจะคา hep Lock  เพื่ออาการมันกลับมาเป็นอีก ตอนที่กำลังนั่งรถประจำทาง
ผมจะได้ลงที่โรงพยาบาลใกล้ถนนที่สุด จัดการกับอาการแพ้ของตัวเอง
 
.
 
 
ลุกจากเตียงอีอาร์แล้วไปนั่งรอรับยา 10 นาทีถึงบ้านผมเก็บของใช้ส่วนตัวไม่กี่ชิ้น
แล้วต่อรถตู้ไป หมอชิตทันที..
 
ผมต้องการไปถึงที่หมายปลายทางตอนตี 5 ครึ่งเพื่อที่จะไปถึงที่ทำงานของเธอคนนั้นให้เช้าที่สุด
ระยะทาง5ร้อยกว่าโล ของจังหวัดทางภาคเหนือ ทำให้ผมต้องคำนวณเวลาให้ดี
ผมเลือกรถเที่ยวสุดท้ายตอนห้าทุ่มสี่สิบห้าซึ่งเป็นเที่ยวสุดท้าย
ถึงหมอชิต 6 โมงเย็น  รถออก ห้าทุ่มกว่า  นั่นหมายความว่า 5 ชั่วโมงต่อจากนี้คงต้องหาวิธีฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ
โชคที่ยังพกหนังสืออ่านเล่นมาบ้าง  
 

 
 พักนี้ผมติดหนังสือ How to เอามากๆนับๆดูในชั้นหนังสือก็เกือบ10เล่มแล้ว
คิดว่าชีวิตตัวเองช่วงนี้ต้องการเข็มทิศโดยด่วน  มันไร้ทิศทางจนถึงขั้นวิกฤต
ผมนั่งจมจ่อมอยู่กับหนังสือ How to ที่เพิ่งซื้อมา สลับกับมองดูผู้คนเดินผ่านไปมาอยู่ที่ร้านอาหารชั้นสอง
จากคนเรือน หมื่น  กล้ายเป็นเรือนพัน   เรือน ร้อย   จะเหลือผู้โดยสารตรงบริเวณที่ผมรออยู่ไม่ถึง 10คน
หมอชิตตอนไม่มีคน   เหงาจนน่ากลัว...
นาฬิกาบนข้อมือขวาของผมรายงาน ว่า 4 ทุ่มครึ่งแล้วว
ได้เวลาที่ผมต้องลงไปที่ช่องรอรถด้านล่าง
รถปรับอาการสายชั้นหนึ่งกว่าจะได้ออกจากชานชลาเที่ยงคืน..
ผมเริ่มกังวลว่า  จะไปให้ถึงทันเวลาอย่างที่ตั้งใจในตอนแรกหรือปล่าว
แต่จะทำอะไรได้    นอนจากซุกตัวในผมห่มบางๆของรถทัวร์ ข่มตาให้หลับให้ได้ก็เท่านั้น
อาการคันของผมยังไม่หายดี     ต้องกินยาคุมไว้ตลอด  
ตี5 พอดี  ผมถึงที่หมาย  อากาศหนาวมาก หนาวกว่าที่คิด  หนาวจนฟันกระทบกัน
ผมคงต้องนั่งทนหนาวไปอย่างนี้ไปสัก เกือบชั่วโมงเพื่อรอเวลาให้ดวงอาทิตย์ขึ้นตอน 6 โมงแล้วรีบไปสำนักงานของเธอคนนั้น
วางการ์ดและช็อคโกแล็ต แล้วผมก็กลับ  
ภารกิจพาตัวเองลำบากมาตั้งไกลของผม    ก็จบแค่นี้เอง  !
 
`…

..
นั่งสับปะหงก หลับๆตื่นๆ รู้ตัวอีกที ท้องฟ้าอันหนาวเหน็บเริ่มสว่างแล้ว  
6 โมง10นาที ผมเดินไปเรียกเมล์เครื่องเพื่อนั่งไปสำนักงานเป้าหมาย
พอไปถึงสำนักงานผมคิดง่ายเอาว่า
โต๊ะทำงานของใครก็ต้องมีชื่อบอกตำแหน่ง ผมก็แค่เอาการ์ดกับของขวัญไปวาง
แต่พอเอาเข้าจริง
โทษทำงานทุกตัวต่อเรียงกันเป็นแถวตรงยาว ข้าวของทุกชิ้นไม่มีให้เกะกะอยู่บนโต๊ะและที่สำคัยไม่มีป้ายชื่อเจ้าของโต๊ะ บอก  โอ้แม่เจ้า    ผมโดน 5 ส เล่นงานเข้าแล้ววว    
ทำยังไงดี ถ่อมาซะเช้า วะไกลขนาดนี้ ก็เพื่อจะเอามาวางไว้บนโต๊ะแบบที่ไม่ให้เจ้าของเขารู้...  
ดันมาเจอมุกนี้เข้า  ไปไม่เป็นเลยเหมือนกัน..
 
เกือบจะตีอกชกตัวอยู่แล้วว   อัศวินก็ขี่ม้าขาวมาช่วยไว้พอดี
แม่บ้านสำนักงาน
“ติดต่อเรื่องอะไรคะ”
“เอ่อ...คือผมจะเอาการ์ดกับของขวัญมาไว้ที่โต๊ะคุณ........ แต่ไม่ทราบว่าอยู่โต๊ะไหนครับ”
อ๋อ โต๊ะนี้ค่ะ    ป้าแกพูดพร้อมทั้งชี้มือไปที่โต๊ะเป้าหมาย    
จะเดินเข้าไปไว้เองไม๊คะ
 “  ครับ .. ขอรบกวนหน่อยนะครับ..”
...
...
เรียบร้อย..
ผมเดินออกมาที่หน้าสำนักงาน  กำลังคิดว่าจะเรียกเมล์เครื่องไปส่งท่ารถเพื่อนั่งรถทัวร์กลับบ้านเลย
หรือจะเดินไปท่ารถด้วยสองเท้าตัวเองดี  
สุดท้ายผมก็เลือกวิธีหลัง  
 เพราะนี่อาจเป็นการมาที่นี่ครั้งสุดท้ายของผม
จากวันนี้ คงไม่มีโอกาสได้กลับมาอีกแล้ว..
เลยเดินชมนกชมไม้ สูดอากาศยามเช้าไปด้วย อีกอย่างก็เพื่อรอเวลาประมาณ 7 โมงครึ่ง
เมื่อเธอคนนั้นมาถึงที่ทำงานเจอการ์ดกับของขวัญ ก็น่าจะโทรเข้ามาบ้าง
 

 
9  โมงกว่าแล้ว  
ก่อนก้าวขึ้นรถทัวร์กลับบ้าน
มองดูมือถือเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้แต่  คิดว่าน่าเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่จะมอง
ไม่มีสัญญานใด  หรือสัญลักษณ์ใดๆแสดงว่ามีสายเข้าเลย..
...
 ถึง กทม. เกือบ 4 โมงเย็น
ผมพยายามคิดว่าเธออาจจะไม่ได้เข้าสำนักงานวันนี้    
  หรือผมอาจจะไปวางของขวัญโต๊ะผิด
หรือใครแอบหยิบไปก่อนที่เธอจะมา..
ผมได้แต่คิดฟุ้งซ่านไป..ต่างๆนาๆ
 

..
..
แต่จนถึงวินาทีนี้  วินาทีที่ผมกำลังกระแทกนิ้วใส่แป้นคีย์บอร์ด  
ยังไม่มีปรากฎการณ์ใดๆตอบกลับมาเลยว่า   ....  ผลจากการกระทำเมื่อ 12 ชั่วโมงที่แล้ว..ได้ผลอย่างไรบ้าง..
..
..
 

 
คง..
มีเพียงสัญญานเดียวที่ผมรับรู้ได้..
นั่นก็คือ
 
เวลาของผมคง   หมดลงแล้ววว....
 



 
« แก้ไขครั้งสุดท้ายเมื่อ: วันนี้ เวลา 21:28 by ** ..ผู้ชายกรุ๊ปโอ..** »