๑๘  กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓

สวัสดีค่ะครู

         วันนี้หนูเขียนจดหมายหาครูเร็วนิดหน่อย เพราะมีภารกิจไปบ้านญาติ เพื่อไปเจอแม่และญาติที่ ๆ มารับปริญญาลูกพี่ลูกน้องในวันพรุ่งนี้ เมื่อคืนหนูเข้านอนไปประมาณตีห้า ก่อนหน้าจะนอนลงได้สวดมนต์ทำวัตรเช้า แล้วค่อยล้มตัวลงนอน ตื่นขึ้นมาประมาณแปดโมงค่ะครู หนูอาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน ไม่มีอาการงัวเงียนัก หนูวาดภาพต่อ ประมาณชั่วโมงกว่า ๆ ก็เสร็จเรียบร้อย ขณะที่ก้าวลงจากเก้าอี้ เพราะหนูนั่งแบบไม่ขยับชั่วโมงกว่าในท่าขัดสมาธิ ขาขวาจึงชา หนูขยับเอาขาขวาแตะพื้นก่อน มันเหมือนคนคนเป็นอัมพาตเลยค่ะ ฝ่าเท้าอ่อนไร้ความรู้สึกมาจนถึงเข่า แต่หนูก็ไม่ได้อะไรกับอาการชานัก ขาซ้ายชาเล็กน้อย หนูพิจารณา พอประสาทไม่ทำงาน ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง เหมือนคนเป็นอัมพาต หนูก็ยังเดินต่อแม้จะเป็นท่ากระเผก ๆ แต่ใจสบาย ๆ ไม่มีคร่ำครวญ อาการชาค่อย ๆ เบาลงและหายไป แต่พอเดินถึงโต๊ะพี่หัวหน้า หนูหยุดยืน อาการชายังมีอยู่ ความรู้สึกที่ขาเริ่มกลับมา แต่ว่าไม่สมบูรณ์ หนูจึงลากเก้าอี้ใกล้ ๆมานั่งลง แล้วก็คุยงานต่อ และดูอาการชาไปด้วย ไม่นานก็ค่อย ๆ เบาลงและหาย สิ่งที่แปลกคือ ใจหนูนิ่ง ๆ ไม่ได้คาดหวังว่างานวาดในวันนี้จะเสร็จหรือไม่เสร็จ แต่ก็ไม่ใช่ละเลยค่ะครู ทำแต่ก็ทำไปตามหน้าที่ ไม่ใช่ว่าต้องเสร็จหรือไม่เสร็จ หัวหน้าให้คำแนะนำต่อคือว่า ปรับสมดุลของภาพเติมในส่วนที่ขาด เพราะภาพที่ปรากฏ เป็นเพียงตัวอย่างที่เราต้องนำเสนอ ต้องเติมจินตนาการบางอย่าง เพราะในขณะเตรียมสไลด์อาจจะทำให้บางส่วนผิดรูปร่างไป

หนูนั่งลงปรับอะไรไปเรื่อย ๆ เหมือนเป็นการนั่งวาดใหม่ ให้สมบูรณ์มากขึ้นจากภาพที่ร่างมา ใกล้ ๆ เที่ยงมีโทรศัพย์ให้หนูไปรับเช็ค ค่าเช่าบ้าน จึงแวะไปรับประมาณห้าโมงสี่สิบห้า ได้เรียบร้อยก็ไปขึ้นเงินที่ธนาคาร แล้วเเวะทานอาหารเจที่กรมอนามัย

มีเหตุการณ์เกิดขึ้นขณะที่หนูยืนรอซื้ออาหารคือ มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาเบียดพี่ผู้ชายที่ยืนข้าง ๆ หนู อาจจะเพราะว่าหนูเข้ามาเพียงเบา ๆ และไม่ได้เอ่ยอะไร พี่ผู้ชายท่านนั้น จึงถอยหลบมาเหยียบเท้าขวาหนูอย่างจัง ท่านเอ่ยขอโทษ ทั้งท่าทางเเละน้ำเสียง หนูเอ่ยกับท่านว่า "ไม่เป็นไรค่ะ" พลางยิ้มให้ แต่หนูก็ไม่ได้สบตาท่านค่ะ ใจหนูไม่ได้ขุ่นมัวแล้วก็ระลึกคำนี้ขึ้นมาว่า "นี่เอง คือความเบาสบายของการให้อภัย" ท่านเอ่ยขึ้นมาอีกว่า "ผมเหยียบเข้าไปอย่างแรงเลยครับ" ท่านเอ่ยเสริมอย่างขอลุโทษ หนูจึงยิ้มให้แล้วเอ่ยซ้ำว่า "ไม่เป็นไรค่ะ" แล้วหนูก็มานั่งทานพร้อมพิจารณาอาหาร

วันนี้หนู รู้สึกเบิกบานกับการทำความรู้จักตนเอง เป็นความแผ่ซ่านที่อธิบายได้ยากค่ะครู หนูอธิบายไม่ถูกเพียงเดิน ๆ ไปแล้วรู้สึกถึงการเดินหรือ รู้สึกถึงร่างกายของตนเอง ก็เหมือนมีกระเเสอุ่น ๆ แผ่ซ่านในร่างกาย คล้าย ๆ จะขนลุกเบา ๆ หรือเป็นไออุ่นแผ่ภายในกาย แล้วใจก็เป็นสบาย ๆ 

วันนี้ทำให้หนูเห็นในตนเองว่า "เมื่อก่อนหนูยึด วิทยุหลวงตาเป็นสรณะ ในการดับความหงุดหงิดในใจ จนบางทีหนูหมกหมุ่นจนลืมกายใจตนเองค่ะ" แต่วันนี้การรู้สึกในตนเองเป็นความอุ่น ๆ เกิดขึ้นในใจ ไม่ใช่ลิงโลด แต่ก็ไม่ใช่เคร่งเครียดค่ะครู หลังจากรับเงินมา หนูก็พิจารณา ว่าควรจะชำระหนี้สินให้น้อยลง เพราะก่อนหน้านี่พี่สาวเตือนว่า อย่าเดินทางมากนักเก็บเงินไว้ใช้หนี้ด้วย ทำงานมาหลายปีแล้ว ควรที่จะจัดการหนี้สินให้เบาบางลงบ้าง  ทำให้หนูระลึกว่า "ถึงเวลาต้องจัดการเรื่องนี้เสียที"

เหมือนมีคำตอบให้ตนเองว่า "ไม่ใช่การไม่ใช้เงินนะ แต่เป็นการตัดรายจ่ายที่เกินจำเป็นออก แล้วหาเพิ่มตามกำลัง อย่าสุจริต ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น เหมือนเป็นการทำความดี แล้วก็ละความชั่วไปพร้อม ๆ กัน การทำดีก็เหมือนหาเงินเพิ่ม ละความชั่วกฌคือ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง" หนูบอกตนเอง จึงเดินกลับหอเอาใบเสร็จมาจัดการเครีย  ค่ะครู

พอมาถึงห้องทำงานก็ประมาณบ่าย ๆ หนูจัดการยื่นเรื่องค่าเช่าบ้านประจำเดือนกุมภาพันธ์ จัดการเอกสารต่าง ๆ เปิด G2K แล้วก็นั่งทำงานต่อ เปิดวิทยุฟัง Green wave ระลึกถึงอ้อมสุนิสา จึงลองหาข้อมูลดู แล้วใจหนูก็รู้สึกว่า "อยากบวชจัง" จึงมองไปที่ปฏิทิน เช็คช่วงเวลาเดือนเมษายน พอจะมีเวลาหยุดยาวได้ถึง สิบหก หรือ ยี่สิบสามวัน จะขอถือบวชช่วงนี้เลยได้ไหมนะ ครานี้เหมือนหนูอินเข้าไปกับการบวช เป็นตื้อ น้ำตาพาลจะไหล

แล้วก็มีเสียงเตือนว่า "ถ้าจะได้บวชก็คือได้บวช ไม่ได้บวชก็คือ ไม่ได้บวช ก็เท่านั้น"    

หนูเก็บของกลับหอ ระหว่างนี้ก็ระลึกว่า "เอ.....ครูสอนมา ท่านก็ไม่ได้ บวชเป็นแม่ชี ไฉนเลย ใจเราเป็นเช่นนี้หนอ หลงไปรึเปล่านะ การบวช คืออะไร บวชที่ข้างนอก หรือ บวชที่ข้างใน ความเป็นสมณะนั้นอยู่ที่ใจ ไม่ใช่ภายนอก หากปรารถนาการวิเวก ณ ชีวิตปัจจุบัน ก็ใช้ชีวิตคนเดียวนะ ทำถึงที่สุดของสถานะที่ยืนอยู่รึยัง ถ้ายังก็จงทบทวนก่อน"

ครูขาวันนี้หนูรู้สึกเบาสบายขึ้น แม้จะได้นอนไม่กี่ชั่วโมง จะว่าไปมื้อเที่ยงก็ไม่รู้สึกหิวนัก แต่ก็ทาน ไปตามเวลา ใจหนูสบายมากขึ้น ไม่ได้ดีดิ้น ฟุ้งซ่าน เหมือนเป็นการพึงพอใจที่ได้อยู่กับตนเอง รู้สึกในกายดูเอง ไม่ได้เห็นต่อเนื่องค่ะครู เพียงแว๊บเข้ามาเป็นระยะ ๆ แล้วก็เบาในหัวโล่ง ลมวิ่งผ่านจมูก ไม่ได้กระชากลมหายใจ

ศีล

ข้อ ๑ หนูเบียดเบียนตนเองโดยการทดลองให้นอนน้อย ๆ ตอนแรกว่าจะให้ไม่นอนเลย แต่ก็รู้สึกไม่ไหวค่ะ แต่ก็ได้รู้ในตนเองว่า การนอนเพียงเท่านี้ช่วยให้ทำงานลื่นคล่อง ไม่ง่วงเหงาหาวนอน

ข้อ ๒ หนูทำลายของรักใครไหมนะ รู้สึกว่าวันนี้ทำร้ายคนรอบข้างน้อยลงค่ะ เอื้ออาทรมากขึ้นตามกำลังที่มี ช่วยเหลือแม้เพียงเล็กน้อย แบ่งปันขนมบ้าง ก็ทำให้อิ่มใจดีค่ะ

ข้อ ๓ ใจหนูยังหันไปมองหา ผู้ชายหน้าตาดี แต่ก็ไม่ได้ลิงโลดมาก เพราะพอเห็นว่ามันกระโดดไป ก็จะมีการคิดถึงภาพศพต่าง ๆ ขึ้นมาในหัวค่ะครู แล้วก็บอกตนเองว่า "ตายแล้วก็เท่านี้ แยกชิ้นออกมาก็เท่านี้ เละ ไม่น่าหลง เผาแล้วก็เป็นเถ้า เหมือนที่เคยมุดเข้าไปกวาดในเตาเผาศพ"

ข้อ ๔ หนูไม่ได้ไปวิ่งตอนเช้าค่ะครู แต่ใช้การเดินตอนเที่ยง ๆ ให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว แล้วอยู่กับตนเองได้มากขึ้นค่ะ

ข้อ ๕ หนูยังประมาทอยู่ค่ะ แต่ก็รู้สึกได้ว่าน้อยลง มีสติมากขึ้น

วันนี้หนูมีภารกิจต้องไปปฏิบัติหน้าที่ต่อครอบครัว ขอโอกาสเล่าเพียงเท่านี้นะคะครู หนูรักครูค่ะ สิ่งที่ครูบ่มเพาะให้ ค่อย ๆ ปรากฏให้หนูได้รู้จักทีละน้อย ๆ เป็นความเบิกบานและซาบซึ้งใจในพระคุณครูค่ะ

ฝันดีนะคะครู