โพชฌงคปริตร : หลักธรรมที่ทำให้พระพุทธองค์ตร้สรู้ ๗ ประการ เป็นธรรมโอสถ ขจัดโรคภัยไข้เจ็บให้หายไป เกิดความสุข สวัสดี

ณ เวฬุวัน เมืองราชคฤห์ รัฐของพระเจ้าพิมพิสาร พระมหากัสสปะ บังเกิดโรคาพาธแรงกล้า อาการหนักขึ้นทุกวัน ขณะที่พระผู้มีพระภาค ทรงสถิตอยู่ในสมาบัติ (เข้าสมาธิ) เมื่อถึงกาลอันควร ทรงออกจากสมาบัติแล้ว จึงทรงมีพระกรุณาโปรด เสด็จไปเยี่ยมอาการไข้ของพระมหากัสสปะเถระ ทรงแสดงโพชฌงค์ทั้ง ๗ ประการ คือ

๑. สติ คือ  ความระลึกได้ 

๒. ธัมมวิจยะ คือ การเลือกเฟ้นพิจารณาธรรม

๓. วิริยะ  คือ ความเพียร

๔. ปิติ คือ ความอิ่มใจ

๕. ปัสสัทธิ  คือ ความสงบ

๖. สมาธิ คือ ความตั้งใจมั่น

๗. อุเบกขา คือ ความวางเฉย 

ธรรมเหล่านี้เป็นธรรมที่พระมุนีเจ้า ผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวงตรัสไว้ชอบแล้ว  บุคคลอบรมฝึกฝนให้มากแล้ว  ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง  เพื่อตรัสรู้ และเพื่อพระนิพพาน  ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้  ขอความสวัสดี จงมีแก่ท่าน ทุกเมื่อ

ท่านพระมหากัสสปะได้รับฟัง เมื่อจบพระธรรมเทศนานั้น พระมหากัสสปะ มีจิตโสมนัสยินดีรื่นเริงในธรรมลุกขึ้นกราบพระบาทหายจากอาการไข้โดยพลัน

อีกกาลเวลาหนึ่ง ครานั้นพระมหาโมคคัลลานะ อาศัยอยู่ ณ เขาคิชฌกูฎ เกิดอาการอาพาธหนัก พระบรมศาสดาเมื่อทรงออกจากสมาบัติแล้วไปเสด็จไปเยี่ยมอาการป่วยของพระโมคคัลลานะ แล้วทรงแสดงโพชฌงค์ทั้ง ๗ ให้พระมหาโมคคัลลานะฟัง พระมหาโมคคัลลานะนั้นก็หายจากอาการป่วยโดยพลัน

แม้พระบรมศาสดาเอง เมื่อครั้งที่พระองค์ ทรงพระประชวรหนัก ด้วยโรคปวดท้อง มิมียาใด ๆ รักษาให้หายได้ จึงมีรับสั่งให้พระจุนทะเถระ แสดงโพชฌงค์ทั้ง ๗ ให้พระองค์ทรงสดับ เมื่อพระจุนทะเถระแสดงโพชฌงค์ทั้ง ๗ ประการจบลง พระบรมศาสดาก็ทรงหายจากอาการประชวรโดยพลัน  ทรงเสด็จลุกขึ้นจากพระบรรทมได้ในทันที

กาลนี้ ขอเชิญท่านผู้เจริญทั้งหลาย สาธยายโพชฌงค์ทั้ง ๗ ให้แก่คนยาก ได้สดับเพื่อความสวัสดี มีโชคลาภวาสนาที่ดี

กล่าวโดยสรุป

โพชฌงคปริตร  เป็นปริตรที่โบราณาจารย์นำเอาโพชฌงคสูตร ทั้ง  ๓  สูตร  คือ  (๑)  มหากัสปโพชฌงคสูตร  (๒)  มหาโมคคัลลาน โพชฌงคสูตร  (๓)  มหาจุนทโพชฌงคสูตร  มาประพันธ์เป็นคาถา เรียกว่า  โพชฌงคปริตร  โดยน้อมเป็นสัจกิริยาเพื่อให้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ เกิดเป็นความสุขสวัสดี

เนื้อหาโพชฌงคสูตรทั้ง  ๓  นั้น  กล่าวถึงหลักธรรมที่ทำให้ตรัสรู้  ๗  ประการ  คือ  ๑  สติ  ความระลึกได้  ๒  ธัมมวิจยะ  การเลือกเฟ้นธรรม     ๓  วิริยะ  ความเพียร  ๔  ปีติ  ความอิ่มใจ  ๕  ปัสสัทธิ  ความสงบ  ๖  สมาธิ ความตั้งใจมั่น  ๗  อุเบกขา ความวางเฉย

พระพุทธเจ้าทรงรวบรวมเอายอดธรรม คือ ธรรมะชั้นสุดยอดมารวมเอาไว้ในที่เดียวกัน ถึง ๗ ประการ คือ สติ, การวิจัยธรรม, วิริยะ, ปีติ, ปัสสัทธิ, สมาธิ, อุเบกขา ซึ่งโบราณาจารย์ก็ได้นำเอาโพชฌงคสูตรทั้ง  ๓  นี้  มาประพันธ์เป็น คาถาสำหรับเจริญภาวนา  โดยน้อมเป็นสัจกิริยาเพื่อให้พระปริตรเป็นธรรมโอสถ  บังเกิดพุทธานุภาพขจัดโรคภัยไข้เจ็บให้อันตรธานหายไป  เกิดเป็นความสุขสวัสดี

 

ดังนั้น พระปริตรบทนี้  เพื่อเป็นการคุ้มครอง  ป้องกัน  ไม่ให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บและให้มีอายุยืน  ผู้ไม่ต้องการเจ็บป่วย  และปรารถนาความเป็นผู้มีอายุยืน  โดยปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ  จึงควรเจริญโพชฌงคปริตร

เนื่องจากผลของพุทธมนต์บทนี้ ทำให้ถูกขนานนามว่า ยาวิเศษ  สำหรับรักษาทุกโรค โดยไม่ต้องพึ่งพา ๓๐ บาทรักษาทุกโรค (555) เพราะทำให้เราเชื่อว่าเป็นมนต์สำหรับสวดรักษาโรค  ได้ค่ะ

 

อย่างนี้ต้องลองสวดโพชฌงคปริตรดูค่ะ  แล้วจะรู้ว่ารักษาโรคได้จริงไหม

           

โพชฌงคปริตร

            โพชฌังโค สะติสังขาโต               ธัมมานัง วิจะโย ตะถา

วิริยัมปีติ ปัสสัทธิ                                    โพชฌังคา จะ ตะถาปะเร

สะมาธุเปกขะ โพชฌังคา                         สัตเต เต สัพพะทัสสินา

มุนินา สัมมะทักขาตา                              ภาวิตา  พะหุลีกะตา

สังวัตตันติ อะภิญญายะ                          นิพพานายะ จะ โพธิยา

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ                             โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา ฯ

            เอกัสมิง สะมะเย นาโถ                โมคคัลลานัญจะ กัสสะปัง

คิลาเน ทุกขิเต ทิสวา                               โพชฌังเค สัตตะ เทสะยิ

เต จะ ตัง อะภินันทิตวา                           โรคา มุจจิงสุ ตังขะเณ

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ                             โสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ

          เอกะทา ธัมมะราชาปิ                    เคลัญเญ นาภิปีฬิโต

จุนทัตเถเรนะ ตัญเญวะ                           ภะณาเปตวานะ สาทะรัง

สัมโมทิตวา จะ อาพาธา                          ตัมหา วุฏฐาสิ ฐานะโส

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ                             โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา ฯ

          ปะหีนา เต จะ อาพาธา                  ติณณันนัมปิ มะเหสินัง

มัคคาหะตะกิเลสา วะ                             ปัตตานุปปัตติธัมมะตัง

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ                             โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา ฯ