อัตลักษณ์และวัฒนธรรม เป็นสิ่งที่เคลื่อนไหว(dynamic) เพื่อรับใช้ปากท้องความอยู่รอด ดังนั้น มันจึงดัดแปลง แทรกซึม หดหาย รื้อถอนทำลาย ตีความใหม่ได้เสมอ ถ้ามีใครบางกลุ่ม มองเห็นต่างออกไป โดยเฉพาะยิ่งเป็นคนต่างถิ่นต่างวัฒนธรรมด้วยแล้ว ถ้าเขาทำไปด้วยความไม่รู้ไม่เจตนา ไม่ควรไปถือสา ให้อภัยกันได้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้

[ก่อนอื่นต้องขอโทษผู้อ่านด้วย เนื่องเพราะมีปัญหาทางเทคนิค ไม่สามารถใช้เว้นวรรคในบล็อคได้ จึงต้องใช้จุดไข่ปลา(…………)แทนเว้นวรรคครับ]…………………………………………………………………………………………… ………………ขณะที่ผมกำลังพิมพ์บันทึกอยู่นี้ รายการทีวีตลาดสดสนามเป้า ก็กำลังนำเสนอคณะโปงลางสะออนในชุด “ชนเผ่า” ไปช่วยชาวอาข่าขายของอยู่ที่สวนลุมไนท์บาซาร์ บรรยากาศสนุกสนานทั้งนักแสดง และชาวอาข่าที่เข้าร่วม ……………………………………………………………………………………………… ………………ย้อนกลับไปบ่ายนี้ นักวิชาการในอำเภอปางมะผ้าคนหนึ่ง ก็ได้โทรมาด้วยอยากให้ผมมองต่างมุมในฐานะนักวิชาการอิสระด้านสังคมศาสตร์ ว่าคิดอย่างไรในกรณีที่หนังเรื่อง“รักจัง” เคยมาถ่ายทำเรื่องนี้ แล้วถ่ายทอดภาพของชาวเขาเผ่ามูเซอดำออกมาอย่างขัดกับ “ความเป็นจริง” เช่น การใช้เครื่องแต่งกาย เป็นต้น ……………………………………………………………………………………………… ………………ผมต้องออกตัวก่อนว่ายังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ เพราะปกติก็ไม่ได้ดูหนังอะไรมากมาย นอกจากอาศัยดูจากทีวี ก็นับว่าเพียงพอแล้ว อย่างไรก็ตาม ผมก็พอจะนึกภาพออกที่มีชาวเขาจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มชาวเขาในสายเอ็นจีโอ หรือในกลุ่มปัญญาชน รวมถึงนักพัฒนาชาวเขา นักต่อสู้เรื่องสิทธิชาวเขา ที่ออกมาเคลื่อนไหวให้ทางทีมงานสร้างภาพยนตร์ออกมาขอโทษ หรือรับผิดชอบต่อ “ความผิดพลาด” ดังกล่าว ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………เรื่องนี้ไม่แปลกครับ เพราะเท่าที่ผมจำได้ ก็เคยมีละคร “แก้วกลางดง” โดนข้อกล่าวหานี้เหมือนกัน ส่วนจะจัดการอย่างไรกันนั้น ผมไม่ทราบ ……………………………………………………………………………………………… ………………ส่วนตัวผม เห็นว่าทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าทางผู้ออกมาเคลื่อนไหวก็ดี และผู้สร้างภาพยนตร์ก็ดี ล้วนทำสงครามบนฐานความคิดที่มองอัตลักษณ์ (identity) หรือความมีตัวตนทางทางวัฒนธรรมอย่างหยุดนิ่ง (static) ……………………………………………………………………………………………… ………………กล่าวคือ มองว่า “ความเป็นชาวมูเซอ” ก็ดี “ความเป็นชาวอาข่า” ก็ดี เป็นอะไรแข็งๆที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ มองเห็นได้สักก้อนหนึ่ง เช่น อยู่ในรูปภาษา เครื่องแต่งกาย อุปกรณ์ในการทำมาหาเลี้ยงชีพ ระบบเครือญาติ พิธีกรรม เป็นต้น ……………………………………………………………………………………………… ………………หากมีใครสักคน นิยาม หรือดัดแปลงต่างไปจากนี้ ก็ถือว่าไม่ถูกต้อง และต้องมาเอาเรื่องเอาราวกัน ทางสังคมวิทยาเรียกว่าแนวคิดแบบสารัตถะนิยม(essentialism) คือเชื่อว่าวัฒนธรรมก็ดี อัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ก็ดีล้วนมีความเป็นแก่นสาร มีรากเหง้า อันนี้เป็นวิธีคิดที่คนทั่วไปมองวัฒนธรรมชาวเขานะครับ ……………………………………………………………………………………………… ………………อย่างไรก็ตาม คำถามของผมก็คือ ก็ยังมีชาวเขาอีกจำนวนมาก ซึ่งเป็นชาวเขากลุ่มใหญ่ของประเทศด้วยซ้ำ ที่ไม่เห็นอนาทรร้อนใจอะไรกับการตีความหรือการดัดแปลงอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์เหล่านี้ ……………………………………………………………………………………………… ………………นักวิชาการ หรือเอ็นจีโอหลายคนอาจแย้งว่า เป็นเพราะชาวเขาเหล่านั้นไม่รู้ตัว ถูกครอบงำ หรือถูกล้างสมองไปให้ลืมกำพืดรากเหง้าตัวเองไปแล้ว แต่ผมมองต่างไปนะครับ ……………………………………………………………………………………………… ………………ผมคิดว่า การที่ชาวเขากลุ่มใหญ่ของประเทศ หรือแม้กระทั่งชาวมูเซอดำในพื้นที่ที่กองถ่ายมาถ่ายทำอยู่นั้น ไม่ลุกขึ้นมาโต้แย้งอะไร เพราะพวกเขาเหล่านั้นมีความเข้าใจเรื่องอัตลักษณ์และวัฒนธรรมที่วางอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงมากกว่าชนชั้นกลางทั่วไป มากกว่านักอนุรักษ์ฟื้นฟูวัฒนธรรม หรือมากกว่าชาวเขาที่เป็นนักเคลื่อนไหวที่ปัจจุบันมีวิธีคิดแบบชนชั้นกลางไปแล้ว ……………………………………………………………………………………………… ………………นั่นคือ พวกเขามองว่า อัตลักษณ์และวัฒนธรรม เป็นสิ่งที่เคลื่อนไหว(dynamic) เพื่อรับใช้ปากท้องความอยู่รอด ดังนั้น มันจึงดัดแปลง แทรกซึม หดหาย รื้อถอนทำลาย ตีความใหม่ได้เสมอ ถ้ามีใครบางกลุ่ม มองเห็นต่างออกไป โดยเฉพาะยิ่งเป็นคนต่างถิ่นต่างวัฒนธรรมด้วยแล้ว ถ้าเขาทำไปด้วยความไม่รู้ไม่เจตนา ไม่ควรไปถือสา ให้อภัยกันได้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้ ……………………………………………………………………………………………… ………………ครั้งหนึ่งผมออกทำวิจัยภาคสนามในหมู่บ้านลีซอแห่งหนึ่งในแม่ฮ่องสอน ผมก็ถามว่ารู้สึกอย่างไร เวลามีคนไทยต่างบ้านมาเที่ยวแล้วอาจจะทำอะไรผิดธรรมเนียมไปบ้าง เขาก็ตอบว่า ก็ขึ้นอยู่กับความร้ายแรง อย่างชู้สาว หรือเมาแล้วทะเลาะวิวาทวุ่นวายนี่ก็ต้องคุยกัน จะชำระสะสางอะไรก็ว่ากันไปอาจจะด้วยกฎจารีตหรือกฎหมายบ้านเมืองก็มาต่อรองกันอีกที แต่มิใช่ดุด่าหรือทำร้าย แต่ถ้าผิดทั่วไป เช่น นั่งผิดที่ผิดทาง หรือเป็นผู้หญิงแต่เข้าไปในบริเวณศักดิ์สิทธิ์ที่ห้ามผู้หญิงเข้า อันนี้ทั่วไปก็จะเห็นว่าเค้าไม่เจตนา แต่เป็นเพราะเขาไม่รู้ ต้องบอกให้เขารู้ ต้องให้อภัย ไม่ว่ากัน ……………………………………………………………………………………………… ………………การที่นักพัฒนาชาวเขาก็ดี เอ็นจีโอก็ดีออกมาเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องภาพลักษณ์ของ “ชาวเขา” ก็น่าจะเป็นเจตนารมณ์ที่ดีนะครับ แต่หากผู้สร้างภาพยนตร์ ดารา นักร้อง ออกมาแถลงว่าไม่ได้เจตนาจะลบหลู่ดูหมิ่นใครจริง ผมว่าก็น่าจะเปิดช่องแห่งการให้อภัยเพื่อนำไปสู่การสร้างบันไดการเรียนรู้ร่วมกันฉันท์มิตรสหายระหว่าง “ชาวเขา” กับ “ชาวเรา” ด้วย ……………………………………………………………………………………………… ………………ข้างฝ่ายผู้ออกมามาเคลื่อนไหว แทนที่จะมุ่งติเตียนและชี้นำฝ่ายตรงข้าม ตนเองก็อาจจะถอดความไม่พอใจของตัวเองวางลงก่อน แล้วเอาสติเข้ามากำกับเพื่อศึกษาและทำความเข้าใจว่า มันมีเงื่อนไขปัจจัยอะไร ที่ทำให้ฝ่ายผู้ผลิตรายการภาพยนตร์แสดงมุมมองออกมาอย่างนั้น ตัวเราเองมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ อย่างไร หากแต่มองให้เห็นทะลุว่า เราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหานั้นด้วยไม่มากก็น้อย ……………………………………………………………………………………………… ………………ข้างผู้ผลิตสื่อ ก็น่าจะทำเช่นเดียวกันกับฝ่ายผู้ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน การปฏิเสธหรือขอขมา หรือโต้แย้งอย่างไรคงไม่เพียงพอ หากไม่แก้ที่ต้นเหตุคือ ความคิดเห็นที่ผิด และต้องใช้วิธีการมองแบบเชื่อมโยงตัวเรา-ตัวเขา ทั้งในระดับจุลภาคและมหภาคอย่างมีบริบททางสังคมวัฒนธรรมการเมืองมากำกับ ดังนั้น หากทางผู้สร้างภาพยนตร์จะยกระดับกรณีพิพาทนี้ขึ้นมาเป็นการศึกษาเรียนรู้ จะถอดเป็นบทเรียน หรือกระบวนการศึกษาประสบการณ์อย่างไรก็ว่ากันไป ใช้กรณีพิพาทนี้ให้เป็นประโยชน์แก่สังคม กุศลกรรมน่าจะมากกว่าผลผลิตทางโลกย์จากหนังที่สร้างหลายเท่านัก ……………………………………………………………………………………………… ………………สรุปง่ายๆ ก็คือ ผมเห็นว่าต่างฝ่ายควรถอยกันคนละก้าว แล้วหันมาตั้งหลัก ดึงสติของตนกลับคืนมา โดยมิเพียงศึกษามุมมองของอีกฝ่ายให้มากขึ้น หากแต่ต้องรู้เท่าทันอารมณ์ของตน และศึกษามุมมองของตัวเองให้มากขึ้นอีกด้วย โดยเชื่อมโยงกับบริบททางสังคมวัฒนธรรมการเมืองที่อยู่เบื้องหลังมุมมองเหล่านี้ และโดยเชื่อมโยงให้เห็นว่าทั้งเขาและเราล้วนสัมพันธ์พึ่งพิงกัน เมื่อเราเห็นว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของเรา ไม่ได้แยกขาดจากกัน และทุกคนล้วนเติบโตมาจากความผิดพลาด อภัยธรรมก็น่าจะบังเกิด เมื่อมีเมตตาก็น่าจะละลายความก้าวร้าว จากนั้นปัญญาก็น่าจะไหลลื่น ……………………………………………………………………………………………… ………………การแบ่งว่าใครถูก ใครผิด อัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์แบบใดถูก แบบผิด แบบไหนของแท้ แบบไหนของเทียม (ซึ่งแท้จริง ไม่เคยมี วัฒนธรรมที่เป็น “ของแท้” หากแต่ล้วนเป็นสิ่งประกอบสร้างทางสังคมที่ปรับเปลี่ยนมาตลอดทุกพื้นที่และทุกยุคสมัย) การแบ่งว่าอะไรเป็นวัฒนธรรม “ของจริง” มิเพียงเป็นการกักขังวัฒนธรรมมิให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งท้ายสุดวัฒนธรรมนั้นๆก็จะไปไม่รอดเพราะไม่สามารถยืดหยุ่นปรับตัวต่อพลวัตของบริบททางสังคมโลก หนำซ้ำ ยังก่อให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างผู้ที่ยึดติดหรือมีอัตตาในอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมแบบใดแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นกำแพงที่มองไม่เห็นอันมีขนาดมหึมาที่ขวางกั้นการเรียนรู้ของมนุษยชาติ ……………………………………………………………………………………………… ………………ฉะนี้แล้วสันติภาพแห่งการเรียนรู้อย่างสุนทรีย์และอ่อนโยนจะเกิดขึ้นได้อย่างไร?