การพัฒนาระบบการศึกษาโดยการสร้างสถาบันอุดมศึกษาเพื่อท้องถิ่นหรือมหาวิทยาลัยวิจัยนั้น ปัจจัยแห่งความสำเร็จนั้นอยู่ที่บุคลากรซึ่งจะเป็นฟันเฟืองที่จะขับเคลื่อนระบบการศึกษาให้ก้าวหน้าต่อไป
การเตรียมบุคลากรสำหรับมหาวิทยาลัยวิจัยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อาจารย์” ควรจะต้องมีการเตรียมการระยะยาว ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นการพัฒนา “อาจารย์สายเลือดใหม่ (New Blood)” ซึ่งการจะพัฒนาอาจารย์สายเลือดใหม่นี้จำเป็นจะต้องวางแผนการในระยะยาว
แต่เดิม... การพัฒนาบุคลากรโดยการให้ทุนสนับสนุนการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาโท ปริญญาเอกจนถึงการศึกษาหลังปริญญาเอกนั้น (Post-Doctoral) นั้น ส่วนใหญ่เราจะให้เรียนกันรวดเดียว คือ อาจจะใช้เวลาเรียนปริญญาโท 2 ปี ปริญญาเอกอีก 3-5 ปี คือใช้เวลารวมกันระประมาณ 5-7 ปีก็จะได้บุคลากรที่มีคำนำหน้าว่า ดร. ซึ่งมีเครื่อง “สมมติ” ว่าเขามีสติปัญญาที่จะมาพัฒนาวงการวิชาการไทย
มหาวิทยาลัยวิจัยเพื่อท้องถิ่นอาจจะต้องพัฒนาบุคลากรโดยใช้ระยะเวลาให้มากขึ้นไปอีกสักหน่อย คือ ควรจะต้องมีการเว้นช่วงเพื่อเสริมประสบการณ์เพื่อเป็นการ “สร้างภูมิคุ้มกัน” ต่อระบบการศึกษาทั้งในและต่างประเทศที่ชักนำพาจิตใจของผู้เรียนให้หลงไหลและห่างไกลไปจากคำว่า “ท้องถิ่น”

ดังนั้น การค้นหาช้างเผือกจากเด็กนักศึกษาทั้งในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยเฉพาะถ้าอย่างยิ่งถ้าเราสามารถยื่นข้อเสนอก่อนที่เขาจะได้รับการคัดเลือกหรือเริ่มต้นในระดับการเรียนชั้นถัดไปจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งเมื่อเราเล็งเห็นว่าใครมีจิตใจที่ “รักท้องถิ่น” หรือมองเห็นแววว่าจะเป็นบุคลากรที่ติดดิน สามารถทำงานวิชาการกับชุมชนได้ดี เราควรที่จะรีบสร้างภูมิคุ้มกัน “โรคหลงไหล” คือ ความลุ่มหลงทางวิชาการที่สวยงามและเลิศเลอ
การเตรียมพัฒนาบุคลากรในระยะยาวนั้นควรจะมีการแทรกการทำงานกับท้องถิ่นในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งที่เป็นผู้ช่วยนักวิจัย หรือเข้าไปฝังตัวอยู่ในชุมชนสักระยะหนึ่ง ซึ่งระยะเวลานี้ควรจะเป็นช่วงระยะเวลารอยต่อของระดับการศึกษา
อาทิเช่น ถ้าหากเด็กเรียนจบปริญญาตรีก่อนที่จะส่งเรียนต่อปริญญาโท ก็ควรที่จะส่งเข้าไปสร้างความเข้าใจว่าชีวิตในท้องถิ่นนั้นเป็นอย่างไร เพราะนอกเหนือจะสร้างภูมิคุ้มกันในการที่จะไปเรียนในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งบางคนอาจจะลุ่มหลงและมองเห็นแต่ว่าท้องถิ่นมีปัญหา

การลุ่มหลง หรือหลงไหลหลักการหรือวิชาการสูง ๆ มาก ๆ นั้น จะทำอะไรผู้เรียนหรืออาจารย์มองเห็นแต่ว่าท้องถิ่นนั้น “มีปัญหา” อะไรอะไรก็จะตั้งหน้าตั้งตาเข้าไปแก้ไข
ดังนั้น ถ้าหากเราสามารถส่งคนที่อนาคตจะเป็นกำลังสำคัญของมหาวิทยาลัยเข้าไปทำความเข้าใจท้องถิ่นให้ท่องแท้ เขาจะสามารถ “ปักธง” หรือมองแนวทางในการศึกษาต่อได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
เมื่อเขามีโอกาสเข้าไปในชุมชน เขาจะเริ่มมองโจทย์สภาพที่แท้จริง ซึ่งจะสามารถนำไปพัฒนาโจทย์วิจัยหรือโครงร่างวิทยานิพนธ์ ซึ่งนั่นจะทำให้เขาเดินไปแนวทางที่ชุมชนและท้องถิ่นต้องการ
ดังนั้น การวางแผนพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาของอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่นในระยะยาว ควรที่จะหลีกเลี่ยงการส่งคนเรียนตรี โท เอกแบบรวดเดียวจบ ถ้าเป็นไปได้ควรจะมีการวางแผนในช่วงรอยต่อระหว่างปริญญาตรีกับปริญญาโทให้ “อาจารย์ในอนาคต” ควรจะเข้าไปอยู่ในชุมชนอย่างใกล้ชิดอย่างน้อย 1 ปี และรอยต่อระหว่างปริญญาโทกับปริญญาเอกซี่งจะเป็นการวางแนวทางสำหรับดุษฎีนิพนธ์นั้นถ้าได้ไปปรับกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) อีกสัก 2 ปี ก็จะเป็นการดีสำหรับว่าที่ ดร.
เพราะนอกจากการที่เข้าเป็นเห็นสภาพปัญหาต่าง ๆ ในท้องถิ่นแล้ว ผู้วิจัย หรือ “อาจารย์” ก็จะได้ซึมซับขนมธรรมเนียบ จารีต ประเพณี ของคนในชุมชนที่ใกล้ชิดกับ “ศาสนา” และมีการพึ่งพากันอย่างเหนียวแน่น
การได้ซึมซับวิถีชีวิตที่อิงแอบกับศาสนานี้เอง จะเป็นการพัฒนา “คุณธรรม” ของบุคลากรชั้นพิเศษ นั้นก็คือ “เรือจ้าง” ที่จะออกมาทำหน้าที่พัฒนาเด็กไทยอีกมากมายตลอดอายุการทำงาน
การเรียนรู้ที่ควบคู่กับคุณธรรมนั้น จะทำให้อาจารย์ในมหาวิทยาลัยเพื่อท้องถิ่นเป็นบุคลากรที่มีจริยธรรมสูง ซึ่งคุณธรรมตัวนี้เองจะเป็นรากฐานสำคัญของการเป็น “ครูดี ครูเพื่อศิษย์”
ดังนั้น การเพิ่มรายละเอียดการให้ทุนการศึกษาของอาจารย์หรือบุคลากรในมหาวิทยาลัยวิจัยเพื่อให้ได้มีโอกาสเข้าไปเรียนรู้ความเป็นจริงในท้องถิ่น นอกเหนือจากจะได้อาจารย์ที่เก่งแล้ว ยังจะได้ “อาจารย์ที่ดี” ได้อีกด้วย...

เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ กับการที่เราเรียนโดยขาดโอกาสในการนำไปใช้ในสถานการณ์จริง ทำให้เกิดช่องว่างของความมั่นใจค่ะ เพราะชีวิตในรั้วมหาวิทยลัยกับชีวิตการทำงาน แตกต่างกันอย่างชัดเจน เช่นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นการการเรียนอาจจะเพียงแค่ โดนอาจารย์กากบาทแดง ๆ หรือให้สูนย์ ตามด้วยคำแนะนำแนวทางแก้ไข แต่ชีวิตจริงในการทำงาน น้อยครั้งมาก ๆ ที่จะมีใครมาคอยช่วย คอยเตือนนอกจากเตือนตนเอง แก้ไขตนเอง จิตสำนึกในความรับผิดชอบ จึงมีความสำคัญมากค่ะกับการทำงาน หากว่าการเรียนต่อในระดับสูงขึ้น มุ่งพัฒนางานจริง การมาทำงานก่อนที่จะปรับชีวิตเข้าสู่การเรียนรู้อีกครั้ง จึงแนวแนวทางที่น่าจะทำให้ผู้เรียนเข้าใจสถานการณ์จริงได้ชัดเจนมากกว่าการจินตนาการค่ะ
เราจำเป็นที่จะต้องยอมรับหรือไม่ว่าอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่กำลังจะผลิต "อาจารย์รุ่นใหม่" สำหรับให้เป็นหัวเรี่ยวแรงในการเป็นมหาวิทยาลัยนั้นยังเป็นอาจารย์ที่อยู่ในมหาวิทยาลัยที่เน้น "วิชาการ"
ดังนั้นถ้าหากเรากำลังส่งลูกของเราซึ่งเป็นความหวังที่จะกลับมาพัฒนา "บ้าน" ของเรา จึงต้องสร้างหลักประกันที่รัดกุมว่าลูกของเราจะไม่หลงเข้าไปรับแนวความคิดในมหาวิทยาลัยที่เน้นวิชาการ
การสร้างภูมิคุ้มกันจึงเป็นส่วนที่สำคัญยิ่งก่อนที่จะส่งลูกเราเข้าไปอยู่ที่ไหน เพราะในวันนี้เรายังมีตัวเลือกที่น้อยมาก คือ มหาวิทยาลัยวิจัยที่สามารถรับลูกของเราเข้าไปเรียนปริญญาโทและปริญญาเอก แล้วผลิตลูกของเราให้ตรงกับสิ่งที่เราต้องการ
สิ่งนี้จึงเป็นภาระและหน้าที่ในการที่จะเตรียมลูกของเราให้พร้อม พร้อมที่จะไปเจอกับพายุกับมรสุมทางวิชาการ ที่อะไรต่ออะไรก็สวยงามและเลิศเลอ
เพราะความเก่งนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้คนหลงไหลได้ไม่ง่าย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วในมหาวิทยาลัยก็จะรวมไปด้วยคนที่เก่ง ๆ เสมอ
อาจารย์ในมหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ ส่วนใหญ่นั้นเป็นยอดคน คือ มีความเก่งมาเป็นทุนจากชาติกำเนิด อาจารย์ส่วนใหญ๋นั้นเรียน "รวดเดียวจบ" คือเรียนจบเร็ว จบไว จบได้ จบดี
คนที่เรียนเก่งมักจะรับอะไรได้เก่ง เมื่อรับแล้วก็จะถ่ายทอดได้เก่ง มีการชักจูงใจคนได้เก่ง หรือไม่แค่ลูกเราเห็นเขาว่าเก่งก็เชื่อคำพูดเขาไปหมดแล้ว
ต่อจากนั้นท้องถิ่นหรือชุมชนของเราจะเป็นอย่างไร...?
คำตอบง่ายที่สุดก็คือ เป็นอย่างนี้ เป็นอย่างทุกวันนี้...!
ที่ใครต่อใครโดยเฉพาะนักวิชาการก็มักมองว่าชุมชนมีปัญหา ท้องถิ่นมีปัญหา ยังขาดความรู้ ขาดตำรา ขาดวิชาที่จะนำเข้าไปเพื่อแก้ไขปัญหา
ดังนั้นวิชาการก็เข้าไปกันใหญ่ นำทฤษฎี เทคโนโลยีสมัยใหม่ จากเมือง จากประเทศที่ศิวิไลซ์เข้าไปแก้ไขปัญหาในชุมชนที่เขามองว่ามีปัญหา...?
เรากำลังจะส่งลูกเข้าไปเรียนรู้อยู่กับคนที่มองว่าชุมชนนั้นมีปัญหาอยู่แล้วหรือไม่ ถ้าหากเราส่งลูกไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบนั้น เราก็จะได้คนที่มีแนวความคิดแบบนั้นกลับมาเหมือนเดิม แต่แตกต่างกันตรงที่จะทำผิดได้เพิ่มมากขึ้น เพราะในอนาคตเขาจะยืนสวมหมวกใบที่ชื่อว่า "สถาบันอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น"
เมื่อได้หมวกใบใหม่ คำพูดที่ออกมาจากคนหรืออาจารย์ที่อยู่ในสถานที่แห่งนั้นก็กลายเป็นทฤษฎีใหม่และเป็นทฤษฎีที่เป็นของ "มหาวิทยาลัยวิจัย"
การเฟ้นหาและเตรียมตัวผู้เรียนก่อนที่จะเข้าไปผจญกับความรู้ที่ศิวิไลซ์นั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากเราปล่อยให้เขา "เรียนจบ" แล้ว จบแล้วก็จบกัน พูดไม่ได้ แก้ไขได้ยาก เพราะต่างคนก็มี "ค่าย" เป็นของตนเอง
ค่ายอเมริกา ค่ายยุโรป ค่ายเอเชีย ค่ายใน ค่ายนอก คราวนี้ก็มีแต่ "ข่ม" กัน แล้วจากนี้ทุก ๆ คนนั้นก็จะเริ่มเดินห่างออกจากศูนย์กลางของท้องถิ่นอย่างห่างไกล
ในช่วงระหว่างที่ลูกของเรายังเรียนไม่จบช่วงนั้นก็ยังถือว่ามี "โอกาส"
โอกาสที่จะคุยกับเขา สอนเขา ทำความเข้าใจกับเขาว่าจริง ๆ แล้วท้องถิ่นของเรานั้นเป็นเช่นไร
ใช้ท้องถิ่นสั่งสมอบรมความรู้ให้กับคนที่จะเข้ามาทำงานเพื่อท้องถิ่น ลูกของเราจะมีความรู้เพื่อโรยริน ลงสู่ท้องถิ่นของแผ่นดินไทย...