เราจำเป็นที่จะต้องยอมรับหรือไม่ว่าอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่กำลังจะผลิต "อาจารย์รุ่นใหม่" สำหรับให้เป็นหัวเรี่ยวแรงในการเป็นมหาวิทยาลัยนั้นยังเป็นอาจารย์ที่อยู่ในมหาวิทยาลัยที่เน้น "วิชาการ"

ดังนั้นถ้าหากเรากำลังส่งลูกของเราซึ่งเป็นความหวังที่จะกลับมาพัฒนา "บ้าน" ของเรา จึงต้องสร้างหลักประกันที่รัดกุมว่าลูกของเราจะไม่หลงเข้าไปรับแนวความคิดในมหาวิทยาลัยที่เน้นวิชาการ

การสร้างภูมิคุ้มกันจึงเป็นส่วนที่สำคัญยิ่งก่อนที่จะส่งลูกเราเข้าไปอยู่ที่ไหน เพราะในวันนี้เรายังมีตัวเลือกที่น้อยมาก คือ มหาวิทยาลัยวิจัยที่สามารถรับลูกของเราเข้าไปเรียนปริญญาโทและปริญญาเอก แล้วผลิตลูกของเราให้ตรงกับสิ่งที่เราต้องการ

สิ่งนี้จึงเป็นภาระและหน้าที่ในการที่จะเตรียมลูกของเราให้พร้อม พร้อมที่จะไปเจอกับพายุกับมรสุมทางวิชาการ ที่อะไรต่ออะไรก็สวยงามและเลิศเลอ

เพราะความเก่งนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้คนหลงไหลได้ไม่ง่าย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วในมหาวิทยาลัยก็จะรวมไปด้วยคนที่เก่ง ๆ เสมอ

อาจารย์ในมหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ ส่วนใหญ่นั้นเป็นยอดคน คือ มีความเก่งมาเป็นทุนจากชาติกำเนิด อาจารย์ส่วนใหญ๋นั้นเรียน "รวดเดียวจบ" คือเรียนจบเร็ว จบไว จบได้ จบดี

คนที่เรียนเก่งมักจะรับอะไรได้เก่ง เมื่อรับแล้วก็จะถ่ายทอดได้เก่ง มีการชักจูงใจคนได้เก่ง หรือไม่แค่ลูกเราเห็นเขาว่าเก่งก็เชื่อคำพูดเขาไปหมดแล้ว

ต่อจากนั้นท้องถิ่นหรือชุมชนของเราจะเป็นอย่างไร...?

คำตอบง่ายที่สุดก็คือ เป็นอย่างนี้ เป็นอย่างทุกวันนี้...!

ที่ใครต่อใครโดยเฉพาะนักวิชาการก็มักมองว่าชุมชนมีปัญหา ท้องถิ่นมีปัญหา ยังขาดความรู้ ขาดตำรา ขาดวิชาที่จะนำเข้าไปเพื่อแก้ไขปัญหา

ดังนั้นวิชาการก็เข้าไปกันใหญ่ นำทฤษฎี เทคโนโลยีสมัยใหม่ จากเมือง จากประเทศที่ศิวิไลซ์เข้าไปแก้ไขปัญหาในชุมชนที่เขามองว่ามีปัญหา...?

เรากำลังจะส่งลูกเข้าไปเรียนรู้อยู่กับคนที่มองว่าชุมชนนั้นมีปัญหาอยู่แล้วหรือไม่ ถ้าหากเราส่งลูกไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบนั้น เราก็จะได้คนที่มีแนวความคิดแบบนั้นกลับมาเหมือนเดิม แต่แตกต่างกันตรงที่จะทำผิดได้เพิ่มมากขึ้น เพราะในอนาคตเขาจะยืนสวมหมวกใบที่ชื่อว่า "สถาบันอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น"

เมื่อได้หมวกใบใหม่ คำพูดที่ออกมาจากคนหรืออาจารย์ที่อยู่ในสถานที่แห่งนั้นก็กลายเป็นทฤษฎีใหม่และเป็นทฤษฎีที่เป็นของ "มหาวิทยาลัยวิจัย"

การเฟ้นหาและเตรียมตัวผู้เรียนก่อนที่จะเข้าไปผจญกับความรู้ที่ศิวิไลซ์นั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากเราปล่อยให้เขา "เรียนจบ" แล้ว จบแล้วก็จบกัน พูดไม่ได้ แก้ไขได้ยาก เพราะต่างคนก็มี "ค่าย" เป็นของตนเอง

ค่ายอเมริกา ค่ายยุโรป ค่ายเอเชีย ค่ายใน ค่ายนอก คราวนี้ก็มีแต่ "ข่ม" กัน แล้วจากนี้ทุก ๆ คนนั้นก็จะเริ่มเดินห่างออกจากศูนย์กลางของท้องถิ่นอย่างห่างไกล

ในช่วงระหว่างที่ลูกของเรายังเรียนไม่จบช่วงนั้นก็ยังถือว่ามี "โอกาส"

โอกาสที่จะคุยกับเขา สอนเขา ทำความเข้าใจกับเขาว่าจริง ๆ แล้วท้องถิ่นของเรานั้นเป็นเช่นไร

ใช้ท้องถิ่นสั่งสมอบรมความรู้ให้กับคนที่จะเข้ามาทำงานเพื่อท้องถิ่น ลูกของเราจะมีความรู้เพื่อโรยริน ลงสู่ท้องถิ่นของแผ่นดินไทย...