การจัดลำดับ (ranking) หรือจัดระดับ (rating) มหาวิทยาลัย เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง    สำหรับใช้ชักจูงหรือบีบบังคับให้มหาวิทยาลัยปรับปรุงตนเอง   มหาวิทยาลัยก็ใช้สารสนเทศจากการจัดระดับหรือจัดอันดับนั้น สำหรับเอามาคิดต่อ   ว่าจะปรับปรุงตนเองอย่างไร    โดยเฉพาะสารสนเทศเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่อยู่ในฐานะคู่แข่ง

          แต่มุมมองของผมข้างบนนั้นอาจไม่ค่อยถูกต้องนัก    ดูเขาจะใช้เป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์มากกว่า 

          งานจัดระดับและอันดับมหาวิทยาลัย ต้องใช้ข้อมูลที่ซับซ้อน   เอามาทำให้ชัดเจนในระดับที่จะให้เป็นคะแนนที่แม่นยำน่าเชื่อถือได้พอสมควร    งานนี้จึงมีการลงทุนสูง   และในที่สุดกลายเป็นธุรกิจอย่างหนึ่ง   และต้องพยายามหารายได้จากกิจกรรมเสริมหรือต่อเนื่องหรือข้างเคียง    เช่นการจัดประชุมที่ผู้เข้าร่วมต้องจ่ายค่าลงทะเบียน   และอาจมีการโฆษณาสินค้าที่มหาวิทยาลัยต้องการ เช่นระบบ ไอที

          ผมไม่เคยไปประชุมเรื่องนี้ จึงไม่มีประสบการณ์ส่วนตัว    ว่าเขาแสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจกันอย่างไรบ้าง 

          หากศึกษาเข้าไปในรายละเอียด ไม่หยุดอยู่แค่ลำดับที่หรือระดับความเข้มแข็ง   เราจะได้ประโยชน์จากกิจกรรมนี้มาก   เพราะมันจะให้บทเรียนรายละเอียดที่เราเอามาใช้ปรับปรุงตัวเราเอง งานของเรา และสถาบันของเรา ได้อย่างมากมาย  

          รวมทั้งเอามาใช้ไตร่ตรอง คิดระบบกำกับดูแลระบบอุดมศึกษาได้ด้วย

          โดยในความเป็นจริงแล้ว ranking/rating นี้เป็นเครื่องมือกำกับดูแลสถาบันอุดมศึกษาอยู่ในตัวของมันเองอยู่แล้ว   หากว่าการทำ rating/ranking นี้เป็นที่ยอมรับเชื่อถือ

          ผมเคยบันทึกเรื่อง university ranking ไว้แล้ว ๔ บันทึก อ่านได้ที่นี่   วันนี้พบข้อมูลในเว็บไซต์ของ Washington Monthly เรื่อง Washington Monthly College Guide ที่แม้จะเก่าไปสักหน่อย แต่มีสาระที่ผมประทับใจ    อ่านทั้งหมดได้ที่นี่    ผมจะหยิบส่วนที่ผมประทับใจมาเล่า  

          ผมชอบ subtitle ของเรื่องนี้ “Other guides ask what colleges can do for you. We ask what are colleges doing for the country.”   ซึ่งบอกว่า การจัดอันดับของ Washington Monthly ไม่ได้บอกแค่ความเก่งของมหาวิทยาลัย    แต่คำนึงถึงความมีคุณประโยชน์ต่อประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย   ผมคิดต่อว่า การสนับสนุนอะไรๆ โดยดูที่ความเก่งอย่างเดียวไม่เพียงพอ   ต้องดูที่การทำคุณประโยชน์ด้วย

          Washington Monthly จัดอันดับของมหาวิทยาลัย ตามคุณค่าต่อประเทศ   โดยใช้ตัวชี้วัด ๓ กลุ่ม คือ (๑) การเป็นกลไกเลื่อนฐานะทางสังคมให้แก่คนอเมริกัน (Social Mobility Score) (๒) การสร้างจิตวิญญาณวิชาการ ผลงานวิจัย และนำไปพัฒนาเศรษฐกิจ (Research Score)  (๓) การสร้างจิตวิญญาณสาธารณะและคุณธรรม (Social Service Score)    อ่านรายละเอียดของวิธีการได้ที่นี่   ผมมีอคติว่าการจัดอันดับแนว Washington Monthly นี้ น่าจะเหมาะสมที่สุดสำหรับไทย   โดยเราต้องคิดเกณฑ์ของเราเอง    และต้องมีข้อตกลงให้สถาบันอุดมศึกษาต้องเก็บข้อมูลที่แม่นยำเพื่อการนี้ 

          บทบรรณาธิการของ Washington Monthly ในปี 2005 นี้ ชี้ให้เห็นว่า มหาวิทยาลัยที่ได้รับ ranking สูง รู้จักใช้ทรัพยากรอย่างฉลาด ให้เกิดผลตามเป้าหมายที่ต้องการ

          มหาวิทยาลัยที่ตาม US News & World Report ไม่ติดอันดับสูงนัก   แต่ใน Washington Monthly Ranking ติดอันดับสูง   เช่น UC San Diego  เมื่อดูรายละเอียด พบว่ามีการเสาะหาอาจารย์เก่งๆ นศ. เก่งๆ   เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ข้างเคียง ในการใช้ความรู้เพิ่มอุตสาหกรรม/ธุรกิจใหม่ๆ

          การที่ นศ. ออกไปทำคุณประโยชน์ให้แก่พื้นที่/ชุมชนข้างเคียง เป็นตัวเลขที่ทำให้ Social Service Score สูง

          ต้องกระตุ้นให้สถาบันอุดมศึกษาเก็บข้อมูลอีกหลายๆ อย่างที่ช่วยให้นำมาวิเคราะห์เป็นตัวชี้วัดบอกความเข้มแข็งด้านที่ต้องการทราบ

          ผมติดใจเรื่อง National Survey of Student Engagement ที่ระบุไว้ในบทความตอนท้ายๆ   และติดใจข้อความ “NSSE compiles such information as the average number of hours students at a particular school spend doing homework or meeting with professors outside of class—measures which, studies show, are highly correlated with academic achievement. Unfortunately, the vast majority of colleges and universities refuse to grant NSSE permission to release their schools' scores to the public, and legislation to force them to do so, sponsored by Sen. Ted Kennedy (D-Mass.), has been stifled in Congress.”    ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยอาจต้องออกข้อบังคับบางอย่างเพื่อให้มีการเก็บข้อมูลสำคัญๆ สำหรับนำมาทำนโยบายพัฒนาระบบอุดมศึกษาของประเทศ 

          Washington Monthly Ranking แยกการจัดอันดับ Liberal Arts College ออกไปต่างหาก   เป็นตัวอย่างสำหรับประเทศไทยนำมาจัด rating สถาบันอุดมศึกษาโดยแยก ๔ กลุ่ม

          ผมอ่านเรื่องนี้ด้วยความสนใจ เพราะช่วยให้เห็นโอกาสสร้างระบบของเราเอง ที่จะจัดระดับ/อันดับ สถาบันอุดมศึกษาในแต่ละกลุ่ม

 

วิจารณ์ พานิช
๒๓ ม.ค. ๕๓