การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์

1.  ความหมายของการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์

            มีผู้ให้ความหมายของการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ (Historical Research) ไว้หลายแนวทาง เช่น

            พวงรัตน์ ทวีรัตน์ (2540 : 20 – 21) กล่าวถึงการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ว่า “ การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ เป็นการวิจัยที่ใช้ระเบียบวิธีวิจัยที่ประยุกต์มาจากวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อศึกษาข้อเท็จจริงของปรากฏการณ์เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต อันจะนำไปสู่ความเข้าใจในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เหตุการณ์ และสถานที่ของเรื่องนั้นๆ ผลจากการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ จะนำมาสู่การเข้าใจปรากฏการณ์ในปัจจุบัน รวมถึงสามารถพยากรณ์ปรากฏการณ์ในอนาคตได้ด้วย ”

            พจนานุกรมศัพท์การวิจัยและสถิติ (ศุภกิจ วงศ์วิวัฒนนุกิจ. 2550:123) ให้ความหมายการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ “ เป็นการวิจัยที่มีการค้นคว้าหาข้อมูลหลักฐานและข้อเท็จจริงที่ผ่านมาแล้วในอดีต เพื่อมุ่งอธิบายความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ต่างๆ ในเชิงเป็นเหตุเป็นผล และมีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต ”

            จิตราภา กุณฑลบุตร (2550:49) ให้ความหมายว่า “ การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์เป็นการวิจัยที่เกี่ยวกับการค้นหาข้อเท็จจริงในอดีต แล้วแปลความหมายของเหตุการณ์ในอดีต และอธิบายหรือบรรยายให้ถูกต้องที่สุด เพื่อค้นคว้าหาข้อสรุปที่จะช่วยให้เข้าใจเหตุการณ์ในปัจจุบันและสร้างประโยชน์ต่อสภาพปัจจุบัน พร้อมทั้งสามารถนำมาเป็นข้อมูลที่คาดการณ์ในอนาคตได้ ”

            บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์ (2549:145) ให้ลักษณะของการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ว่า “ เป็นการวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยร่วมกับวิธีการทางประวัติศาสตร์ ศึกษาค้นคว้าหาข้อเท็จจริงในอดีต รวบรวมข้อมูลจากหลักฐานที่เป็นเอกสาร สิ่งของโบราณ ประจักษ์พยานที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติที่ไม่มีการควบคุมปรากฏการณ์ต่างๆ ที่ต้องการศึกษาเลย ”

            บุญชม ศรีสะอาด (2545:124) ให้ความหมายการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์คือ “ กระบวนการในการค้นหาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วในอดีต โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะบันทึกอดีต ใหม่ อย่างมีระบบและความเป็นปรนัย โดยรวบรวมประเมินผล ตรวจสอบและสังเคราะห์เหตุการณ์เพื่อที่จะได้ข้อความจริงและทำการสรุปอย่างมีเหตุผล ”

            ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ (2538:242) ให้ความหมายการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ว่า “ เป็นการศึกษา เพื่อค้นคว้าหาความจริงของสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วว่าเป็นอย่างไร โดยอาศัยหลักตรรกวิทยา พิจารณาหาเหตุผลจนเป็นที่เชื่อถือได้ ”

            Joyce P. Gall, M.D Gall , Water R. Borg ( 2005:  413 อ้างถึงใน 202.129.0.151/upload/ 090800/การวิจัยประวัติศาสตร์.doc) ให้ความหมายการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ว่า “ เป็นกระบวนการค้นหาข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมา และเพื่ออธิบายถึงสาเหตุ / ความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ต่างๆ ในอดีต ”

            จากการศึกษาค้นคว้าความหมายทั้งหมดที่กล่าวมา อาจสรุปได้ว่า การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ คือ วิธีแสวงหาข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต ทั้งข้อเท็จจริงจากสิ่งของต่างๆ และเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา โดยอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อรวบรวมข้อมูลในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ตลอดจนเพื่อให้การสรุปผลเป็นไปอย่างถูกต้องสมเหตุสมผล และสามารถนำผลที่ได้ มาใช้อธิบายสภาพความเป็นจริงในอดีตที่เป็นระบบและมีความเป็นปรนัยมากยิ่งขึ้น

2.  ลักษณะสำคัญของการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์

            ลักษณะที่สำคัญของการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์มีดังนี้

            1)  การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ พยายามอธิบายเหตุการณ์ในอดีตเพื่อประโยชน์ของการอธิบายเหตุการณ์ในปัจจุบัน และอาจใช้ทำนายเหตุการณ์ในอนาคตได้

            2)  การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ มักไม่ใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล แต่ใช้วิธีการวิพากษ์ วิจารณ์ข้อมูลเพื่อตีความหมายข้อมูลแล้วจึงสรุปผล

            3)  ลักษณะข้อมูลของการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ เป็นหลักฐานต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตและข้อมูลส่วนใหญ่จะได้มาจากแหล่งข้อมูลทุติยภูมิมากกว่าจากแหล่งข้อมูลปฐมภูมิ

            4)  การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ เป็นการวิจัยที่ใช้เอกสารและห้องสมุดเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น จึงอาจเรียกการวิจัยนี้อีกอย่างหนึ่งว่า การวิจัยเอกสาร (Documentary research) หรือ การวิจัยห้องสมุด (Library research)

            5)  การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ ผู้วิจัยไม่สามารถสร้างสถานการณ์ขึ้น เพื่อทดสอบผลการวิจัยได้

            6)  การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ ผู้วิจัยไม่มีส่วนร่วมในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพียงแต่นำเอาสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วมาวิเคราะห์เท่านั้น

            7)  หลักฐานต่างๆ ที่ใช้ในการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์นั้น เกิดขึ้นเองตามเหตุการณ์ ไม่สามารถจัดให้เป็นไปตามจุดประสงค์ของผู้วิจัยได้

3.   ประเภทของการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์

            การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

            1)  การศึกษารายกรณี (Case Studies) เป็นการศึกษาเพื่อค้นคว้าหาความจริงของบุคคล สถาบัน หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง รวมทั้งเรื่องราวต่างๆ โดยมุ่งศึกษาข้อมูลอย่างลึกซึ้งทุกแง่ทุกมุม

            2)   การศึกษาพัฒนาการ (Developmental Studies) เป็นการศึกษาเพื่อดูความก้าวหน้าของการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งภายในช่วงระยะเวลาที่กำหนด โดยอาจศึกษาเหตุการณ์ทั้งหมด หรือเพียงบางส่วนของเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต

            3)   การศึกษาการเปลี่ยนแปลง การศึกษาลักษณะนี้ คล้ายคลึงกับการศึกษาพัฒนาการแต่เป็นการเปรียบเทียบลักษณะการเปลี่ยนแปลงในเรื่องราวหรือเหตุการณ์ในอดีตกับเหตุการณ์ในปัจจุบัน เช่น การเปลี่ยนแปลงเป้าหมายของการศึกษา โดยในอดีตต้องการเตรียมคนเข้ารับราชการ แต่ปัจจุบันเป็นการเตรียมคนเข้าประกอบอาชีพต่างๆ หลายอาชีพ ไม่เฉพาะแต่การเข้ารับราชการเท่านั้น

4.   ความมุ่งหมายของการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์

             1)  เพื่อค้นหาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต เพื่อให้เกิดความกระจ่างในเรื่องนั้นๆ

             2)  เพื่อศึกษาและชี้ให้เห็นถึงสภาพความเป็นจริง หรือลักษณะการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ในอดีต เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในปัจจุบันและในอนาคตได้

             3)  เพื่อศึกษาต้นตอของทฤษฎี เหตุการณ์ รวมถึงปรากฏการณ์ต่างๆ ในอดีต ซึ่งจะช่วยให้เกิดความเข้าใจในวิวัฒนาการของทฤษฎีนั้นๆ

             4)  เพื่อช่วยในการประเมินทฤษฎีและแนวปฏิบัติที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

             5)  เพื่อใช้ข้อมูลในอดีตมาเป็นฐานในการสร้างมาตรฐานในปัจจุบัน ทั้งนี้ เนื่องจากการมองเหตุการณ์ในอดีต จะทำให้ทราบสภาพที่แท้จริงในปัจจุบันว่าเป็นอย่างไร

             6)  เพื่อพยากรณ์เหตุการณ์ในปัจจุบันและอนาคต โดยอาศัยแนวโน้ม หรือ ความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ในอดีตที่คล้ายคลึงกัน

             7)  เพื่อเสริมสร้างความรู้ความจริงที่เกี่ยวกับอดีตให้มากยิ่งขึ้น

5.   แหล่งที่มาของข้อมูลในการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์

            ข้อมูลของการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ จำแนกตามแหล่งที่มาได้ 2 ลักษณะ คือ

            1)   จำแนกตามแหล่งที่ได้ข้อมูล แบ่งออกเป็น 2 ชนิด  ดังนี้

                  1.1   ข้อมูลที่ได้จากแหล่งปฐมภูมิ (Primary source) ได้แก่ เรื่องราวต่างๆ ที่เป็นประจักษ์พยานอันแท้จริง ซึ่งได้จากต้นตอจริงๆ ของเรื่องราวต่างๆ เหล่านั้น ได้แก่

                             - เอกสาร (documents) คือ เอกสารเรื่องราวต่างๆ ที่รวบรวมไว้ ซึ่งเอกสารต่างๆ เหล่านั้นได้แก่ เอกสารทางกฎหมาย เอกสารรายงานการประชุมทางราชการ รายงานการวิจัยต่างๆ จดหมายต่างๆ รวมถึงใบอนุญาตกรรมสิทธิ์ต่างๆ เป็นต้น

                             - วัตถุโบราณ ซากศพ หรือของโบราณต่างๆ (remains or relics) ได้แก่ ซากสัตว์โบราณ โครงกระดูก อาวุธต่างๆ สิ่งก่อสร้าง เหรียญต่างๆ ศิลปวัตถุต่างๆ ข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุโบราณและซากศพ

                             - คำให้การหรือคำสัมภาษณ์ของผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ (oral testimony)

                     1.2   ข้อมูลที่ได้จากแหล่งทุติยภูมิ (Secondary source) ได้แก่ เรื่องราวที่ผู้รวบรวมไม่ได้เห็นเหตุการณ์นั้นจริง แต่อาจได้รับคำบอกเล่าจากผู้สังเกตการณ์ในเหตุการณ์นั้นอีกต่อหนึ่ง ได้แก่

                             -  ตำราทางประวัติศาสตร์และสารานุกรม (history text books and encyclopedia)

                             - บรรณานุกรม (bibliographies)

            2)   จำแนกตามลักษณะข้อมูล แบ่งเป็น 2 ชนิด

                   1.1   บันทึก (records) หมายถึง เอกสารที่บันทึกด้วยการเขียน พิมพ์ วาดหรือใช้เทคนิคอย่างอื่น แบ่งออกเป็น 6 ชนิด ได้แก่

                             -  บันทึกราชการ (official records) ได้แก่ คำพิพากษา หนังสือที่ออกตามวาระต่างๆ ทะเบียนสมรส กฎหมายต่างๆ บันทึกการประชุม รายงานประจำปี รายงานการสำรวจ ฯลฯ เป็นต้น

                             - บันทึกส่วนตัว (personal records) ได้แก่ อนุทิน อัตชีวประวัติ จดหมาย พินัยกรรม สัญญาต่างๆ หนังสือต่างๆ บันทึกคำบรรยายส่วนบุคคล เป็นต้น

                             - ประเพณีที่เล่าต่อๆ กันมา (oral traditions) ได้แก่ คำพังเพย ประเพณี นิทานปรัมปรา เรื่องเล่าเกี่ยวกับครอบครัว พิธีต่างๆ และเกมกีฬาต่างๆ เป็นต้น

                             - รูปภาพ (pictorial records) ได้แก่ รูปถ่าย ภาพยนตร์ ภาพวาด เป็นต้น

                             - วัสดุสิ่งพิมพ์ (published materials) ได้แก่ หนังสือพิมพ์ ใบโฆษณา เป็นต้น

                             - เครื่องบันทึก (mechanical records) ได้แก่ เทป แผ่นเสียง เป็นต้น

                   1.2    เศษชิ้นส่วนที่เหลืออยู่ (remains) หมายถึง เศษชิ้นส่วนของสิ่งปรักหักพังและวัตถุโบราณที่เหลืออยู่ แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ

                             - เศษวัตถุสิ่งของต่างๆ (physical remains) ได้แก่ สิ่งก่อสร้าง ซากสิ่งก่อสร้าง โครงกระดูก สิ่งของเครื่องใช้ เป็นต้น

                             - วัสดุสิ่งพิมพ์ (printed materials) ได้แก่ รายงานข่าวสาร ประกาศ สัญญา เป็นต้น

                             - วัสดุที่เขียนด้วยมือ (hand written materials) ได้แก่ สมุดแบบฝึกหัด แผนที่ รายงาน เป็นต้น

6.   ลำดับขั้นของการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์

             การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ มีกระบวนการวิจัยดังนี้

             1.  การกำหนดปัญหาในการวิจัย

             ปัญหาในการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์มักจะกว้างเกินไป ผู้วิจัยจึงต้องพยายามแยกแยะประเด็นสำคัญๆ ออกมาให้เห็นเด่นชัด แล้วรวบรวมตั้งปัญหาในการวิจัยขึ้น ซึ่งต้องกะทัดรัด แจ่มชัดและได้ใจความสมบูรณ์ พร้อมทั้งตรวจสอบว่า ปัญหานั้นมีความเป็นไปได้หรือไม่ สามารถหาข้อมูลได้สะดวกมากน้อยเพียงใดหรือไม่ แบ่งเป็น  2 ลักษณะ คือ

                   1)   ศึกษาในลักษณะของหน่วยงานที่จะต้องศึกษา แบ่งเป็น 3 แบบ คือ

                          - เรื่องที่เกี่ยวกับตัวบุคคล ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับชีวประวัติ ความสำเร็จ เป็นต้น

                          - เรื่องเกี่ยวกับสถานบันหรือหน่วยงาน

                          - เรื่องที่เกี่ยวกับแนวคิดหรือปรัชญา

                   2)   ศึกษาในลักษณะของเนื้อเรื่องที่จะศึกษา แบ่งเป็น 3 แบบใหญ่ๆ คือ

                          - ศึกษาเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ โดยผู้วิจัยอาจต้องศึกษาว่า เหตุใดจึงมีความก้าวหน้าในด้านนั้นๆ หรือศึกษาแนวโน้มในเรื่องหนึ่งๆ โดยศึกษาจากเหตุการณ์ในอดีต

                          - ศึกษาในลักษณะความคล้ายคลึงกันในเรื่องหนึ่งๆ แต่ต่างสถานที่กัน เช่น เปรียบเทียบ ความคิดเห็นของบุคคลที่เกิดแต่ละสมัย

                          - ศึกษาเหตุและผลของการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว

              2.  การนิยามปัญหา

              โดยรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาที่ต้องการวิจัย เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการกำหนดวัตถุประสงค์การศึกษา ความสำคัญของปัญหา ขอบเขตของการศึกษา ตลอดจนข้อตกลงเบื้องต้น

              3.  ตั้งสมมติฐาน

              การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ อาจไม่มีการตั้งสมมติฐาน แต่หากมีการตั้งสมมติฐาน จะช่วยให้ผู้วิจัยมีแนวทางในการศึกษาชัดเจนมากยิ่งขึ้น การตั้งสมมติฐานตั้งได้ 2 ลักษณะ คือ

                      - ตั้งสมมติฐานภายหลังจากการกำหนดปัญหาแล้ว

                      - ตั้งสมมติฐานภายหลังจากที่ได้พิจารณาข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาแล้ว

              4.  การรวบรวมข้อมูล

              พยายามรวบรวมข้อมูลจากแหล่งปฐมภูมิก่อน ถ้าหากไม่ได้ข้อมูลจากแหล่างปฐมภูมิจริงๆ จึงค่อยใช้ข้อมูลจากแหล่งทุติยภูมิ โดยมีวิธีการดำเนินการ ดังนี้

                      - จำแนกประเภทของข้อมูล

                      -  ศึกษาถึงแหล่งที่อยู่ของข้อมูล ซึ่งอาจหาได้จากบัตรรายการ ดัชนีวารสาร บรรณานุกรม วิทยานิพนธ์ หนังสือเก่า ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ เป็นต้น

                      - บันทึกข้อมูลที่ได้ไว้เป็นหลักฐาน ควรทำอย่างมีระบบ เพื่อสะดวกในการนำไปใช้

              5.  การวิเคราะห์ข้อมูลหรือการตรวจสอบข้อมูล

              เนื่องจากการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ เป็นการแสวงหาข้อเท็จจริงของสิ่งต่างๆ และเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาแล้วในอดีต จึงมักต้องใช้ข้อมูลที่ได้จากรายงานของผู้ที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ หรือพยานในเหตุการณ์นั้นๆ

              ดังนั้น การวิเคราะห์ข้อมูล จึงจำเป็นจะต้องใช้ความรอบคอบและระมัดระวังมากเป็นพิเศษ เพื่อให้ได้มาซึ่งความจริงในสิ่งนั้นๆ ในการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ มีการวิจารณ์หรือประเมินคุณค่าข้อมูล 2 แบบ คือ

                   5.1    การวิจารณ์หรือการประเมินภายนอก (External criticism or External appraisal)

                   เป็นการประเมินและพิสูจน์ว่า ข้อมูลที่เก็บมานั้น เป็นอันเดียวกันกับข้อมูลที่ผู้วิจัยต้องการจะเก็บหรือไม่ หรือเป็นการพิจารณาว่า ข้อมูลนั้นๆ เป็นของแท้หรือมีความเป็นจริงหรือไม่เพียงใดนั่นเอง เช่น เอกสารหรือซากโบราณวัตถุนั้น เป็นของจริงหรือของปลอม หรือจำลองขึ้นมา จำเป็นจะต้องมีการตรวจสอบและพิสูจน์แหล่งที่มาของข้อมูล เช่น อาจใช้การตรวจสอบลายเซ็น ลายมือ ต้นฉบับ การสะกดคำ การใช้ภาษา สำนวนโวหารในการเขียน ตลอดจนค้นคว้าเอกสารที่เกี่ยวข้องในสมัยเดียวกัน เป็นต้น

                   ในการวิจารณ์หรือการประเมินผลภายนอกนี้ อาจพิจารณาได้จาก 3 ประเด็นต่อไปนี้ คือ (กาญจนา มณีแสง, หน้า 103 – 104 อ้างถึงใน นิภา ศรีไพโรจน์, 2531)

                   1) สภาพสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลทำให้เกิดหลักฐานชิ้นนั้น

                   2) ความรู้ทั่วไป เช่น สภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของข้อมูล ถูกต้องตรงกับความรู้ของเราหรือไม่

                   3) มีการดัดแปลง ปลอมแปลง หรือประดิษฐ์เพิ่มเติม ให้บิดเบือนไปจากความเป็นจริงหรือไม่

                   ในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามใช้วิธีการทดสอบทางฟิสิกส์และเคมี ในการตรวจสอบอายุของโครงกระดูก กระดาษ ใบลาน หมึก แผ่นหนัง หนังสือ ก้อนหิน โลหะ เสื้อผ้า เป็นต้น ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่า สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งจะช่วยให้เราตัดสินได้ว่า ข้อมูลนั้นเป็นของแท้หรือมีความเป็นจริงมากน้อยเพียงใด

                   5.2    การวิจารณ์หรือการประเมินผลภายใน (Internal criticism or Internal appraisal)

                   เป็นการตรวจสอบข้อมูลที่ลึกซึ้งลงไปอีก เพื่อให้ทราบว่า ข้อมูลนั้นมีคุณภาพที่เที่ยงตรงเชื่อถือได้หรือไม่ มีคุณค่าเพียงใด โดยพิจารณาถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลนั้น ดังนี้

                   1) พิจารณาผู้เขียนว่า เป็นบุคคลที่เชื่อถือได้หรือไม่ มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ หรือรู้เห็นในเรื่องนั้นๆ จริงหรือไม่เพียงใด

                   2) พิจารณาว่า ผู้เขียนเขียนในขณะที่มีสภาพจิตใจที่ปกติหรือไม่ เช่น ไม่ได้อยู่ในสภาวะที่ถูกบีบบังคับให้เขียน หรือมีความกดดันทางอารมณ์ หรือมึนเมาจากการเสพสิ่งของมึนเมา

                   3)  พิจารณาว่า ผู้เขียนบันทึกหลังจากเกิดเหตุการณ์นั้นนานเท่าใด พอจะเชื่อถือได้หรือไม่ว่า ยังจำเหตุการณ์นั้นได้

                   4)  พิจารณาว่า เอกสารนั้นมีบรรณานุกรมที่แสดงให้เห็นว่า ผู้เขียนได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลมามากน้อยเพียงใด

                   5)  พิจารณาว่า ข้อความที่เขียนนั้นมีอคติเกี่ยวกับศาสนา เชื้อชาติ ลัทธิการเมือง ผลประโยชน์ส่วนตัว หรือสภาวะทางเศรษฐกิจหรือไม่

                   6)  พิจารณาว่า ภาษาหรือสำนวนที่ใช้ หรือเรื่องราวที่รายงานนั้น อ้างอิงมาจากบุคคลอื่น หรือเป็นคำพูดของผู้เขียนเอง

                   7)  พิจารณาว่า การเขียนนั้นมีแรงจูงใจในการบิดเบือนความจริงหรือไม่ เช่น การได้รับแหล่งเงินสนับสนุน เป็นต้น

                   8)  พิจารณาว่า เอกสารนั้นพอเพียงทั้งทางด้านคุณภาพและปริมาณที่จะนำมาใช้ในการวิจัยหรือไม่

                   9)  พิจารณาว่า การจัดเรียงหัวข้อวกไปวนมาหรือไม่ และในแต่ละหัวข้อผู้เขียนกล่าวถึงเรื่องนั้นๆ ละเอียดมากน้อยเพียงใด

                   10) พิจารณาว่า ผู้อื่นเห็นด้วยกับผู้เขียนนั้นหรือไม่

                 สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ผู้วิจัยต้องตรวจสอบอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า เอกสารหรือข้อมูลเหล่านั้น มีความถูกต้องเที่ยงตรงและเชื่อถือได้เพียงใด ต่อเมื่อได้พิสูจน์แล้วว่า เอกสารนั้น มีความถูกต้องเที่ยงตรงแล้ว ย่อมจะเป็นหลักฐานที่เชื่อถือได้

6.  การแปลความหมายข้อมูลและการสรุปผลการวิจัย ต้องคำนึงถึง

                 - การจัดหาเอกสารประกอบการค้นคว้า ต้องอ้างอิงมาจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้

                 - การเลือกและเรียบเรียงข้อมูล ต้องแยกเรียบเรียงเป็นหมวดหมู่ชัดเจน

                 - การแปลความหมายของข้อมูล ต้องเที่ยงตรงไม่ลำเอียง

7.   การรายงานผลการวิจัย

                 การรายงานผลการวิจัยตามขั้นตอนของการวิจัย เริ่มตั้งแต่การนิยามปัญหาจนถึง ขั้นตอนตรวจสอบข้อมูล แปลความหมาย และสรุปผลการวิจัย

                 การเขียนรายงานการวิจัย สามารถเขียนได้ 2 รูปแบบ คือ

                 7.1    การเขียนรายงานแบบประวัติศาสตร์ โดยเขียนเรียงลำดับเนื้อเรื่องตามเวลาที่เกิดขึ้นก่อนหลัง

                  7.2    การเขียนรายงานแบบวรรณคดี กล่าวคือ เขียนโดยจัดเนื้อเรื่องให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน และมีคุณภาพพอที่จะใช้เป็นแนวทางในการศึกษาค้นคว้าและอ้างอิง โดยไม่ต้องคำนึงถึงเวลาเกิดขึ้นก่อนหรือหลัง

8.   ข้อบกพร่องของการทำวิจัยเชิงประวัติศาสตร์

               การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ อาจมีข้อบกพร่องในด้านต่างๆ ดังนี้

                 1.  ด้านการกำหนดปัญหาในการวิจัย นั่นคือ ปัญหาที่ตั้งขึ้นกว้างเกินไป ทำให้ยากแก่การศึกษา ดังนั้น ผู้วิจัยควรจำกัดขอบเขตของปัญหาให้แจ่มชัด กะทัดรัด เข้าใจง่าย

                 2.  ด้านการใช้หลักเหตุผล การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ มักคำนึงถึงข้อเท็จจริงจากเหตุการณ์ในอดีต ที่เป็นส่วนปลีกย่อยเป็นสำคัญ แล้วนำเหตุการณ์ย่อยๆ นั้นมาศึกษา เพื่อสืบสาวไปสู่เหตุการณ์ที่เป็นส่วนรวม ซึ่งวิธีการนี้อาจทำให้ผิดพลาดได้ง่าย

                 3.  ด้านตัวผู้วิจัย จะต้องเป็นผู้ที่มีความพยายามและอดทนอย่างมาก ในการที่จะศึกษารวบรวมข้อมูลที่อาจอยู่อย่างกระจัดกระจายตามแหล่งต่างๆ และจำเป็นต้องใช้ความรู้ในเรื่องนั้นๆ อย่างลึกซึ้ง สำหรับการวิเคราะห์และแปลผลข้อมูลต่างๆ

                 4.    ด้านเก็บรวบรวมข้อมูลและแปลความหมาย ผู้วิจัยมักวิเคราะห์ผลการวิจัยด้วยการแปลความหมายตามความเข้าใจของตนด้วยวิธีง่ายๆ โดยไม่คำนึงถึงการแปลความหมายและการค้นคว้าหาข้อเท็จจริงโดยใช้หลักเหตุผลที่เป็นระเบียบแบบแผน และการวิเคราะห์ข้อมูลรวมทั้งการสรุปผลการวิจัย อาจเกิดความคลาดเคลื่อนได้จากสาเหตุดังต่อไปนี้

                        4.1     สรุปผลการวิจัยด้วยเหตุผลที่ง่ายเกินไป ทั้งที่มีข้อมูลสนับสนุนไม่เพียงพอที่จะสรุปผลเช่นนั้น

                        4.2   ผู้วิจัยมีอคติหรือเหตุผลส่วนตัวในการสรุปผลการวิจัย อาจเนื่องมาจากไม่สามารถหาข้อมูลที่ดีกว่าได้

                        4.3   แปลความหมายของเรื่องราวต่างๆ ในข้อมูลผิดไปจากข้อเท็จจริง

                        4.4   การขยายความจากผลการวิจัยกว้างเกินไป ทั้งที่มีข้อมูลสนับสนุนไม่เพียงพอ

                        4.5   การสรุปผลการวิจัย ไม่สามารถแยกแยะประเด็นสำคัญๆ ของข้อเท็จจริงได้

                        4.6     การรายงานผลการวิจัย เกิดความคลาดเคลื่อนได้ง่ายกว่าการวิจัยประเภทอื่นๆ ถ้าผู้วิจัยมีอคติหรือมีความคิดเห็นไม่เป็นกลาง โดยเฉพาะการชอบหรือไม่ชอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต

                        4.7   ขาดข้อมูลสนับสนุนที่มีคุณภาพเพียงพอในการเขียนรายงานการวิจัย

                 5.  การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนใหญ่ได้จากข้อมูลชั้นทุติยภูมิมากกว่าจากข้อมูลชั้นปฐมภูมิ จึงอาจจะทำให้ผลการวิจัยเกิดความคลาดเคลื่อนได้

                 6.    หาข้อมูลได้ยากกว่าการวิจัยประเภทอื่นๆ เนื่องจากเป็นการศึกษาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในอดีตที่ผ่านมา

                 7.    ยากต่อการคัดเลือกข้อมูลให้ถูกต้อง หากผู้วิจัยไม่อยู่ในเหตุการณ์และขาดประสบการณ์ ทำให้ข้อมูลที่ได้ไม่น่าเชื่อถือและไม่สอดคล้องตามวัตถุประสงค์

                 8.    ด้านค่าใช้จ่ายและเวลาในการค้นหาหลักฐานจากแหล่งต้นตอข้อมูล ซึ่งบางครั้งแหล่งข้อมูล อยู่ห่างไกล และสภาวการณ์ต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงไป

9.   ประโยชน์ของการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ มีประโยชน์สำคัญดังนี้

                 1.  ทำให้ทราบสภาพของปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต และทำให้ทราบถึงภาวะการณ์เมื่อพบปัญหาที่จะเกิดขึ้นในสภาพเดียวกันนี้อีก

                 2.  ผลการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ สามารถนำไปใช้แก้ไขข้อผิดพลาดต่างๆ ในปัจจุบันได้ ทั้งนี้ เพราะการวิจัยนี้จะพบว่า มีปัจจัยใดบ้างที่เป็นจุดบกพร่อง ซึ่งสามารถนำมาแก้ไขข้อบกพร่องในปัจจุบันได้

                 3.  เนื่องจากความเป็นมาในอดีตเป็นรากฐานของความเป็นอยู่ และความเป็นไปในปัจจุบันและส่งผลต่อไปในอนาคตด้วย ดังนั้น การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ จึงใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขสิ่งต่างๆ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาวะปัจจุบันได้

                 4.  เพื่อใช้เป็นพื้นฐานของการปฏิบัติงานในปัจจุบัน และเป็นพื้นฐานแก่ผู้ที่จะทำการศึกษาค้นคว้าต่อไป

---------------------------------------------

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

      1.  จิตราภา กุลฑลบุตร. การวิจัยสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่. สหธรรมิก, กรุงเทพฯ. 2550.

      2.  ฉัตรศิริ ปิยะพิมลสิทธิ์. เรียนรู้ออนไลน์ “ วิจัย ”. < http://www.watpon.com/Elearning/>, ธันวาคม 2552.

      3.  ชิดชนก เชิงเชาว์. ระเบียบวิธีวิจัยทางการศึกษา. คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, ปัตตานี. 2550.

      4.  บุญชม ศรีสะอาด. การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 7. สุวีริยาสาส์น, กรุงเทพฯ. 2545.

      5.  บุญธรรม กิจปรีดาบ