สัจธรรม

 

 

 

พระพุทธองค์สอนให้เรามองอะไรตามความเป็นจริง ดังคำว่า "รู้เห็นสิ่งทั้งหลายตามที่มันเป็นจริงมองสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นตามที่มันเป็นอยู่จริงๆ"ถ้าเราเห็นเช่นนั้นแล้วมันก็ปกติ ไม่เกิดอะไรแต่กลับเกิดปัญญา เกิดความเข้าใจในสิ่งนั้นอย่างถูกต้องความวุ่นวายทางจิตนั้นก็ไม่มี

   ปกติคนเรานั้นอยากจะอยู่อย่างเป็นสุขคำว่า "ความสุข" ในที่นี้หมายถึง สงบจิต สงบใจเพราะเรารู้ว่าอะไรคือตามสภาพความเป็นจริงเราก็อยู่อย่างมีความสุข ความสบาย
ทุกคนต้องการอย่างนั้นจึงต้องมองให้เห็นสภาพความเป็นจริงของชีวิต

ศิลปะแห่งความเป็นผู้นำ

คนที่มีความเจริญก้าวหน้าในชีวิตนั้น ล้วนเป็นคนที่รู้จักเอาชนะตนเอง ข่มใจตนเองไว้ได้ทั้งสิน คนเราจะเป็นอะไรได้สำเร็จย่อมอยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่เป็นเพราะใครมาทำให้เราเป็น หรือเพราะอะไรมาดลบันดาลให้เราเป็น ถ้าเราปรารถนาจะเป็นใหญ่ จงตั้งต้นจากจุดน้อยไปก่อน ถ้าท่านต้องการสร้างตึกจงนึกถึงรากตึกเสียก่อน ถ้าตึกมีความสูงเท่าไร รากมันก็ต้องลึกไปเช่นกัน การสร้างตนก็เป็นเช่นนั้น รากของความยิ่งใหญ่อยู่ที่การอ่อนน้อมถ่อมตน ความเชื่อฟัง และความมีวินัยนี่เอง

ศิลปะแห่งการคบมิตร

เวลาใดเราขาดความไว้วางใจต่อเพื่อน เรามีอะไรซ่อนอยู่ในใจ เกี่ยวกับความประพฤติ ความเห็นของเพื่อน และเรารู้สึกไม่ชอบใจ เก็บความไม่ชอบใจเอาไว้ มันจะประทุษร้ายใจตนเอง และอาจจะประทุษร้ายต่อเพื่อนด้วย แสดงว่าเราไม่ซื่อสัตย์ต่อเพื่อน เราควรเปิดเผยต่อเพื่อนของเรา แสดงความรู้สึกต่อเพื่อนอย่างจริงใจ ถ้าเราเป็นคนหึงหวงและริษยา เราจะเป็นผู้ห่างเหินมิตรสหาย ถ้าเรามีมุทิตาในความสำเร็จของผู้อื่น เราจะเป็นที่รักของเพื่อนฝูง และจะมีความเจริญในมิตรภาพ

ศิลปะแห่งการงาน

"งานคือชีวิต ชีวิตคืองานบันดาลสุข ทำงานให้สนุก เป็นสุขในขณะทำงาน" "ตื่นตัว ว่องไว ก้าวหน้า ทำงานแข่งกับเวลา พัฒนาตนเองและสังคม" นิสัยอันไม่ดีของพวกเราอีกอย่างหนึ่งคือ เป็นคนเลือกงาน ตีราคาของตัวเองสูงเกินไป จนไม่มีงานที่เหมาะสมทำเลย...อย่างนี้ไม่ดี จงนึกเสียใหม่ว่า... ไม่มีใครกระโดดขึ้นตึกได้โดยไม่มีบันได ทุกคนจะต้องเดินขึ้นำไปทีละขั้น จนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง