14-2-2553

วันนี้เป็นวันตรุษจีนและวันวาเลนไทน์  ดิฉันถือโอกาสมาอยู่วัดโดยเดินทางมาตั้งแต่วันศุกร์ ที่ 12- 14 กพ.53ค่ะ  

ในวันศุกร์ดิฉันและสามีออกเดินทางช้าทำให้เรามาถึงวัดเกือบ6โมงเย็น   ครั้งนี้สามีซื้อของมาถวายให้ทางวัดใช้เช่นน้ำมัน บะหมี่ ยา  พอเข้าที่พักเสร็จเรียบร้อย เรามากินอาหารว่างที่ซื้อมาและมาเดินจงกรมที่ลานจอดรถ

ในวันเสาร์เช้าสามีไม่ยอมส่งการบ้าน   ดิฉันรายงานว่าดิฉันเจ็บป่วยทางกายทำให้เห็นทุกข์   หลวงพ่อถามว่าจิตเป็นกลางหรือไม่ดิฉันตอบว่าเป็นกลางมากขึ้น      ดิฉันเสริมว่าปีนี้ดิฉันแก่ขึ้น    รู้สึกโกรธบ่อยๆ

ในวันอาทิตย์ 14กพ. สามีส่งการบ้านว่าตัวเองไม่พัฒนาเลย   แต่มีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงตัวเองคือไม่อยากกินเหล้าเมื่อเข้างานสังสรรค์ซึ่งเมื่อก่อนไม่เคยเป็น   

หลวงพ่อท่านอนุโมทนาและแนะนำให้ดูกายเพราะเป็นคนสูงอายุ   ท่านบอกว่าคนแก่ ดูจิตยาก

ดิฉันส่งการบ้านโดยคิดมาตลอดคืนว่าจะส่งอะไรดีเพราะตัวเองไม่ค่อยพัฒนาเลย       หลังจากคิดแล้วก็เล่าว่าดิฉันเข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้าในภาพรวมได้ดีขึ้นและเริ่มรู้สึกเป็นครั้งแรกว่า     ถ้าเราปฏิบัติให้พ้นทุกข์ได้ในชาตินี้ก็ดีเหมือนกัน       (ไม่ได้เรียนหลวงพ่อว่ามาครั้งแรกเพราะลูกชวนอยากให้โยมพ่อแม่พ้นทุกข์    แต่ตัวเองก็ไม่ค่อยเข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้า )    

ดิฉันแจ้งว่าดิฉันทำงานมากไปทำให้ไม่ค่อยมีเวลาดูจิตดูกาย   คงจะลดเวลาทำงานลง       ครั้งที่แล้วได้เรียนว่าสมาธิไม่ดีทำให้หลงบ่อยๆ     ท่านให้บริกรรมแต่ก็ลืมบริกรรม    ครั้งนี้ขอการบ้าน ท่านให้ไปบริกรรมต่อ   ( คงลืมอีก )

มาครั้งนี้เจอลูกศิษย์ที่เก่งทางสมาธิที่หลวงพ่อแนะนำให้คนที่สนใจไปเรียนด้วย(คุณดำเกิง)   และมีลูกศิษย์ที่เคยไปสอนที่บ้านอารีย์  และเพื่อนๆพระป๋องหลายคน    

ดิฉันกลับวัดถึงบ้านช่วงเที่ยงกว่าๆโดยครั้งนี้ตั้งใจจะบริกรรมพุทธโธรู้กายพุทธโธรู้ใจเพื่อไม่ให้หลงนาน  

แต่คงทำได้บ้างไม่ได้บ้างค่ะ 

ครั้งนี้หลวงพ่อสอนธรรมะเพื่อให้เรารู้จักมีสติ มีสมาธิ มีปัญญา

มีลูกศิษย์ท่านขอร้องไม่ให้ใครนำเสียงที่อัดไป postในเวบ เพื่อไม่ให้มีการถกเถียงกันเรื่องธรรมะค่ะ (ดิฉันหลงเข้าไปในเวบพันทิพย์  ไปเจอคนที่อ้างตัวเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อหลายคนต่างก็ทะเลาะกัน       ไปเห็นคำชี้แจงที่สวนสันติรรมเคยขอร้องเรื่องการอ้างเป็นลูกศิษย์ท่านที่ดิฉันเคยถ่ายเล่นๆและpostไว้ในบล็อกถูกอ้างทำให้ต้องระวังเหมือนกัน    ดิฉันไม่เคยอัดเสียงและจดนอกจากฟังให้เข้าใจ)

ในคืนวันเสาร์ระหว่างพักเดินจงกรม   ดิฉันบอกสามีว่าเราไปเผลอบอกท่านว่าใจเราเป็นกลางกับความเจ็บป่วย    ความจริงเป็นกลางน้อยมากเพราะยังร้องไห้บ่อยๆ  อยากให้หายป่วย   แต่แปลกที่ร้องเดี๋ยวเดียวก็หายเศร้าหมอง      อาจเกิดสติขึ้นมา      ใจเป็นกลางมากขึ้นและรับได้กับความทุกข์ทางกายมากขึ้น   

ดิฉันมีโอกาสอ่านหนังสือธรรมะเล่มใหม่ที่อยู่ในห้องที่พัก    และของน้องชมพูที่นั่งข้างๆสามีค่ะ

อ่านแล้วก็รู้สึกสนุกเพราะหลวงปู่สิมท่านให้ลูกศิษย์นั่งสมาธิเพชรซึ่งคงยากมากๆสำหรับตัวดิฉันเองค่ะ

 

หนังสือหลวงปู่สิม

ส่วนหนังสือหลวงพ่อพุทธ   ดิฉันอ่านเฉพาะส่วนที่ไม่มีในเล่มก่อนๆ

  

ดิฉันอ่านหลายเล่มทำให้เห็นคำสอนของท่านต่างๆคล้ายกันแต่สื่อสารต่างกัน       ดิฉันเลือกมาปฏิบัติในส่วนที่ตัวเองยังไม่ได้ปฏิบัติมากนักเช่นการบริกรรมทำให้เราหลงน้อยลง

เล่มใหม่   ยืมน้องชมพูอ่านค่ะ

 

เกรงใจวัดทำให้ไม่กล้าถ่ายรูปกิจกรรมมาเล่าให้ฟังค่ะ