แต่ถ้าหากครูและอาจารย์สามารถประยุกตร์งานวิจัยเข้าไปในศาสตร์หรือสาขาวิชาต่าง ๆ เหล่านี้ได้ก็จะทำให้นักศึกษาสามารถกลับมาสนใจในวิชาเหล่านี้

เมื่อการเรียนการสอนในศาสตร์หรือสาขาวิชาที่บริสุทธิ์ (Pure Science) คือ เมื่อก่อนสอนกันมาอย่างไรก็ยังคงต้องสอนต่อกันเป็นอย่างนั้น อาทิเช่น คณิตศาสตร์ เคมี ฟิสิกส์ หรือแม้กระทั่งศาสตร์ทางภาษา ฯลฯ การเรียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งการสอนแบบนี้จะว่าไปก็ดูจะค่อนข้างน่าเบื่อ เพราะสอนอย่างไร 1 + 1 ก็ต้องได้เท่ากับ 2 ...

ผู้สอนในรายวิชาจำพวก Pure science จึงต้องหาลูกเล่นเพื่อสร้างความตื่นเต้นอาชีพหรือสร้างรสชาดให้กับ "ชีวิต"

ถ้าหากเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยทางออกที่ง่ายที่สุดก็คือการขอทุนในการทำวิจัย เพราะการทำวิจัยในสาขา Pure Pure แบบนี้เมืองไทยเป็นอะไรที่ "ขาดแคลน"

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ การคิดค้นทฤษฎีต่าง ๆ นั้นเป็นประเพณีและวัฒนธรรมที่คนไทยจะหันเข้าไปใส่ใจได้โดยยาก ดังนั้นจะเห็นได้ว่าทฤษฎีทางด้านฟิสิกส์ก็ดี เคมีก็ดี ในต่างประเทศมีการคิดค้น นำเสนอและตีพิมพ์ออกมาเป็นระยะ ๆ ก็เพราะด้วยหน่วยงานทั้งทางราชการและเอกชนมีที่รองรับให้นักวิชาการพิสูจน์ทฤษฎี ไม่ว่าจะเป็นองค์การ NASA หรือบริษัทผลิตยาต่าง ๆ ที่กำลังต้องการเอาชนะโรคภัยในปัจจุบัน

แต่คนไทยของเราก็ยังได้เปรียบในเรื่องของการประยุกตร์หรือเรียกภาษาบ้าน ๆ ว่า "พลิกแพลง" ดังนั้น การวิจัยเชิงประยุกตร์ (Apply Research) โดยการนำหลักการ ทฤษฎีต่าง ๆ ที่ได้เรียนรู้หรือศึกษาเพื่อนำมาประยุกตร์ใช้เข้ากับสิ่งแวดล้อม ประเพณี วัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ทุน" ต่าง ๆ ที่เรามีจึงเป็นสิ่งที่จะเกิดประโยชน์กับสังคมได้อย่างสูงที่สุด

แต่ถ้า Focus ภาพให้เล็กลงไปในสายของการศึกษา ครูในระดับชั้นตั้งแต่มัธยมเรื่อยลงไปถึงชั้นประถมหรือแม้กระทั่งอนุบาล ก็แทบจะหาทางออกกับ Pure science แทบไม่ได้

แต่ทว่า...ปัจจุบันมีทางให้เลือกอยู่ 2 ทาง คือ 1. การวิจัยในชั้นเรียน (Classroom Research) และ 2. การวิจัยในงานประจำ (Research to Routine : R2R) ที่จะสามารถนำไปเล่นกับวิชาอย่างเคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ หรือแม้กระทั่งภาษาศาสตร์ได้อย่างมีรสมีชาด

เพราะถ้าหากวัน ๆ ต้องจมอยู่กับการสอนศาสตร์ประเภทที่ต้อง Fix อยู่กับหลักสูตรและตำรา เทอมนี้ เทอมหน้า หรือเทอมไหน ๆ ก็สอน ๆ ไปแบบไร้อารมณ์ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่นักศึกษามักมองวิชาเหล่านี้ว่า "น่าเบื่อ"

แต่ถ้าหากครูและอาจารย์สามารถประยุกตร์งานวิจัยเข้าไปในศาสตร์หรือสาขาวิชาต่าง ๆ เหล่านี้ได้ก็จะทำให้นักศึกษาสามารถกลับมาสนใจในวิชาเหล่านี้

นอกจากนี้ ถ้าหากมีการจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยยกเลิกคำว่า "ผิด" หรือ "ถูก" โจทย์วิจัยต่าง ๆ ก็จะสามารถพัฒนาขึ้นมาจากสมมติฐานเล็ก ๆ ของเด็ก ๆ ที่มักคิดอะไรแบบแปลกและแหวกแนว

การประยุกตร์ชีวิตจริงให้เข้ากับศาสตร์จำพวก Pure Science นั้น ยังจะสามารถตอบคำถามให้กับนักเรียนได้อีกว่า ทำไมเราถึงต้องเรียนวิชายาก ๆ พวกนี้ เพราะทุกวันนี้ย้อนกลับไป เราจะรู้สึกว่าสิ่งที่เราเคยเรียนมาจากวิชาที่สุดแสนยากนี้แทบจะไม่ได้ใช้อะไรเลย

ความผิดนั้นไม่ใช่อยู่ที่ตัววิชา แต่ความคิดอยู่ที่เราไม่สามารถตั้งโจทย์หรือสมมติฐานให้นักเรียนได้คิดแล้วเชื่อมโยงเข้าสู่ชีวิตประจำวัน...