“มหาวิทยาลัยคือวิทยาลัยที่ยิ่งใหญ่” ยิ่งใหญ่ในเรื่องชื่อ บุคลากร อาคาร สิ่งปลูกสร้าง อันเป็นสิ่งแวดล้อมภายนอก แต่สิ่งที่จะทำให้มหาวิทยาลัยยิ่งใหญ่ในใจของคนในชุมชนได้นั้นคือ “งานวิจัย...”
งานวิจัยเปรียบเสมือนสื่อกลางที่ทำให้ภาพพจน์ที่ชุมชนรู้สึกว่ามหาวิทยาลัยที่ยิ่งใหญ่อันอยู่ห่างไกลนั้นอยู่ใกล้ที่ใครต่อใครก็สามารถใช้และสัมผัสได้ เพราะเมื่องานวิจัยคือสื่อกลางที่อยู่ในรูปของกระบวนการ นักศึกษาจึงได้ชื่อว่าเป็นสื่อกลางในรูปของตัวคน คนที่สามารถเดินเข้าไปทำงานร่วมกับชุมชนโดยชุมชนนั้น “ไว้วางใจ”
ความไว้วางใจเกิดขึ้นจากความเรียบง่าย ไม่แบ่งพรรค แบ่งฝ่าย แบ่งชั้น วรรณะ
ความสดใสของเด็กที่พร้อมจะเรียนรู้นั้นเป็นใบเบิกทางที่มีคุณค่า ครั้นเมื่อผู้ใหญ่ทั้งหลายที่ต้องคร่ำเคร่งกับการงานและต้องประสบพบเจอแต่คนที่คอยจะหาทางเอาผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน
การใส่จิ๊กซอร์อันเป็นฟันเฟืองตัวสำคัญซึ่งได้แก่นักศึกษาลงในชุมชนนั้น จะทำให้กลไกทางด้านวิชาการในท้องถิ่นขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่อง เพราะถ้าหากเราสังเกตุให้ดี การเปิดเผยข้อมูลของคนในชุมชนจะสบายใจมากกว่าถ้าเปิดหรือบอกให้กับนักศึกษาซึ่งมีค่าเทียบได้กับ “ลูกหลาน”

บรรยายกาศการเรียนรู้จะเป็นการเรียนรู้ร่วมกันด้วย “กันและกัน”
การเรียนรู้นั้นจะลงลึกได้มากกว่าการเรียนทฤษฎีในห้องเรียน เพราะนักศึกษาสามารถเรียนรู้จักจากผู้ปฏิบัติจริง ซึ่งการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงนั้นมีพลัง เพราะผู้พูดคือ “ปราชญ์” ที่ลองผิด ลองถูกมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน และที่สำคัญการลองผิดลองถูกนั้นเป็นการเดิมพันด้วย “ชีวิต”
ความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) ที่นักศึกษาจะได้รับนั้นจึงเป็นสิ่งที่สามารถนำไปใช้ได้โดยทันที ถือว่าเป็นการเรียนลัด เพราะว่าการที่นักศึกษาได้รับฟัง “ประสบการณ์” ซึ่งเป็นความรู้ฝังลึกที่เกิดจากการปฏิบัติจริง จะสามารถนำไปเชื่อมโยง ประยุกต์กับทฤษฎีที่เคยได้เรียน ได้ศึกษาแล้วในชั้นเรียน

เมื่อประสบการณ์ได้ผนวกเข้ากับทฤษฎี วงจรแห่งการเรียนรู้ที่ได้จากการไตร่ตรองจึงเกิดขึ้นและหมุนวนไปได้อีกหลายรอบ เพราะสมมติฐานแบบง่าย ๆ จะเกิดขึ้นมาในหัวสมองของนักศึกษาอย่างมากมาย แววตาที่น่าฉงนของนักศึกษาจะเกิดขึ้นสลับกับความสดใส เพราะเมื่อใดที่เกิดสมมติฐานก็ต้องเริ่มคิด เมื่อคิดได้แล้วก็ปลอดโปร่ง โล่งใจ
การนำนักศึกษาลงชุมชนโดยใช้งานวิจัยเป็นสื่อกลางจึงถือได้ว่าเป็นการเรียนรู้กันแบบถ้อยที ถ้อยอาศัย
นักศึกษาได้ประสบการณ์จริงจากผู้ปฏิบัติ ชุมชนได้ข้อมูลจากิจกรรมต่าง ๆ ที่นักศึกษาเชื้อชวนให้ทุก ๆ คน “ร่วม” กันทำ

มหาวิทยาลัยกับงานวิจัยในชุมชน จึงต้องมุ่งเน้นไปที่การเก็บความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นจากกระบวนการมากกว่าการเก็บข้อมูล (Data)
เก็บความรู้สึก เก็บเกี่ยวรอยนิ้วมือ ตามเก็บรอยเท้าที่ย่างก้าวไปแล้วนำมาผสมใส่ลงใน “ทฤษฎี” ดังนี้แนวทางแห่งทฤษฎีใหม่ของการวิจัยกับชุมชนจึงจะเกิดขึ้นเรื่อย ๆ และหมุนวนไปได้อย่างต่อเนื่อง
ความรักและความเข้าใจในชุมชนจะเกิดขึ้นเพราะอคติที่เกิดจากความยิ่งใหญ่จะหมดลงไป เพราะงานวิจัยจะทำให้นักศึกษา อาจารย์และทุก ๆ คนในชุมชน “ใกล้ชิด” กัน
คนเราเมื่อไม่รู้จักกัน ไม่เคยคุยกันต่างก็วางมาด วางท่า วางตัว แล้วก็ปั้นหน้าเข้าหากัน แต่เมื่อใดมีโอกาสได้คุยกัน ภาพพจน์ต่าง ๆ ที่ถูกสร้างและฉาบทาขึ้นมานั้นก็จะจางคลายไป
มหาวิทยาลัยวิจัยจะยืนอยู่อย่างมั่นคงได้ก็เพราะเราเติมจิ๊กซอว์คือนักศึกษาใส่เข้าไปในชุมชน เพราะงานวิจัยที่มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งรับผิดชอบย่อมมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับ “ทุนชุมชน”
มหาวิทยาลัยก็เปรียบเสมือนกิ่ง ก้าน สาขา ที่รับผิดชอบบริการชุมชน ท้องถิ่นกันแต่ละแห่ง
ท้องถิ่นในเมืองไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง มหาวิทยาลัยจึงต้องสร้างโจทย์วิจัยให้เกิดความหลากหลายตาม
ตัวหนังสือใดที่ถูกถ่ายทอดออกมาจากงานวิจัยจะมีคุณค่าหรือไม่จึงขึ้นอยู่กับท้องถิ่นที่อิงกับวิทยาลัย
ท้องถิ่นจึงเป็นตรายางที่คอยประทับมาตรฐานของสถาบันการศึกษา
ชุมชน ท้องถิ่นใดมีมหาวิทยาลัยใส่ใจ ความรู้ทางวิชาการในท้องถิ่นย่อมพัฒนา มหาวิทยาลัยวิจัยจึงเกิดขึ้นมาเพื่ออยู่และใส่ใจในชุมชน...

มหาวิทยาลัยไปตั้งอยู่ในชุมชนใดก็คือ "ความหวัง" ของชุมชนนั้น...
นั้บตั้งแต่ส่วนราชการด้วยกันเอง สำนักงานจังหวัดต่าง ๆ ที่อยู่ในศาลากลาง ข้าราชการประจำรวมถึงข้าราชการขาจร ก็หวังพึ่งพิงความรู้ทางวิชาการจากทางมหาวิทยาลัย
ผู้ว่าราชการจังหวัดท่านหนึ่งเคยกล่าวว่า ท่านสบายที่ได้มาเป็นผู้ว่าฯ ในจังหวัดที่มีมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ ก็เพราะท่านสามารถพึ่งพิงมหาวิทยาลัยในการพัฒนาจังหวัดที่ท่านมาทำงานได้
บุคลากรในมหาวิทยาลัยนั่นก็คือ "อาจารย์" สามารถเป็นเรี่ยว เป็นแรงในการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับข้าราชการประจำรวมถึงบุคลากรในหน่วยงานราชการต่าง ๆ ได้ตามความรู้และประสบการณ์ของแต่ละคนที่ได้เรียนมาจากสถาบันการศึกษาชั้นสูง
เนื่องด้วยความฉลาดของพ่อเมือง ที่เห็นว่ารัฐบาลทุ่มงบประมาณในการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาใส่ลงในอาจารย์ตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ดังนั้น เราจึงควรจะที่ดึงคนเก่ง ๆ เหล่านี้มาใช้งานพัฒนาจังหวัดที่ท่านรับผิดชอบอยู่
ด้วยเหตุนี้เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ถ้าหากคิดมาตรฐานความเก่งของคนจากการศึกษา ก็แน่นอนว่าค่ามาตรฐานของมหาวิทยาลัยย่อมสูงโด่งกว่าหน่วยงานราชการอื่น ๆ เราสามารถนำค่ามาตรฐานความรู้เหล่านั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้เต็มที่หรือไม่...? ถ้าสามารถได้ จังหวัดที่มีมหาวิทยาลัยตั้งอยู่หลายแห่ง ก็น่าที่จะเป็นแหล่งขุมทรัพย์ทางด้านบุคลากร ที่สามารถนำมาพัฒนาจังหวัดนั้นได้อย่างเอนกอนันต์...
ปัจจุบันเมืองไทยเรามีขุมทรัพย์ทางด้านทรัพยากรเป็นจำนวนมากซึ่งถ้าวัดจากจำนวนทุนที่สนับสนุนให้อาจารย์และนักศึกษาไปร่ำเรียนเขียนอ่านในที่ต่าง ๆ ทุกมุมโลก
แต่วันนี้คนที่เรียนจบออกมาส่วนใหญ่มักจะมุ่งเป้าทำงานในแนวระนาบ คือ ทำงานในหน้าที่ที่รับผิดชอบแต่ละวัน รวมถึงใฝ่ฝันที่จะก้าวไปแต่ในเวทีระดับโลก
การเดินหน้าไปยังที่สูงแต่รากฐานที่แท้จริงยังไม่แข็งแกร่งก็จะยิ่งทำให้โงกเงกและคลอนแคลนเมื่อไปยังจุดที่สูงขึ้น
รากฐานทางวิชาการทั้งของอาจารย์และมหาวิทยาลัยนั้นคือการวิจัยในท้องถิ่นอันเป็นงานวิจัยเพื่อชุมชนโดยมีชุมชนเป็นเจ้าภาพและแม่งานในการดำเนินการ
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเป็นเพียงโปรโมเตอร์ที่จัดเวทีให้ คนในชุมชนและนักศึกษาได้พบปะกัน โดยใช้พื้นดินในไร่นาเป็น "เวที"
การก้าวไปในตำแหน่งที่สูงถ้าหากเราใช้แต่การอ่านหนังสือ การวิเคราะห์แต่ตัวอย่าง หรือเพียงแต่ทดลองเพียงบางกลุ่มบางอย่างนั้นเราจะขาดรากฐานทางด้านชุมชน
ปัจจุบันมหาวิทยาลัยจึงเสมือนอยู่ห่างไกลจากชุมชนมาก แนวคิดที่เกิดที่มีก็พุ่งเป้าไปที่การพัฒนาเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับประเทศแทบทั้งสิ้น
การพุ่งเป้าไปที่วิชาการและระดับมหาภาค (Macro Science) นั้นทำให้ประเทศเราเป็นลูกโป่งหรือฟองสบู่ซึ่งโตแต่บอบบาง
ดังนั้นการสร้างรากฐานทางวิชาการโดยการเริ่มจากการวิจัยในชุมชนนั้นจึงเป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งของมหาวิทยาลัย เพราะการเข้าไปทำงานวิจัยกับชุมชนนั้นก็เปรียบเสมือนการสร้าง "ระบบราก" ให้แข็งแรงและแพร่ขยาย เมื่อระบบรากดี ต้นไม้ก็สามารถผลัดใบ ผลิดอก ออกผล และสามารถสร้างลำต้นให้ยืนทะนงสู้กับแรงลมที่พัดโถมกระหน่ำเข้ามาได้
การวิจัยไม่ว่าจะเป็น Pure Science หรือ Apply Science จึงจำเป็นที่จะต้องเริ่มต้นกันที่ "ทุนชุมชน" เป็นหลัก
ทุนชุมชนไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อม ดินฟ้าอากาศ ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "คน" จะเป็นจุดเริ่มต้นของโจทย์วิจัยที่สามารถขับเคลื่อนวงการวิชาการไทยให้พัฒนา...