จิตเป็นองค์ประกอบทางนางธรรมอย่างหนึ่งของมนุษย์ มีลักษณะที่พิเศษเฉพาะตนแตกต่างจากรูปธรรมที่เป็นร่างกายของมนุษย์ ในอรรถกถาอัฎฐสาลินี ซึ่งเป็นอรรถกถาอธิบายธัมมสังคณีแห่งพระอภิธรรมปิฎก ได้ให้ความหมายของคำต่างๆ ที่ใช้เรียกจิตไว้โดยมีสาระดังนี้
เพราะเป็นธรรมชาติวิจิตรจึงเรียกว่า จิต
เพราะเป็นธรรมชาติกำหนดรู้อารมณ์ จึงเรียกว่า มโน
เพราะเป็นที่อาศัยแห่งธรรมประกอบมน(เจตสิก) จึงเรียกว่า มานัส
เพราะเป็นธรรมชาติอยู่ภายใน จึงเรียกว่า หทัย
เพราะเป็นธรรมชาติผ่องใสสะอาด จึงเรียกว่า ปัณฑระ
เพราะเป็นอายตนะชนิดหนึ่ง จึงเรียกว่า มนายตนะ
เพราะเป็นใหญ่ในการรับรู้ จึงเรียกว่า มนินทรีย์
เพราะรู้แจ้งอารมณ์ จึงเรียกว่า วิญญาณ
จิตกับการรับรู้อารมณ์
จิตที่เกิดดับอยู่ในวิถีแก่งการรับรู้โลกภายนอก ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรียกว่าวิถีจิต ในวิถีจิตนี้จิตมีการตกสู่ภวังค์เป็นระยะๆ สลับกันไปตลอดเวลา เพียงแต่ว่าอยู่ในภวังค์ไม่นานเหมือนการที่คนนอนหลับ
จิตที่อยู่ในสภาพทีไม่มีการรับรู้โลกภายนอกทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เช่น ในเวลานอนหลับ เรียกว่าภวังคจิต จิตอยู่ในภวังค์ แต่ก็ถือว่าเกิดดับอยู่เช่นเดียวกัน ต่างแต่ว่าเกิดดับอยู่ในภวังค์ ไม่มีการรับรู้อารมณ์ภายนอก อารมณ์ที่จิตรับรู้ได้แก่อายตนะภายนอก ๖ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะ และ ธรรมารมณ์ จิตเมื่อเกิดขึ้นรับรู้อารมณ์ตลอดจนวิถีแล้วก็ตกสู่ภวังค์ อยู่ในภวังค์อย่างน้อย ๓ ขณะ แล้วจึงเกิดขึ้นรับรู้อารมณ์ใหม่ สลับกันไปอย่างนี้ตลอดเวลาทีคนตื่นอยู่
การเกิดดับของจิต
ตามทัศนะของพุทธปรัชญา จิตเป็นสิ่งที่เกิดดับอยู่ตลอดเวลา หรือ เกิดดับอยู่ทุกขณะ ไม่ว่าจะเวลาหลับหรือตื่น เมื่อจิตดวงเก่าดับไปแล้ว มันก็เป็นเหตุให้จิตดวงใหม่เกิดขึ้นสืบต่อไป จิตดวงใหม่ที่เกิดขึ้นสืบต่อจากจิตดวงเก่า ดำรงอยู่ชั่วขณะหนึ่งแล้วก็ดับไปกับทำหน้าที่เป็นเหตุให้จิตดวงต่อไปอีก ฉะนั้น จิตดวงหนึ่งจึงเป็นทั้งเหตุและผลอยู่ในตัว เราเรียกกระแสของจิตนี้ว่าเป็นกระแสแห่งชีวิต
การเกิดดับของจิตที่เป็นสันตติจะสะดุดหยุดลงก็เฉพาะใน ๓ กรณีเท่านั้น คือ เมื่อบุคคลผู้ได้รูปฌานที่สี่บางคนตายไปแล้ว ไปเกิดเป็นอสัญญีสัตว์ในพรหมโลกชั้นจตุตถฌานภูมิ เมื่อพระอนาคามีหรือพระอรหันต์ผู้ได้สมาบัติ ๘ เข้าสู่นิโรธสมาบัติ และเมื่อพระอรหันต์เข้าสู่ปรินิพพานที่ดับทั้งรูปขันธ์ และ นามขันธ์โดยสิ้นเชิง
จิตแต่ละดวงที่เกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วดับไปนั้น ประกอบด้วยขณะย่อย ๓ ขณะ คือ ขณะที่เกิดขึ้นเรียกว่า อุปาทขณะ ขณะที่ดำรงอยู่ เรียกว่า ฐิติขณะ และ ขณะที่ดับไป เรียกว่า ภังคขณะ
พฤติภาพของจิต
พฤติภาพของจิตในการรับรู้อารมณ์ต่าง ทางอายตนะภายใน ๖ มีกระบวนการดังนี้สมมติว่า ก่อนการรับรู้อารมณ์ทางตา จิตได้รับอารมณ์ทางหูคือเสียงมาก่อน ในช่องที่ ๑ ซึ่งเป็นภวังค์เก่า (อตีตภวังค์) หมายความว่าภวังค์จิตยังอยู่ในอิทธิพลของเสียงที่เพิ่งรับรู้มาหยกๆ ในขณะจิตต่อมา คือชองที่ ๒ ซึ่งเป็นภวังค์ไหว (ภวังคจลนะ) นั้น รูปารมณ์ ที่จะรับรู้ทางตาในลำดับต่อไป เริ่มเข้ามามีอิทธิพลต่อภวังคจิต ทำให้เกิดการหวั่นไหว ด้วยอิทธิพลใหม่ที่เข้ามา ขณะจิตที่ ๒ นี้จึงอยู่ในสภาพที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสัททารมณ์ (เสียง) ที่รับรู้มาก่อน กับ รูปารมณ์ (สิ่งที่เห็นทางตา) ซึ่งกำลังจะรับรู้ใหม่ๆ พอๆกัน
ขณะจิตที่ ๓ คือ ภวังค์ตัด (ภวังค์คุปัจเฉทะ) นั้น อิทธิพลของรูปารมณ์ที่เริ่มรับรู้มาใหม่มีกำลังแรงมากขึ้น จนทำให้จิตดวงนี้ตัดอารมณ์เก่าคือเสียงออกไป โดยเด็ดขาดพร้อมกับดับลง
ขณะจิตที่ ๔ (จักขุทวาราวัชชนะ) จิตพ้นจากภวังค์ ขึ้นสู่วิถีเพื่อรับอารมณ์ทางตาแล้วดับลง
ขณะจติที่ ๕ (จักขุวิญาณ) จิตเกิดขึ้น รู้แจ้งอารมณ์ทางตาโดยรู้สึกว่าได้เห็น แล้วดับลง
ขณะจิตที่ ๖ (สัมปฏิจฉนะ) จิตเกิดขึ้น พิจารณาอารมณ์ทางตา แล้วดับลง
ขณะจิตที่๗ (สันตีรณะ) จิตเกิดขึ้น พิจารณาอารมณ์ว่าเป็นประการใด แล้วดับลง
ขณะจิตที่ ๘ (โวฎฐัพพนะ) จิตเกิดขึ้นตัดสินอารมณ์โดยสภาพเป็นกุศล อกุศล หรือ เป็นกลางๆ (กิริยา) แล้วดับลง
ขณะจิตที่ ๙ – ๑๕ (ชวนะ) จิตเกิดดับ เกิดดับ พินิจรูปารมณ์ทางตา ๗ ขณะแล้วดับลง
ขณะจิตที่ ๑๖- ๑๗ (ตทาลัมพนะ) เป็นวิบากจิต (จิตที่เป็นผล) เกิดขึ้นรับเศษของอารมณ์ที่เหลือต่อจากชวนะอีก ๒ ขณะ เพื่อหน่วงอารมณ์ลงสู่ภวังค์ เมื่อจิตดวงที่ ๑๗ ดับ วิถีจิตก็สิ้นสุดลง อายุของอารมณ์ที่จิตเกิดขึ้นรับรู้สิ้นสุดลงเช่นกัน
ขอสนับสนุนท่านมหานะครับที่ได้เข้ามาเขียนบล็อคเพื่อเผยแพร่สิ่งดี ๆ แก่สังคม
ไม่ทราบห้องเรียนมจร.จ.สุราษฏร์ฯอยู่วัดไหน พระนิสิตมีมากไหมครับ
ผมเคยไปพักวัดพัฒนาราม(วัดใหม่)สมัยหลวงพ่อเจ้าคุณจันทร์ จร.องค์ก่อน ตอนนี้ทราบอาจารย์กลีบ เป็น จร.
ขอบคุณครับที่แวะเข้าอ่าน มจร. ตั้งอยู่ที่วัดพัฒนาราม (พระอารามหลวง) ครับ วัดท่านอาจารย์เคยแวะเข้าไปพักนั่นแหละครับ ตอนนี้เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน คือ พระศรีปริยัตยาภรณ์ (กลีบ วรปญฺโญ)
ขอบคุณ และ อย่าลืมติดตามตอนต่อไปนะครับ
อ่านแล้วเข้าใจเรื่อง จิต มากขึ้นค่ะ แต่ อยากทราบว่า ต่ออีกสักนิดว่า
1. ในขณะที่จิต กำลังเกิด ดับ ช่วงของการเกิด ดับ คือจิตว่าง ใช่หรือไม่ คะพระอาจารย์
2. แล้วถ้าไม่ใช่ ช่วงที่จิตเกิด ดับ ในเวลานั้น เรียกว่าเป็นสภาวะจิตแบบใด
อยากทราบมานานแล้วเหมือนกันค่ะ ข้องใจ กับคำว่า ขณะจิต อยู่แต่ไม่เคยหาอ่าน หรือถามใคร จนได้มาเจอ ข้อความของพระอาจารย์ เลยนึกขึ้นมาได้ค่ะ
ขอบคุณค่ะ
ขอโทษ มจร.ย่อมาจากคำอะไร