“เป้าหมายมี แต่ไม่จำเป็นต้องกำหนดทิศทาง จะไปข้างหน้าก็ได้ หรือจะถอยหลังมาดูว่าเขาคิดอะไรกัน หรือจะเดินไปทางอื่น เพียงแต่ว่า อย่าหยุดเดิน”

๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓

สวัสดีค่ะคุณครู

          หนูเริ่มนั่งเขียนจดหมายนี้หลังจากโทรหาครู ทั้ง ๆที่ครูหลับไปแล้ว ขอบพระคุณนะคะที่เมตตารับโทรศัพย์และเตือนสติ ใจหนูมีความรู้สึกจ๋อย ๆ ไม่ค่อยอยากจะเขียนเท่าไหร่ แต่อย่างไรก็ขอโอกาสเขียนนะคะครู ขออนุญาตเล่าถึงชีวิตในวันนี้คร่าว ๆก่อน

เมื่อเช้าหนูตื่นขึ้นมาทำวัตรเช้า นั่งภาวนา ตั้งใจจะห่อข้าวไปทานที่ทำงาน จัดแจงหุงข้าวกล้อง แล้วค่อยไปวิ่งออกกำลังกาย ทำดีท๊อก อาบน้ำแล้วก็แต่งตัวไปทำงาน ไปถึงที่ทำงาน วาดภาพต่อจากเมื่อวานนี้ที่ค้างอยู่ ทำไปเรื่อย ๆ วันนี้หนูทำงานแบบสบาย ๆ ค่ะ ไม่เร่ง ไม่เครียด แต่รู้สึกว่ามีคนคิดถึงหนูบ่อย แวะมารับโทรศัพย์เป็นระยะ ๆ โดยส่วนใหญ่ก็เป็นข่าวที่พี่ ๆ โทรมาแจ้งให้ทราบ พอพักเที่ยงวันนี้หนูทำข้าวอบน้ำพริกปลาย่างมาเผื่อป้าอบและไข่ต้ม ทานเสร็จกลับขึ้น รู้สึกง่วง ๆ ค่ะ อิ่มตื้อ ทานเยอะ พอถึงเวลาเข้างานบ่าย ก็มาวาดต่อ แล้วพอช่วงพัก แวะส่งเอกสารยื่นขอรับค่าเช่าบ้าน อืมในใจหนูเหมือนมีความคิดบางอย่างยืนพื้นอยู่ค่ะ ครูคือว่า เรื่องยื่นขอทุนปริญญาเอก หนูคิดไม่ตก จะตามเอกสารยื่นขอทุนต่อดีไหม หรือ จะเอายังไง เพราะหนูตามทุนนี้ เรื่องนี้มาสองปี จนอาจารย์ที่เคยติดต่อไว้ท่านจะเกษียณปีนี้ เลยทำให้หนูรู้สึกลังเล แต่หนูก็นั่งทำงานต่อไปเรื่อย ๆ

เลิกหนูก็เดินกลับบ้าน ระลึกกับตนเองว่าภาวนา วันนี้ใจฟุ้งซ่านค่ะ ครู ท่องพุทโธ ๆ ในใจ เดี๋ยวเดียวก็แว๊บไปคิด อะ เริ่มใหม่ก็แว๊บไปอีก ใจเป็นมัว ๆ บอกไม่ถูกค่ะ เปลี่ยนชุดไปออกกำลังกาย อืมเหมือนใจมันฟุ้งค่ะ พอไปนั่งอยู่บริเวณต้นโพธิ์ในกระทรวงใจรู้สึกสบายขึ้น แต่พอเดินกลับก็ยังฟุ้งขึ้นมาอีก หนูจึงเปิดบันทึกเสียงสนทนาที่คุยกับครู เรื่อง อามรมณ์ความรู้สึก เป็นอาภรณ์ของจิต ขณะที่ฟังเสียงครูใจสว่างขึ้น หลุดจากความมัว ๆ มาถึงห้องหนูเก็บกวาดข้าวของจัดเก็บให้เรียบร้อย ใจก็ระลึกว่า ห้องนี้ก็เหมือนใจหนูจริง ๆ เลยค่ะ ต้องเก็บกวาดบ่อย ๆ แล้วคนที่ขนของหรือขนขยะ เข้าห้องก็คือ หนูเอง ฉะนั้นหนูจึงต้องเป็นคนเก็บกวาดมันเอง

ประมาณสองทุ่มกว่า ๆ ทำวัตรเย็นแล้วนั่งภาวนา แว๊บขึ้นมาว่า โทรปรึกษาอาจารย์ดีกว่า หนูจึงตัดสินใจโทรหาท่าน รู้สึกดีมาก ๆเลยค่ะครู น้ำเสียงและความรู้สึกที่สัมผัสได้จากอาจารย์เป็นพลังแห่งความเมตตาอันยิ่งใหญ่ ท่านสอนเรื่อง ทฤษฎีสภาวะไร้ทิศทาง มีข้อดีคือ ไม่ว่าจะเดินยังไงก็ถูก เดินไปซ้ายก็ถูก เดินไปทางขวาก็ถูก เราจะเดินไปยังไงก็ได้ดีทั้งนั้น แต่เป้าหมายต้องชัดเจน ดังนั้นเราต้องตั้งเป้าหมายก่อน แล้วค่อย ๆ เดิน

การเรียนก็ คือ การจัดลำดับความคิด  การจัด systemic thinking หาทฤษฎีมาอธิบายสภาวะที่เป็นอยู่

ท่านบอกว่า เราต้องกำหนดเป้าหมายก่อน มีทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม มันอยู่ที่วิธีคิด การมีทิศทางก็ดีตามแบบของมัน การไม่มีทิศทางก็สนุกไปอีกแบบ สนุกตรงไปเรื่อย ๆ วางแผนทุกวันสมองไม่เคยหยุดทำงาน แต่เราไม่ได้ไร้เป้าหมาย

ท่านทิ้งท้ายไว้ว่า

“เป้าหมายมี แต่ไม่จำเป็นต้องกำหนดทิศทาง จะไปข้างหน้าก็ได้ หรือจะถอยหลังมาดูว่าเขาคิดอะไรกัน หรือจะเดินไปทางอื่นก็ได้ เพียงแต่ว่า อย่าหยุดเดิน”

หลังคุยกับอาจารย์ได้รับฟังเรื่องราววิถีชีวิตของท่านช่วงนี้ ทำให้หนูรู้สึกฮึกเฮิม เบิกบาน ตั้งใจว่าจะมานั่งถอดบทเรียนสิ่งที่อาจารย์เมตตา แล้วหนูก็โทรหาครู โดยที่คิดอยู่อย่างเดียวว่า “อยากแบ่งปันความรู้สึกดี ๆ ที่ประทับใจ” พอโทรหาครู เสียงเหมือนครูพึ่งตื่น หนูรู้สึกตกใจที่รบกวนครู ด้วยความเมตตาของครู ท่านรับฟังหนูอย่างตั้งใจ แล้วก็เอ่ยเตือนสติหนูมาว่า “หนูไม่ได้ดีใจในสิ่งที่อาจารย์สอนหรอก หนูแค่ดีใจที่อาจารย์คุยด้วย” หนูอึ้ง แล้วก็ตอบครูว่า “หนูดูไม่ทันค่ะ” ครูสอนต่อแล้วท่านก็วางสายไป

หลังวางสายจากครู หนูนั่งทบทวนด้วยใจที่จ๋อย ๆ ที่ไม่ทันจิตชั่ว ๆ ของตนเอง ดีใจเกินเหตุจน จับใจความไม่ค่อยได้ หนูจึงหยุดบันทีกแล้วกลับมาสังเกตใจตนเองก่อน

กราบขอบพระคุณครูค่ะที่เมตตา

 

วันนี้ว่าด้วยเรื่องศีล

ข้อ ๑ ในห้องยังมีประชากรมดค่ะครู หนูอาจจะต้องหาวิธีอยู่ร่วมกันกับเขาอย่างสงบ วันนี้ใจหนูไม่ค่อยเครียดค่ะครู แต่เป็น ฟุ้ง ๆ หลง ๆค่ะ

ข้อ ๒ ไม่ได้ทำร้ายของรักใครค่ะครู

ข้อ ๓ ไม่ได้แย่งแฟนใครค่ะครู แต่ใจหนูก็ยังกระโดดไปเกาะที่เพศตรงข้าม จนบางทีหนูรู้สึกละอาย

ข้อ ๔ วันนี้ทำงานซะส่วนใหญ่ค่ะ ไม่ค่อยได้คุยนัก แต่ก็ยังเป็นอาการเพ้อเจ้อคนเดียวมากกว่าค่ะ เหมือนคิดกับตัวเองเอง พูดกับตัวเอง เพ้อเจ้อกับตนเองประมาณนี้ค่ะ

ข้อ ๕ หนูยังประมาทค่ะ เดิน ๆ อยู่บางทีก็ใจลอยวูบไปเลย มารู้สึกตัวตอนจะเดินสะดุดค่ะ วันนี้เผลอแรงค่ะ

กราบขอบพระคุณครูค่ะ